Search Results for: ไปโรงเรียน เปิด/ปิด แสดงความคิดเห็นในหัวข้อ | แป้นพิมพ์ลัด

  • Pleng_Nutcha เวลา 7:47:37 pm on Wednesday ที่ 27 September 2017 เพอมาลิงค์ | ตอบ

    ลดน้ำหนักสำหรับวัยเรียน 

     

    วันนี้เราจะมาบอกสำหรับคนที่จะลดน้ำหนักของคนที่เรียนอยู่น่าาา บางคนชอบบอกว่า “อ้วนจังอยากลดน้ำหนัก แต่ไม่มีเวลาเลย”   ที่จริงเรามีเวลาตลอดแหละแค่ไม่ทำเท่านั้นเอง วันนี้เราเลยมาแบ่งความรู้ที่เรามีให้ทุกคน(แต่ไม่รู้ว่าได้ผลป่าว) แต่พอเราทำยังนี้ทุกวัน เราไปช่างน้ำหนักแล้วน้ำหนักเราลดลงจริง!!!  เอาละเรามาดูกันเลยยยย

     *Time Table

    เริ่มตั้งแต่เช้าเลยนะ

    #ไปโรงเรียน

     เช้า

    สำหรับตอนเช้า ขอเป็นอาหารที่ย่อยง่ายแล้วไม่หนักท้องจนเกินไป เราเลยมีเมนูอาหาเช้า3เมนูมาเสนอ

    1.โจ๊กหมู+ไข่ลวก=330kcal

    2.โยเกิร์ตไม่มีไขมัน+ผลไม้สด=230-250kcal

    3.เกาเหลา+ข้าวกล้อง=250-300kcal

    *อย่าลืมดื่มน้ำตามไปด้วย เยอะๆเลย!!

    กลาวงวัน

    1.กินน้ำก่อนกินข้าวกลางวันอย่างน้อย 2 แก้ว แต่ต้องเป็นน้ำเปล้าเท่านั้น!!

    2.กินอาหารของโรงเรียนหรือที่นำมาจากบ้านตามปกติเลย และไม่จำเป็นต้องลดของทอดแต่แค่ต้องกินน้อยลง

    เพราะกรลดไขมันไม่ได้ช่วยอะไรหรอนะ เพราะร่างกายของเราก็ต้องการไขมัน

    3.กินข้ามเสร็จอย่าลืมดื่มน้ำตาม น้ำอะไรก็ได้แต่เราขอแนะนำน้ำเปล่าดีกว่า

    4.เป็นไปได้ขอให้ลดปริมาณของหวาน เช่น จากที่ทุกทีกินขนม3ถุงลดเหลือ1ถุงพอ

     

    เย็น

    ทานอาหารตามปกติเลย แล้วรอให้อาหารย่อย 30 นาทีจากนั้นออกกำลังกาย

    *ท่าออกกำลังกายแนะนำ

    1.สควอช์ 15 ครั้ง

    2.กระโดดตบ 5 นาที

    3.เล่นโยขะง่ายๆ เดียวเราจะเพิ่มลิงก์ถ้าเล่นโยคะไว้ให้นะ

     

    #อาหารทานอย่างนี้ทั้งสัปดาห์

    #ออกกำลังกาย 4 วันต่อ/สัปดาห์

    #สควอช์ตอนแรกอาจจะปวดขาหน่อยนะ

     

     ทุกคนลองเอาไปทำดูน่าาาา แล้วอันนี้ลิงก์ท่าโยคะที่เราจะแนะนำ

    จิ้มเลยยยย

     
  • Nadine

    Nadine เวลา 12:40:29 am on Sunday ที่ 6 August 2017 เพอมาลิงค์ | ตอบ

    เด็กบ้านนอก 

    1

    – ลูกสาวคนโต –

    ในครอบครัวทองมากประกอบไปด้วยนายขาว นางดอกไม้ และมีจอยที่เป็นพี่สาวคนโต เสมือนน้องชายคนกลาง และพุ่มซึ่งเป็นลูกหลงคนสุดท้ายที่อายุห่างจากจอยถึง 5 ปี จอยคิดเสมอว่าพุ่มนั้นเป็นเด็กทิ่ชิงหมามาเกิดเพราะในวันก่อนที่พุ่มได้กำเนิด ไอ้บิ๊กหมาที่เลี้ยงไว้ใต้ถุนบ้านออกลูกมา4ตัว แต่ลูกตัวที่ขนาดน้อยที่สุดกลับมีชีวิตลืมตาดูโลกได้เพียงวันเดียวเท่านั้นก็ต้องกลับไปที่ๆลอยมา และคงลอยไปเข้าท้องนางดอกไม้แล้วเกิดมาใหม่เป็นพุ่ม นางดอกไม้ต่อว่าจอยทุกครั้งที่เธอชอบเอาเรื่องนี้มาพูดเป็นเรืองตลกขบขัน จนพาลให้ไม่พอใจไปถึงพุ่ม บ่อยครั้งที่จอยชอบชวนเสมือนไปไกวแปลให้น้องสาวในเวลาที่น้องหลับกลางวัน แต่การไกวของจอยกับเสมือนมักทำให้พุ่มตื่นมาร้องกระจองเสมอ และโดนนางดอกไม้ตีสั่งสอนประจำ วันนึงเมื่อพุ่มโตได้อายุ 4 ขวบก็ได้เข้าเรียนประถมเดียวกับเสมือนและจอย ครอบครัวทองมากมีฐานะหาเช้ากินค่ำ นายขาวรับจ้างซ่อมเครื่องมือเครื่องใช้ทุกประเภท วันนึงจะมีคนนำเตียง โต๊ะ ตู้ชำรุด มาให้นายขาวช่วยซ่อมแซ่ม ค่าจ้างไม่มาก แต่ถ้าวันไหนมีคนนำหนังสือเรียนลูกหลานมาให้ช่วยซ่อมปกจอยจะดีใจเป็นพิเศษและใช้เวลาทั้งวันใต้ถุนบ้านอ่านหนังสือจนวินาทีสุดท้ายที่เจ้าของมารับคืน นางดอกไม้ไม่มีอาชีพหลัก ส่วนมากจะไปรับจ้างเก็บข้าวโพด ฝ้าย อ้อย ไปจนถึงรับจ้างเย็บผ้าที่เป็นอาชีพยอดนิยมของแม่บ้านในละแวกนั้น บ้านทุกหลังสามารถเดินเข้าไปจ้างวานเย็บ ปะ ผ้าได้เลย เช้าวันหนึ่งนางจอยเดินมาขอค่าขนมนางดอกไม้ไปโรงเรียนก่อนคนแรก

    “แม่ ขอบาทนึง”

    “ข้าก็ห่อข้าวให้เอ็งแล้ว จะเอาไปซื้อขนมละสิ”

    “งั้นฉันขอห้าสิบสตางค์ อยากกินไอติมยายจันทร์”

    “ไม่มีหรอก ไปขอพ่อเอ็งดู”

    “พ่อบอกไม่มี ให้แม่หมดแล้ว”

    เสมือนที่แต่งตัวเสร็จที่หลังมายืนแอบฟังกลยุทธ์เจรจาขอทุนกินขนมหน้าโรงเรียนหลังเลิกเรียนจากแม่ ที่ดูจะไม่ได้ผลอะไร

    จอยหมดความหวัง เดินคอตกไปใส่รองเท้าหน้าบ้าน ได้ยินแว่วๆว่าเสมือนก็เข้าไปขอเงินต่อ ซักพักเสมือนเดินยิ้มออกมากับเงินห้าสิบสตางค์

    “เห้ย” จอยงง

    “เมิงอะโง่” เสมือนตอบ

    “เมิงไปบอกเขายังไงได้วะ กูไปขอตั้งนาน สลึงนึงก็ไม่ได้” จอยขมวดคิ้ว เริ่มรู้สึกไม่พอใจมารดาที่รักลูกไม่เท่ากันอีกครั้ง

    “กูก็บอกว่าจะเอาไปแบ่งกะนังพุ่มมันที่โรงเรียนไง แต่กูไม่แบ่งหรอก อีพุ่มขอพ่อไปแล้วห้าสิบสตางค์”

    “งั้นแบ่งกูมั่งดิ กูไม่ได้เลยเนีย”

    “ตลกละ กูจะไปซื้อไอติมยายจันทร์กินเว้ย” เสมือนใส่รองเท้ายี่ห้อช้างดาวมรดกจากนายขาวแล้วเดินหนีจอยไปอย่างผู้ชนะ จอยรู้มาตลอดว่าแม่มักให้เงินพุ่มและเสมือนทุกครั้งที่พวกมันขอ ตลอดทั้งวันจอยอยู่กับความรู้สึกโกรธต่อนายขาวและนางดอกไม้ทำให้จอยอยากจะชนให้ไอติมรสกะทิในมือเสมือนที่เดินถือกินในมือให้ร่วงซะอดกินเสีย มันบั่นทอนให้ทั้งวันจอยไม่มีกำลังใจจะเล่นสนุกกับจวบและน้อย ครั้งนึงที่จอยจับได้ว่าตนเป็นคนเดียว ที่ไม่ได้ค่าขนมไปโรงเรียนจากนางดอกไม้ ก็ตรงเข้าไปถามแม่

    “แม่ ไหนบอกไม่มีตัง ไหงให้ไอ้เหมือนกับนังพุ่มมันได้”

    “น้องมันยังเด็ก เอ็งเป็นพี่ก็ต้องให้น้องมันกินก่อน อย่าเห็นแก่ตัวแต่เด็กสิวะ เสียสละให้น้องไม่ได้รึไง”

    “ฉันโตกว่าไอ้เหมือนแค่ปีเดียวเอง”

    “สงสัยเอ็งจะพูดไม่รู้เรื่อง ไอ้เหมือน นังพุ่มดูไว้นะ พี่เอ็งโตไปอย่าไปขอมันพึ่งพาอาศัยอะไร แค่สลึงสองสลึงมันยังงกเลย” จอยไม่รู้จะเถียงด้วยคำอะไรอีก น้ำตาคลอเดินเข้ามุ้ง เจอพุ่มในมุ้งก็ไม่อยากจะมอง

    “แม่ พี่มันไม่แบ่งผ้าห่มด้วย” …..

    เสมือนที่แต่งตัวเสร็จที่หลังมายืนแอบฟังกลยุทธ์เจรจาขอทุนกินขนมหน้าโรงเรียนหลังเลิกเรียนจากแม่ ที่ดูจะไม่ได้ผลอะไร
    จอยหมดความหวัง เดินคอตกไปใส่รองเท้าหน้าบ้าน ได้ยินแว่วๆว่าเสมือนก็เข้าไปขอเงินต่อ ซักพักเสมือนเดินยิ้มออกมากับเงินห้าสิบสตางค์
    “เห้ย” จอยงง
    “เมิงอะโง่” เสมือนตอบ
    “เมิงไปบอกเขายังไงได้วะ กูไปขอตั้งนาน สลึงนึงก็ไม่ได้” จอยขมวดคิ้ว เริ่มรู้สึกไม่พอใจมารดาที่รักลูกไม่เท่ากันอีกครั้ง
    “กูก็บอกว่าจะเอาไปแบ่งกะนังพุ่มมันที่โรงเรียนไง แต่กูไม่แบ่งหรอก อีพุ่มขอพ่อไปแล้วห้าสิบสตางค์”
    “งั้นแบ่งกูมั่งดิ กูไม่ได้เลยเนีย”
    “ตลกละ กูจะไปซื้อไอติมยายจันทร์กินเว้ย” เสมือนใส่รองเท้ายี่ห้อช้างดาวมรดกจากนายขาวแล้วเดินหนีจอยไปอย่างผู้ชนะ จอยรู้มาตลอดว่าแม่มักให้เงินพุ่มและเสมือนทุกครั้งที่พวกมันขอ ตลอดทั้งวันจอยอยู่กับความรู้สึกโกรธต่อนายขาวและนางดอกไม้ทำให้จอยอยากจะชนให้ไอติมรสกะทิในมือเสมือนที่เดินถือกินในมือให้ร่วงซะอดกินเสีย มันบั่นทอนให้ทั้งวันจอยไม่มีกำลังใจจะเล่นสนุกกับจวบและน้อย ครั้งนึงที่จอยจับได้ว่าตนเป็นคนเดียว ที่ไม่ได้ค่าขนมไปโรงเรียนจากนางดอกไม้ ก็ตรงเข้าไปถามแม่
    “แม่ ไหนบอกไม่มีตัง ไหงให้ไอ้เหมือนกับนังพุ่มมันได้”
    “น้องมันยังเด็ก เอ็งเป็นพี่ก็ต้องให้น้องมันกินก่อน อย่าเห็นแก่ตัวแต่เด็กสิวะ เสียสละให้น้องไม่ได้รึไง”

    ลูกสาวคนโต

     
  • copter

    copter เวลา 9:37:23 am on Saturday ที่ 26 November 2016 เพอมาลิงค์ | ตอบ

    เวสป้า เวอร์ชั่น ชินจังอยากออกรถใหม่ LT125 

    ชินจังอยากออกรถใหม่

    ชินจังอยากออกรถใหม่

    คาซามะคุง ช่วยชินจังคิด

    คาซามะคุง ช่วยชินจังคิด

    คาซามะคุง แนะนำโปรโมชั่น รถเวสป้า

    คาซามะคุง แนะนำโปรโมชั่น รถเวสป้า

    ชินจังตัดสินใจจะไปออกเวสป้า LT125 เลย

    ชินจังตัดสินใจจะไปออกเวสป้า LT125 เลย

    ชินจังดีใจมากที่จะได้รถเวสป้า วันพรุ่งนี้  เพื่อไปรับเนเน่จัง ไปโรงเรียน

    ชินจังดีใจมากที่จะได้รถเวสป้า วันพรุ่งนี้ เพื่อไปรับเนเน่จัง ไปโรงเรียน

    รอติดตามเวอร์ชั่น ใหม่ เร็วๆนี้นะครับ

    ร้านเวสป้า จ.เจริญ หัวหิน จัดโปรโมชั่น LT125 3Vie ถึงสิ้นเดือนนี้เท่านั้น  สนใจสอบถาม 032-900335 ร้านอยู่ติดกับ โรงเรียนสมถวิล

     
  • Kittichai Wongjumpa

    Kittichai Wongjumpa เวลา 6:20:09 pm on Sunday ที่ 6 March 2016 เพอมาลิงค์ | ตอบ

    ชีวิตวัยเรียน...กับการล้มครั้งแรก 

    ชีวิตที่แข่งขัน

    คุณลองนึกถึงช่วงเวลาของวันเก่าๆ ในช่วงที่มีไอความเย็นของละอองฝนที่ตกลงมาบวกกับความเย็นในช่วงฤดูหนาว ผมนึกไปถึงช่วงวัยเด็ก เด็กคนนึงไปโรงเรียน ท่ามกลางสายฝนด้วยวิธีการเดินเป็นระยะทางเกือบ3กิโล จากบ้านซึ่งไม่ไกลนัก  มีเพียงถุงพลาสติกใบใหญ่ที่ห่อหุ้มตัวจากน้ำฝน  ก็เพียงพอที่จะทำให้เด็กชายไม่เปียก จนถึงโรงเรียน

    ที่โรงเรียนเป็นภาพของเด็กๆในวัยซุกซนกำลังวิ่งเล่นหยอกล้อกัน  บางคนที่พ่อแม่มีสตังค์หน่อยก็จะมีของเล่นพวกรถบังคับมาเล่นกัน …….แต่เด็กชายของเรานั้นเขาไม่ได้สนใจมากนัก ตั้งแต่มาถึงเขาหยิบหนังสือเล่มเก่าๆขึ้นมาอ่าน  มันเป็นหนังสือบทเรียนชั้น ป.1 ที่ได้รับมาจากรุ่นพี่ใกล้บ้านของเขานั้นเอง  ใช่แล้วในวัยเพียงอายุ 5 ขวบกว่าๆเขาดูมีความคิดที่แปลกกว่าเด็กคนอื่นๆอยู่ไม่น้อย

    ที่นี่เป็นโรงเรียนที่รวมเด็กจากหลายหมู่บ้านด้วยกันมาเรียน ณที่แห่งนี้

    ระฆัง

    เสียงระฆังดังขึ้น เด็กทุกคนหยุดทันที “วันนี้ทุกคนเข้าแถวหน้าชั้นเรียน” เสียงดังชัดเจนแผงด้วยความน่าเกรงขาม  นั่นคือเสียงจากครูใหญ่ของโรงเรียนนั่นเอง ใช่เเล้วถึงเวลาเครพธงชาตินั่นเอง วันนี้เป็นวันสุดท้ายก่อนปิดภาคเรียนที่2 หลังจากเครพธงชาติเสร็จ เด็กทุกคนเข้าห้องเรียนประจำชั้นของตน  ทุกคนตื่นเต้นมาก ที่จะได้รู้ผลสอบจะประกาศลำดับที่  เด็กชายของเราก็เช่นกัน เขานั่งลุ้นอย่างใจจดใจจ่อ

    แต่ยังไม่ทันได้ฟังประกาศผล เด็กชายก็ถูกตามให้ไปพบผู้ปกครองที่ต้องพักครู  ซึ่งครูใหญ่ได้พูดคุยกับพ่อของเขาอยู่ก่อนแล้ว “ผมรู้ว่า เด็กคนนี้ เขาเป็นเด็กฉลาดเก่งกว่าเด็กรุ่นราวคราวเดียวกัน เเต่ว่ามันเป็นระเบียบของโรงเรียน อายุของเขายังไม่ถึงเกณฑ์ เขาต้องเรียนซ้ำชั้นเพื่อรอเพื่อนๆรุ่นเดียวกันที่มีอายุเท่ากัน ” ใช่แล้วเขาเข้าเรียนก่อนเกณฑ์อายุของเขานั่นเอง  ครูใหญ่ได้บอกกับพ่อของเด็กชายว่า ลูกคุณสอบได้ดำลับที่1แต่อายุเขายังไม่ถึงเกณฑ์ยังต้องเรียนซ้ำป.1ใหม่

    กระต่าย

    แล้วก็เป็นช่วงที่เด็กชาย  เข้ามาถึงห้องพอดี พ่อเขาจึงเล่าเรื่องทั้งหมดให้เขาฟัง เด็กชายรู้สึกเสียใจมาก ทั้งๆที่เขาตั้งใจเรียนอ่านหนังสือมาตลอด ทั้งๆที่เขาขยันท่องตำรามาโดยตลอด แต่กลับต้องมาเรียนซ้ำชั้น เขาผิดหวังแทบไม่อยากเรียนอีกแล้ว

    ครูจึงถามคำถามกับคุณพ่อด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลว่า “คุณพ่อคิดว่าลูกชายคุณเก่งไหม?  “เก่งครับลูกผมเก่งครับ” แล้วครูใหญ่จึงถามเด็กชายว่า “แล้วเธอหล่ะเธอคิดว่าเธอเป็นคนเก่งใช่ไหม? “ใช่ครับผมเก่งมากๆ  แล้วเวลาที่เธอไม่เข้าใจหล่ะ? ….ผมก็แค่ถาม  เวลาที่ร้องไห้หล่ะ?  …..ผมก็จะยิ้มให้มากๆ  แล้วเวลาที่ล้มหล่ะ? …… “แม้เวลาที่ผมล้ม ผมก็จะลุกขึ้นมา”

    พ่อของเข้าได้ยินคำที่ลูกชายพูดก็ รีบเข้าไปสวมกอดปลอบใจลูกว่าไม่เป็นไรนะลูก ลูกเก่งที่สุด พ่อและแม่ภูมิใจกับลูกมากนะ พ่อรักลูกมากนะ ” ผมก็รักพ่อครับเด็กชายตอบ พร้อมกับพูดขึ้นว่า …..”พ่อครับ ผมต้องเก่งกว่านี้  ผมเป็นคนเก่ง  ผมจะเรียนให้เก่งกว่านี้

    โตขึ้นพ่อแม่จะได้สบาย  นั่นคือก้าวแรกของเขา…………. แม้จะต้องผิดหวังจากการซ้ำชั้นก็ตาม ……..

      “แม้เวลาที่ผมล้ม  ผมก็จะลุกขึ้นมา”

    มันคือจุดเริ่มต้นของลูกผู้ชายคนนึง…………#พลิกโลก

    2

     

     

     
  • Chonticha Rinprom

    Chonticha Rinprom เวลา 12:24:05 am on Monday ที่ 21 September 2015 เพอมาลิงค์ | ตอบ

    ฮัลโลๆๆๆบล็อกเกอร์มือใหม่พึ่งหัดเขียน

    วัตถุประสงค์อยากฝากประสบการณ์ไว้สักที่นึงบนโลกใบนี้ แรมสมองเต็ม

    อีกอย่างอยากแชร์ความสุขให้กับผู้อ่านด้วยน่ะ@-@

    เริ่มเลยดีกว่า เชื่อว่าหลายๆคนคงมีประเทศที่อยากไป คงวาดฝันไว้ตั้งแต่เรียนกันแล้วใช่มั้ยล่ะ

    แต่ แต่ แต่ เงินไม่มี555 เหมือนเราเลยฝันว่าอยากไปตั้งแต่เรียน แต่แหม่ได้เงินไปโรงเรียนวันล่ะ150฿

    กินใช้แต่ล่ะวันก้อหมดแล้วจริงป่ะ อีกอย่างยังเด็กเกินไปพ่อแม่ไม่ปล่อยให้ไปไหนเลย ก็ได้แต่ฝันๆๆ

    จนเรียนจบมีการมีงานทำเนี่ยแหละ อิสระบังเกิด ไปไหนก็ได้ พ่อแม่ไม่ห่วงแล้ว ฝันถึงเป็นจริงซ่ะที

    ทริปนี้ไปกับพี่สาวค่ะ ไปกัน2คน เดินทางช่วงฤกูใบไม้ผลิ 16 – 24 พฤษภาคม 2558

    เราเดินทางด้วยสายการบินไทยแอร์เอเชียค่ะ จองผ่านแอร์เอเชียโก ได้ทั้งที่พักแล้วก็ตั๋วเครื่องบินเลย

    เค้าว่ากันว่ามันถูกกว่าเลยจองแบบนี้ไป ก็ถูกจริงๆน่ะ 2คน 27,750฿ ตกคนล่ะ13,875฿ กับ9วัน8คืน โอ้โหคุ้มสุดๆๆๆ

    วันแรกค่ะ 16 พ.ค.

    เช็คอินก่อนเลย บอกตามตรงไม่เคยใช้บริการสนามบินดอนเมืองมาก่อนเลย ไปไม่เป็นเรียกแท๊กซี่ไปส่ง

    พี่แท๊กซี่ก็ไม่เคยเข้าไปเหมือนกันใจตุ้มต้อมๆๆกันเลยที่เดียวว่าจะถึงมั้ย นี้ออกจากบ้านก่อนเวลา 4ชั่วโมง แล้วก็ถึงจนได้ 555

    นี้คือแถวเช็คอิน คุณพระ!!! ขดเป็นงูเลยค่ะ ยืนรอเกือบชั่วโมงกว่าจะถึงคิว เช็คอินเสร็จก็ไปประทับตาหนังสือเดินทางเตรียมเดินทางออกนอกประเทศกัน

    คือเคยใช้บริการที่สุวรรณภูมิแล้วรู้สึกโอโห่พี่ตม.นี้ดุจัง มาที่นี้ก็กลัวนิดหน่อย แต่ที่นี้ซอฟมากชอบเลย

    เดินแปปเดียวก็ถึงเกทของแอร์เอเชีย สุวรรณภูมินี้เดินไกลเฟ่ออแต่ก็มีของให้เลือกดูระหว่างทางเยอะอยู่ แต่ที่นี้ไม่ยักกะเห็น

    พอผ่านพี่ๆตม.ก็ต้องมารอเวลาเครื่องออก ระหว่างรอก็หลับจ้าา แล้วพอถึงเวลาพี่ๆแอร์ก็จะป่าวประกาศเรียกก็เรียงคิวตามที่เค้าบอกแหละก็ได้ขึ้นเครื่อง

                                                                                                                                      

    พอขึ้นเครื่อง เห้ยยยโลว์คลอสก็ไม่ได้เลวร้ายอะไร เครื่องใหญ่ ที่นั่งกว้าง

                                                                                                                                       

    ไฟท์นั้นที่นั่งริมหน้าต่างไม่มีคนนั่งเสร็จเราเลยจ้าา ตีตั๋วนอนเลย คือประสบการจากการนั่งการบินไทย การบริการจะคล้ายๆกัน คือการบินไทยเป็นฟูลเซอร์วิส

    เค้าก็จะมีอาหาร น้ำดื่มให้เรา ผ้าห่มหมอนงี้เดินเช็คความปลอดภัยว่าเราใส่เข็มขัดมั้ย พอถึงเวลาที่เค้าต้องบริการเค้าก็จะมาบริการเรา เสริฟข้าวเสริฟน้ำ

    แต่ แต่ แต่ โลว์คลอสนั้นถ้าคุณไม่ได้ซื้อเค้าก็จะไม่มีอะไรให้คุณเลยนอกจากการตรวจเดินดูความปลอดภัย การรัดเข็มขัดแค่นั้น

    แต่โดยส่วนตัวชอบแอร์เอเชียน่ะคือถือว่าคุ้มค่ากับราคาค่าตั๋วมาก

                                                                                                                                              

    ถึงโซลก็เช็คอากาศกันก่อนเลย อากาศดีมาก ชอบๆๆๆไม่หนาวมากกำลังดี พอเครื่องแลนดิ้งที่อินชอนเราก็เดินไปกับฝูงชนที่ลงมากับเรานั้นแหละไปทางเดียวกันแน่นอน  พอถึงตม. ก็ต่อแถวค่ะ ชื่นชอบตม.ท่านไหนต่อแถวนั้นเลยค่ะ จริงๆเราว่าตม.เกาหลีไม่ดุน่ะ คือแบบเราบริสุทธ์ใจจะเข้าประเทศเค้าไปท่องเที่ยวไม่ต้องกลัวอะไรเลย เราไม่โดนถามอะไรเลย พี่เราก็เช่นกัน เข้าได้สบายมาก แต่ก็เห็นมีคนไทยบางคนโดนเรียกเข้าห็องเย็นน่ะ พอผ่านตม.แล้วก็ไปเอากระเป๋าค่ะ เช็คไฟท์ที่บอร์ดเลยเค้าจะระบุว่าไฟท์เราต้องเอากระเป๋าที่เกทไหน

                                                                                                                                  

    พอมาเอากระเป๋าถึงรู้เห้ยยยเรานั่งเครื่องเดียวกันกับดาราที่เราชื่นชอบ ดีใจมากชอบพี่นุ่นมากแต่ก็ไม่กล้าเข้าไปขอถ่ายรูปคิกว่าพี่เค้าคงต้องการความเป็นส่วนตัว

    พอได้กระเป๋าก็ต้องไปซื้อบัตร T Money บัตรนี้ใช้จ่ายค่าขนส่งสาธารณะบ้านเค้าค่ะทั้งรถไฟ แท๊กซี่ ซื้อของตามมินิมาร์ททั่วไปได้ด้วย

    ที่สำคัญบัตรไม่มีวันหมดอายุค่ะดีเลิศ ก็พากันไปซื้อที่มินิมาร์ทในสนามบินนั้นแหละค่ะ จำราคาไม่ได้แล้วอ่ะแต่ไม่แพง อันนี้ยืมรูปคนอื่นมาเราไม่ได้ถ่ายไว้

    บัตรจะมีรูปหน้าตาหลายแบบน่ะถ้าเจอแบบอื่นก็ไม่ต้องตกใจไป

                                                                                                                                         

    วันนี้พอแค่นี้ก่อนน่ะค่ะเด่วพรุงนี้มาต่อ การเข้าเมืองด้วยรถไฟใต้ดิน ที่พักของเรา K-Pop Residence Myeong Dong 2 ค่ะ

    มาต่อกันเลยดีกว่า การเข้าเมืองจริงๆมีหลายทางมากเลย นั่งรถแท๊กซี่แค่เราเดินเฉียดไปทางประตูทางออกน่ะค่ะก็จะมีคุณลุงคนขับแท๊กซี่มาถามเราแล้วค่ะ

    ถ้าพอใจในราคาก็ไปเลย มีรถบัสของสนามบินด้วยไปส่งยังสถานที่ต่างๆในเมือง รถบัสของโรงแรมก็มีน่ะถ้าเราจองโรงแรมที่มีบริการนี้ก็เข้าไปดูเที่ยวรถการจองล่วงหน้า

    ให้เรียบร้อยแล้วสุดท้ายก็รถไฟใต้ดินค่ะ เราเลือกทางนี้ค่ะ เพราะว่ามันได้ฟีลแบบนักท่องเที่ยวจริงๆ แต่ถ้ากระเป๋าหนักๆก็เอาเรื่องเหมือนกันน่ะค่ะ

    IMG_0070

    รถไฟมี2แบบค่ะ แบบที่1 เรียกง่ายๆรถด่วนนั้นเอง เป็นรถไฟที่จอดแค่2สถานีเท่านั้นค่ะ ราคาแพงก็ประมาน300-400฿ มีที่นั่งระบุในตั๋วที่เราซื้อ

    การซื้อก็ซื้อได้ที่เค้าเตอร์เลย ถ้าหาเค้าเตอร์ไม่เจอก็ให้ไปหาเค้าเตอร์ประชาสัมพันค่ะ ถามเค้าเลย แต่จิงๆหาง่ายมากเค้ามีภาษาอังกฤษกำกับไว้

    พอซื้อตั๋วก็ลงไปชั้นใต้ดินเลย ทางเดินจะมีป้ายบอกตลอดค่ะว่าจะไปขึ้นรถไฟได้ที่ไหนไม่หลงแน่นอน ใช้เวลาเดินทางประมาน45นาทีถึงสถานีโซลค่ะ

    ส่วนแบบที่2 รถไฟปกติใช้เวลาประมาน1ชั่วโมง เพราะจอดแวะประมาน9สถานี แต่รถไฟปกติไม่ต้องซื้อตั๋วน่ะเราใช้บัตรT-Moneyแตะได้เลยเหมือนขึ้นรถไฟฟ้าบ้านเราเนี่ยแหละ แตะเข้าพอถึงสถานีโซลก็แตะออกแค่นั้น ถ้าใครไม่ได้เร่งรีบอะไรก็ใช้รถไฟธรรมดาพอค่ะประหยัดดีไม่ถึง100฿เลย

    พอถึงสถานีโซลแล้วเราก็จะเปลี่ยนสายไปนั่งรถไฟสายสีฟ้า สาย4ค่ะ ซึ่งสายนี้จะผ่านเมียงดงที่ที่เราไปพักนั้นเอง อ่อสถานีโซลกับเมียงดงเนี่ยห่างกัน 2สถานีเองค่ะ

    เมียงดงสถานีที่424

    นั่งแป๊ปปเดียวก็ต้องลงแล้วค่ะ ลากกระเป๋ากันมันส์เลย ก่อนอื่นก็ต้องตามหาที่พักค่ะ คือรู้ชื่อที่อยู่แต่ก็ไปไม่เป็นอยู่ดี ก็ต้องกล้า กล้า กล้า

    เดินไปเลยค่ะไปถามคุณป้าท่านนึงเห็นเราเป็นนักท่องเที่ยวก็ปัดมือไม่เอาๆอย่างเดียวเลย โชคดีมีคุณตำรวจเดินผ่านมา 555 ตำรวจต้องรู้จักแน่ๆกำลังเดินกันเป็นกลุ่ม

    เหมือนมาตรวจเช็คความเรียบร้อย เราก็ดิ่งไปถามเลยค่ะ ได้คำตอบกลับมาว่า ไม่รู้ ห่ะๆๆๆตำรวจยังไม่รู้ล่ะจะถามใครได้ล่ะเนี่ย คงต้องพึ่งบุญเก่าที่ทำมา

    เดินตามหาเองเลยค่ะ จนสุดท้ายเจอป้ายซอยก็เดินไปเรื่อยจนเจอ เฮ่ออถึงแล้วววว อยู่ใกล้กันแค่นี้เองแต่หาไม่เจอ

    ที่พักของเราชื่อ K-Pop Residence Myeong Dong 2 อยู่ใจกลางเมียงดงเลย เป็นตึก4ชั้นค่ะ แต่ก็ไม่ใช่ที่พักทั้งหมดน่ะเป็นร้านอาหารด้วย

    วันนี้พอแค่นี้ก่อนน่ะเด่วมาเล่าใหม่

     
  • Ingfha Shining เวลา 12:07:46 pm on Tuesday ที่ 11 August 2015 เพอมาลิงค์ | ตอบ

    ปลุกยาก ร้องกรี๊ด แก้ยังไง??? 

    ช่วงนี้จะได้ยินลูกสาวของข้างบ้านวัย 2 ขวบกว่า เอาแต่ร้องกรี๊ด ๆ เวลาไม่ได้ดังใจหรือไม่อยากไปโรงเรียน โดยที่ทั้งพ่อและแม่ไม่มีใครสนปล่อยให้เด็กทำแบบนั้นจนเคยตัว แล้วก็บอกว่าลูกตัวเองเลี้ยงยาก จริงหรือ??

    อันนี้เป็นแค่ความคิดเห็นส่วนตัวนะ เพราะพอมองมาที่ลูกตัวเองแล้วเค้าไม่เป็นเลยลองคิด ๆ ดูว่าเรากับเค้ามีอะไรที่แตกต่างกันในการเลี้ยงดู….

    สาวน้อยข้างบ้าน นางอายุ 2 ขวบกว่า ๆ (เข้าเตรียมอนุบาลแล้วนะคะ) น่ารัก จ้ำม่ำตามประสาเด็กแต่มีสิ่งนึงที่ไม่น่ารักเลย คือเวลาที่ไม่ได้ดั่งใจจะร้องกรี๊ด ๆ เสียงดังมาก และเวลาปลุกไปโรงเรียนก็จะร้องไห้ อาละวาด ไม่ยอมไป(ซึ่งพ่อแม่เค้าก็ไม่บังคับนะคะ สุดท้ายหลังๆก็ไม่ได้ไปแล้ว) บ้านเราติดกันมากค่ะเลยได้ยินเสียงน้องร้องไห้ทุกวัน ที่หนักกว่านั้นคือเสียงแม่ค่ะ แม่ของน้องจะตวาด ดุ เสียงสนั่นทุกวัน โดยที่น้องเองก็กรี๊ดสวนกับเสียงแม่ดุทุกวัน จนป้าเค้ามาถามว่าเราเลี้ยงลูกยังไง ลูกถึงตื่นไปโรงเรียนง่าย ไม่งอแง ดูเป็นเด็กน่ารักพูดจาสุภาพ ก็เลยมองย้อนมาที่ลูกตัวเอง

    อย่างที่บอกนะคะว่าเป็นแค่ความคิดเห็นส่วนตัวและการเลี้ยงดูในแบบตัวเอง ที่อยากจะแชร์ความคิดเป็นแนวทาง 1 ทางสำหรับ คุณแม่มือใหม่ป้ายแดงได้ลองอ่านดู ไม่ได้มีหลักการอะไรที่เป็นแนววิชาการแม้แต่น้อยค่ะ ใช้ความเป็นแม่ล้วน ๆ ค่ะ ^ ^

    ลูกสาวตอนอายุ 2 ขวบกว่าก็เรียนเตรียมอนุบาลเหมือนกันค่ะ เด็กช่วงนั้นเค้าจะตื่นยาก เรียกยากมาก แต่ถ้าทำสำเร็จได้ อนาคตเค้าจะสามารถลุกไปโรงเรียนได้เองแบบไม่งอแงเลยค่ะ พ่อกับแม่เองก็ต้องมีวินัยในตัวเอง อาทิเช่น

    • ปลุกเค้าให้ตรงเวลา ไม่ใส่อารมณ์ในการปลุกเมื่อลูกไม่ยอมตื่น เพราะถ้าจิตเราตกปั๊บ ใส่อารมณ์ปุ๊บ ลูกเราก็จะจำแบบนั้นติดตาเค้าเลยค่ะ แล้วหลังจากนี้ก็จะร้องไห้ยามตื่นไปตลอดกาลเลยค่ะ ต้องค่อย ๆ ปลุกค่ะ ให้เวลาเค้าและกะเวลาเราให้ดี ปลุกเค้าก่อนสัก 20 นาที่ก็เผื่อเวลาไว้งอแงนิด ๆ แนะนำหาอะไรล่อให้ตื่นค่ะ เช่นเปิดทีวีช่องการ์ตูนเลย ไม่ก็เปิดไอแพดเข้าแอพที่เข้าชอบ เพลงเด็กน้อยน่าเต้น แปบเดียวอ่ะค่ะเดี๋ยวลุกเลย

    เพลงสำหรับเด็ก-สระโอ-kids-song-english-music

    ขอบคุณเครดิตจากเว็บ http://www.iqkidonline.com

    • ทำให้การไปโรงเรียนสนุกสนานตั้งกะเริ่มอาบน้ำเลย ร้องเพลงให้เค้าฟังไปด้วย(โดยส่วนตัวจะชอบร้องเพลงเป็ดอาบน้ำค่ะ) เต้นดึ๋งดั๋งไปกับเค้า ทำให้ดูสนุกแล้วเค้าจะรู้สึกอยากตื่นมาทำแบบนี้มากขึ้นค่ะ ยาวไปถึงตอนแต่งตัว ทานข้าวเช้า แต่ก็ดูเวลาด้วยนะคะ อย่าช้าจนเกินไป เพราะการทำให้เค้าไปโรงเรียนตรงเวลาก็เป็นเรื่องสำคัญ
    •  จะให้ดีต้องไปส่งและรับเองค่ะ มันจะยิ่งทำให้เค้ารู้สึกปลอดภัยมากขึ้นในการไปโรงเรียน
    • กลับมาถึงบ้านต้องคอยถามนะคะว่า สนุกมั้ย? วันนี้คุณครูสอนอะไร? เพื่อนหนูเป็นยังไง? ฯลฯ ถามไปเลยค่ะร้อยแปดพันเก้าคำถาม เด็กน้อยอยากตอบ อยากเล่าแน่นอนค่ะ แล้วเราก็ตบท้ายว่า พรุ่งนี้ไปแล้วเอามาเล่าให้แม่ฟังอีกนะลูก แค่นี้เด็กน้อยก็จะรู้สึกว่าต้องไปเพื่อจะเอาเรื่องสนุก ๆ ของเค้ากลับมาเล่าให้เราฟังค่ะ

    ที่สำคัญมาก ๆ คือเรื่องอารมณ์และคำพูดค่ะ ระงับอารมณ์เราให้ได้ ถ้าโมโหก็หายใจลึก ๆ นะคะ แล้วตั้งสติใหม่ ยิ้มให้มาก ๆ และพูดกับลูกด้วยคำพูดดี ๆ ค่ะ ที่บ้านเบนซ์ทุกคนจะพูดกับหลานด้วยคำที่ดี น้ำเสียงอ่อนโยนทุกคน ลูกสาวก็เลยติดเป็นคนพูดจาแบบคนที่บ้านค่ะ อีกอย่างถ้าจะดุก็ต้องทำเสียงเข้มแต่ไม่ใช่ตวาดแผดเสียงดัง แต่แค่ทำเสียงเข้มขึ้นกว่าเสียงปกติ และทำสีหน้าจริงจังหน่อยนะคะ พร้อมด้วยเหตุผลในการดุด้วยค่ะ อย่าดุอย่างเดียวนะคะ ต้องมีเหตุผลให้เค้าด้วย

    ถ้าใครมีวิธีที่ดีกว่านี้ก็แชร์ ๆ ความคิดกันได้นะคะ บอกต่อ ๆ กันเพื่อเป็นแนวทางสำหรับมือใหม่ แต่ที่เล่ายาว(มาก) มาทั้งหมดนี่คือการเลี้ยงโดยส่วนตัวค่ะ เบนซ์ทำแบบนี้ทุก ๆ วัน ให้เค้ารู้สึกชิน รู้สึกว่าเป็นหน้าที่ที่เค้าต้องทำในทุก ๆ วันค่ะ และรู้สึกรักที่จะไปไม่ใช่โดนบังคับ ตอนนี้แค่เรียกก็ลุกแล้วค่ะ ไม่มีงอแงแถมบางวันตื่นเองด้วย เค้าพูดเลยว่าอยากไปโรงเรียน วันนี้มีเรียนงานบ้านนะ พละนะ ภาษาอังกฤษนะ ฯลฯ หนูชอบ ฟังแค่นี้เราก็ปลื้มแล้วค่ะ

    ทิ้งท้ายอีกนิดค่ะ ช่วงกลางคืนให้เค้านอนสัก 2 ทุ่มนะคะ เรทได้ 3 ทุ่ม แต่อย่าเกินกว่านี้ เพราะเช้าจะตื่นมาแล้วหงุดหงิดทันทีค่ะ เพราะนั่นอาจจะงานเข้าได้ค่ะ 555

    11225412_877415312297484_7406511311418974848_n

     
  • Lek LUKA (คนเล่าเรื่อง)

    Lek LUKA (คนเล่าเรื่อง) เวลา 7:29:18 pm on Sunday ที่ 5 July 2015 เพอมาลิงค์ | ตอบ

    Lek LUKA คนเล่าเรื่อง ตอนที่ 10) รำลึกถึงโจรสลัดลาดพร้าว 

    Deadmans-Chest-Pirate-Flag-Jolly-Roger1 copy

     

    รำลึกถึงโจรสลัดลาดพร้าว

     

     

    Lek LUKA คนเล่าเรื่อง    ตอนที่ 10)  รำลึกถึงโจรสลัดลาดพร้าว

    เรื่องสั้น โดย Lek LUKA  วันที่ 5 กรกฎาคม 2558

     

     

    สองสามสัปดาห์ที่ผ่านมา มีผู้คนและเพื่อนฝูงต่างพูดถึงชื่อ แก๊งค์ “โจรสลัดลาดพร้าว”ของช่างมีนฯให้ฟัง จนกระทั่งเมื่อคืนวันเสาร์ที่ 4 กรกฏาคม 2558 ณ ร้านคำแซ่บ บึงใหญ่ ในงานประชุมจัดงานสัมพันธ์รำลึกชาวบึงใหญ่ ก็ยังมีคนพูดถึง ในฐานะผู้ก่อตั้ง ก็รู้สึกเป็นเกียรติที่ยังมีคนยังระลึกถึงและยังจำกันได้

     

    แต่ผมเชื่อมั่นว่าไม่มีซักคนจะรู้ถึงที่มาที่ไปของการก่อตั้งแก๊งค์โจรสลัดลาดพร้าว จนกระทั่งวันนี้ วันที่ท่านทั้งหลายได้อ่านเรื่องสั้นของผมในตอนนี้ ตอน “รำลึกถึงโจรสลัดลาดพร้าว” ผมเชื่อว่าท่านทั้งหลายที่ติดตามกันจะได้รู้จักตัวตนของผม และรู้จักพวกเรา “พวกโจรสลัด” ในทุกแง่มุมหลังจากนี้   และไม่แน่ใครหลายคนอาจเกียจผมและเพื่อนพ้องของผมเพิ่มขึ้น แต่ก็ไม่แน่ อาจมีใครบางคนเมตตา เข้าใจ และรักพวกเรามากขึ้นไม่น้อยไปกว่ากัน  อย่างไรก็แล้วแต่ เชิญท่านทั้งหลายติดตามและตัดสิน แต่อย่าพิพากษาเป็นพอ (ฮา)

     


     

    การต้องเป็นบุคคลที่มีผู้คนในหลากหลายสถานะหลากหลายความเข้าใจพูดถึง บางทีมันก็เป็นความทุกข์อีกแบบ ผมถึงไม่ประหลาดใจว่าบุคคลในตำนานหลายคนในอดีตยินยอมพร้อมพลีชีพเพื่อให้เรื่องราวของตัวเองเป็นที่กล่าวขานโดยไม่ต้องกลับมารับรู้เรื่องราวพวกนั้นด้วยตัวเองอีก  ปล่อยให้เป็นเรื่องที่รุ่นหลังจะสรรค์สร้างและจินตนาการกันต่อไป   แต่ปัญหาของผมคือ ผมยังไม่ตาย และยังไม่พร้อม ไม่ยินยอมที่จะสละชีวิตของตัวเองไปเพื่อเหตุผลอะไรทำนองนั้นโดยเด็ดขาด

    และมันก็เป็นตลกร้ายอยู่ไม่น้อยที่ต้องทนนั่งฟัง ผู้คนหลายกลุ่มเล่าเรื่องของตัวเองให้ฟัง โดยมีข้อมูลที่ถูกดัดแปลงเพิ่มเติมใส่เพิ่มเข้ามา ตามแต่จะจินตนาการจะพาไป  ยิ่งเรื่องราวพวกนี้ถูกเล่าต่อๆกันไป เรื่องพวกนั้นก็ถูกขีดเขียนไปต่างๆนาๆ จนบางทีผมเองก็แอบนึกเล่นๆว่าซักวันคงมีคนในรุ่นต่อๆไปพูดถึงผม ในลักษณะจอมซาตาน ถือสามง่ามและเป็นอมตะฆ่าไม่ตายเป็นแน่ (ฮา)

     

    เมื่อคืนวันที่ 4 กรกฏาคม 2558 ก็เช่นเดียว  เมื่อมีรุ่นน้องๆสอบถามผม ซ้ำๆหลายครั้งว่าผมคือ พี่เล็กเชื่อม12 หรือพี่เล็ก 207 ใช่มั๊ย?  จนผมเองก็ไม่รู้จะตอบว่าอย่างไร  ก็เพราะนี่ก็ไม่ใช่ครั้งแรก ที่ผู้คนต่างจินตนาการถึงตัวผมในแบบเกินความเป็นจริง  บ้างก็จินตนาการถึงโจรป่าหน้าตาโหดร้าย  แต่ครั้นพอได้เห็นตัวเป็นๆ ก็พบว่าผมไม่ใช่ในแบบที่พวกเค้าได้ยินได้ฟังมา  เช่นเดียวกับน้องช่างกลปทุมวันคนหนึ่ง  ที่รู้สึกผิดหวังอย่างแรงเมื่อรู้ว่าเจ้าของฉายา “เล็ก207” “Lek LUKA” หรือ “เล็ก โจรสลัด” จะสุภาพและเรียบร้อยแบบนี้!!!

     

    สิ่งที่ผมอยากบอกคือ เมื่อวันที่เรายังอยู่ในวัยเยาว์  วัยแห่งอาชีวะวีถี  พวกเราทั้งหลายรวมทั้งผมด้วย พวกเราต่างสรรหาสารพัดวิธีเพื่อทำให้ตัวเองดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้น  ดูแก่กว่าวัย  ต้องให้เป็นที่ยอมรับนับถือ ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า  ทรงผม รอยสัก หรือแม้แต่การวางมาด ทุกอย่างต้องให้เกินวัยเข้าไว้  เรียกว่าต้องเก๋า  ยิ่งเก๋ามากเท่าไหร่ยิ่งดี     แต่พอมาวันนี้พอพ้นเลข 4 ย่างเข้าเลข 5 แล้ว ให้ตายเถอะ….ทุกอย่างที่ผมทำและพยายามจะทำในปัจจุบันนี้  มันสวนทางกับช่วงที่เป็นวัยรุ่นโดยสิ้นเชิง  ผมขวนขวายที่จะทำให้ตัวเองดูเด็กที่สุด ดูดีที่สุด ทั้งเสื้อผ้า หน้า ผม เพื่อจะย้อนวัยให้กลับไปอยู่ในช่วงอายุ 20 ต้นๆให้ได้  และนั่นอาจเป็นเหตุผลที่ผมไม่ค่อยอยากเข้าไปร่วมกิจกรรมใดๆที่เกี่ยวข้องกับชาวอาชีวะ  ไม่ว่าจะที่ช่างมีนฯ  ที่บุรณพนธ์  หรือกลุ่มอาชีวะการเมืองต่างๆ  ก็เพราะบุคลิกของผมในปัจจุบันได้หลุดออกจากกรอบนั้นไปแล้ว จะเหลือก็แต่ใจ ที่ยังเหมือนเดิม…ไม่เปลี่ยนแปลง

     

     

    และตำแหน่งเดียวที่ผมรับเอาไว้ในปัจจุบัน ก็คือ  ประธานชมรมศิษย์เก่าช่างกลบุรณพนธ์ สาย 207 ที่ได้รับการอนุญาตอย่างเป็นทางการจากท่านอาจารย์ ดร. นิพนธ์ บุรณจันทร์ อาจารย์ผู้ก่อตั้งโรงเรียนช่างกลบุรณพนธ์ ที่ผมนับถือท่านเป็นดั่งบิดาของชีวิตอาชีวะของผมเท่านั้นเอง  ตำแหน่งอื่นๆที่เพื่อนให้เกียรติมา ผมต้องกราบขออภัย ผมปฏิเสธทั้งหมด

     

    เอาล่ะ…..ทีนี้หลายคนคงอยากรู้ความเป็นมาก่อนที่จะเกิด แก๊งค์โจรสลัดลาดพร้าว อันเลื่องชื่อ ในปี 2531 แล้วใช่มั๊ยครับ?  …มา เชิญมา เชิญมาทัศนากันด้วยความสำราญ…..

     

    ….ในช่วงปีพุทธศักราช 2530 เป็นปีแรกที่ผมเข้าได้ศึกษาต่อที่ วิทยาลัยเทคนิคมีนบุรี หรือที่เรียกกันสั้นๆว่า “ช่างมีนฯ” ในสาขาวิชาช่างกลโลหะ  และการต้องเปลี่ยนจากกางเกงขาสั้นมาเป็นการใส่ผ้าเสริทขายาวนั้น  ต้องยอมรับจริงๆว่าผมไม่คุ้นเคยกับมันเลยจริงๆ หรือจะว่าไปแล้วผมรู้สึกไม่คุ้นเคยกับชีวิตอาชีวะเลยจริงๆ  มันไม่เหมือนกับที่บรรดาพวกรุ่นพี่ๆของผมจากช่างกลบางซ่อน จากไทยสุริยะ และสายลมได้เล่ากรอกหูผมเอาไว้เลย   ที่ผมได้ยินมาคือมันควรจะอิสระมากกว่านี้ทั้งการแต่งตัว ทรงผม และระเบียบวินัย  ที่ผมได้ยินมาคือเด็กช่างกลสามารถทำอะไรได้ตามใจปรารถนา ไม่มีใครกล้าห้าม และผมก็มาที่นี่พร้อมเพื่อนจากโรงเรียนวัดลาดปลาเค้าพิทยาคม ก็เพราะเข้าใจว่า อาชีวะนั้นจะเหมือนกันทุกที่  แต่เปล่าเลย ทุกอย่างมันไม่ใช่อย่างที่ผมฝันถึงเลย…

     

    แต่ก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่าสิ่งที่ทำให้ผมรักช่างมีนฯและตัดสินใจอยู่ต่อ มันมาจากการปฐมนิเทศต่อหน้าคืนกองไฟอันศักดิ์สิทธิ์ ที่มีเพลงรับขวัญศิษย์ที่กินใจอันมีเนื้อความว่า “ครูจะรับขวัญเจ้า เอามาเป็นขวัญจิต ครูจะรับเป็นศิษย์ ของเทคนิคมีนบุรี” นั่นทำให้ผมสัมผัสได้ถึงความจริงใจที่สถาบันและรุ่นพี่ต่างก็ร่วมกันแสดงให้เด็กน้องใหม่อย่างผมได้เห็นและประทับใจจนถึงปัจจุบัน…..

     

    ชีวิตในสีเสื้อช่างมีนฯของผมนั้น ผมมีรุ่นพี่ที่เรียนในสาขาวิชาเดียวกันคือช่างเชื่อมและโลหะแผ่น รุ่น 10 อยู่ในซอยบ้านหนึ่งคน ถึงแม้นเค้าเรียนรุ่นพี่ผมแต่พวกเราแถวบ้านจัดว่าเป็นเพื่อนเล่นกัน พวกเราโตทันกัน และเพื่อนของผมคนนั้นก็คือ “บ็อบ สายันต์ ไชยพันธ์” หรือที่เพื่อนช่างมีนฯเรียกเค้าว่า “เป้า ช่างเชื่อม”   ในแก๊งค์ของ เป้าช่างเชื่อม ก็จะมี หรั่ง/ผี/พระ/เป้า/ฉ่อย ช่างยนต์ และอีกหลายคน  เป้าช่างเชื่อม จะเป็นคนพาผมเข้ากลุ่มเชื่อม 10 ตั้งแต่วันแรกๆที่ผมเข้าเรียนที่ช่างมีนฯ  แต่เวลาเดินทางไป-กลับ เราไม่ตรงกันเป็นไปตามแต่ตารางเรียน

     

    ส่วนเพื่อนในห้องผม จนถึงวันนี้ผมยังจำชื่อได้ไม่ครบทุกคนเลย เว้นซะแต่ว่าใครจะสร้างวีรกรรมร่วมกันก็จะจำกันได้แม่น  แต่บรรดาเพื่อนที่กลับสาย 27 ด้วยกัน ผมจำได้ทุกคนไม่ว่าจะเป็น ไอ้ไฝ/ไอ้ฮ้อ/ไอ้พระ/ไอ้อ้วน/ไอ้บานดำ/ไอ้บานขาว/ไอ้เด๋อ/ไอ้ลิตหัวโต/และก็เพื่อนช่างมีนฯในสาขาวิชาอื่นอีกจำนวนหนึ่ง

     

    ถ้าจะพูดถึงเพื่อนช่างเชื่อมรุ่น 12 ที่กลับสาย 27 ร่วมกันกับผม ที่ในเวลาต่อมาพวกเค้าจะกลายมาเป็นสมาชิกในแก๊งค์โจรสลัดลาดพร้าวของผม…..    พวกเค้าทั้งหมดนั่นแหละคือสาเหตุสำคัญที่ทำให้ผมตัดสินใจก่อตั้งแก๊งค์นี้ขึ้นมา ส่วนจะตั้งขึ้นมาทำไมและอย่างไร ติดตามต่อครับ…ใกล้แล้ว

     


     

    สัปดาห์แรกของชีวิตอาชีวะในสีเสื้อช่างมีนฯของผม  ผมเริ่มจะปรับตัวเข้ากับความเปลี่ยนแปลงนี้ได้ก็เพราะผมเริ่มรู้จักมักคุ้นกับเพื่อนช่างเชื่อม12 ในห้องเดียวกันมากขึ้น และการได้นัดกันเพื่อนั่งรถเมล์เดินทางไปโรงเรียนพร้อมๆกัน และกลับบ้านพร้อมๆกัน มันมีความสุข มีความสนุก ครื้นเครงตามวัย ที่ยากจะลืมจริงๆ  จนกระทั่งวันหนึ่ง ผมและเพื่อนๆช่างเชื่อม12 สาย 27  พวกเราทุกคนเดินทางมาถึงจุดเปลี่ยน

     

    มันเป็นวันที่พวกเราเข้าเรียนคาบเช้า เลิกเรียนบ่ายสองพวกเราก็กลับบ้าน นั่งรถเมล์สาย 27 กลับพร้อมกันหลายคน ผมจำไม่ได้ว่ามีใครบ้าง แต่น่าจะอยู่ครบทุกคน เมื่อรถวิ่งผ่านมายังป้ายรถเมล์ตรงข้ามตลาดแฮปปี้แลนด์ ซึ่งเมื่อก่อนยังไม่มีห้างเดอะมอลล์บางกะปิ  ก็มีเด็กนักเรียนวัยรุ่นที่โตกว่าใส่ทั้งเสื้อช็อปสีแดงและเสื้อเชิ้ตแขนสั้นสีขาวดูคล้ายๆกับพวกเราเหมือนกันแต่ไม่คุ้นหน้า  กลุ่มนักเรียนอาชีวะพวกนี้ขึ้นมาบนรถในขณะที่พวกเรานั่งกันอยู่ที่เบาะหลัง  เมื่อกลุ่มอาชีวะกลุ่มนี้ขึ้นมา ก็เข้ามาถอดเข็มขัดพวกเราทุกคนรวมทั้งผมด้วย

     

    ผมและเพื่อนๆของผมต่างตกใจจนไม่รู้จะทำอะไรต่อ นั่งงงกันจนเด็กช่างกลุ่มนี้ถอดเข็มขัดของพวกเราทุกคนเสร็จ ก็ลงในป้ายต่อไป   ทิ้งให้พวกเรานั่งมองหน้ากันด้วยความงง และก็ไม่เข้าใจว่ามันเกิดอะไรกันขึ้น  แรกๆผมก็นึกว่าขี้ยาขึ้นมาปล้นจะเอาเงินไปซื้อยา  แต่ไม่ใช่กลับขึ้นมาบนรถแล้วชิงสายเข็มขัดพร้อมหัวเข็มขัดของพวกเราแล้วก็จากไป ไม่ได้ทำร้ายพวกเรา แค่จะเอาเข็มขัด!!!

     

    วันรุ่งขึ้นผมก็เอาเรื่องนี้ไปเล่าให้ไอ้เป้าเชื่อม10 เพื่อนของผมฟัง บอกว่ามันแปลกดีที่นักเรียนช่างด้วยกันวิ่งขึ้นมาบนรถแล้วมาปลดเอาเข็มขัดพวกเราแล้ววิ่งลงไป ไม่เอาตังค์ เอาแต่เข็มขัด  พลันไอ้เป้าเชื่อม10 ได้ยินแบบนั้น มันก็ตะโกนขึ้นมาดังๆว่า

     

     

    มึงถูกตบหัวเข็มขัดแล้ว ใครตบมึง!!!

    และนั่นเป็นครั้งแรกที่ผมได้รู้จักกับคำว่า “ตบหัวเข็มขัด”

     


     

    ย้อนกลับมาที่กลุ่มเชื่อม 12 เพื่อนผมที่กลับสาย 27 ด้วยกันประจำ อันประกอบไปด้วย

    • ไอ้ไฝ (ต่อมาคือไอ้ธี BU15-207)
    • ไอ้ฮ้อ (ต่อมาคือ เจ้าชายกบ BU13-207)
    • ไอ้บานขาว
    • ไอ้บานดำ
    • ไอ้อ้วน สังขละ
    • ไอ้เด๋อ
    • ไอ้ลิตหัวโต
    • ไอ้พระ (ในเวลาต่อมา ไอ้พระย้ายไปเข้ากลุ่มสายเมาร่วมกับ ไอ้หู้/ไอ้โอ๋/ไอ้โน เลยไม่ได้กลับด้วยกัน)

     

    ในบรรดาเพื่อนทั้ง 7 คนของผมนั้น แต่ละคนล้วนแล้วแต่มีปมด้อยทางกายภาพด้วยกันทั้งสิ้น แตกต่างกันไป และล้วนแต่ถูกเพื่อนในรุ่นราวคราวเดียวกันล้อเลียนในปมด้อยทางกายภาพของพวกเค้าทั้งสิ้น  จนเป็นที่มาของฉายาต่างๆ เช่น

    • ไอ้ไฝก็เพราะมีไฝ
    • ไอ้ฮ้อซึ่งในเวลาต่อมามันคือ เจ้าชายกบ BU13 ผู้โด่งดังอีกคนหนึ่ง ไอ้ฮ้อก็เป็นโรคลิ้นหัวใจรั่วเกือบตายตั้งแต่เด็กๆ แล้วก็มาอาการกำเริบอีกทีตอนเรียนช่างมีนฯ จนต้องหามส่งโรงพยาบาล จนเพื่อนเรียกกันว่าไอ้ฮ้อ
    • ไอ้ลิตชื่อลิตแต่ตัวนั้นเล็กแต่หัวกลับโตกว่าตัว พวกก็เลยรุมเรียกกันว่า ไอ้โต
    • ส่วนที่เหลือก็โดนคล้ายๆกันทั้งหมด…ตามอัตลักษณ์

     

    แม้แต่ผมเอง…..เพื่อนบางคนก็เรียกผมว่า “ไอ้ห้อย” เพราะพวกมันบอกว่าปากผมห้อย ก็เป็นความอับอายอีกแบบที่สร้างความทุกข์ขึ้นในใจและไม่มีทางที่ผมกับเพื่อนของผมจะยอมรับมัน   จนกระทั่งฉายาของผมถูกยกเลิกไปเมื่อผมได้พิสูจน์ตัวเองให้ทั้งเพื่อนร่วมชั้นเรียนและเพื่อนรุ่นพี่ ได้เห็นว่าผม สมควรที่จะมีฉายาอื่นที่มีเกียรติกว่านี้ได้แล้ว !!!

     

    …และนั่นเป็นจุดเริ่มต้นที่ผมได้เห็น และต้องการเปลี่ยนแปลงทุกอย่างในแบบวิธีของผมให้ได้  ผมใช้ทุกวิถีทางทั้งปลอบทั้งขู่เพื่อนทั้ง 7 คนของผม ให้ลุกขึ้นสู้เหมือนกับที่ผมเคยสู้และผ่านมันมาได้แล้ว และในที่สุดวันแห่งการรอคอยก็มาถึง …..

     

    ไอ้เป้าเชื่อม10 เพื่อนผม มาบอกข่าวกับผมว่าพวกเราจะเอาคืนเด็กเทคโนฯที่มาตบหัวเข็มขัดผมกับเพื่อนๆของผมกัน  โดยเชื่อม10 จะเป็นกลุ่มนำ และพวกเราจะใช้สาย 113 ไปเอาคืนถึงหน้าโรงเรียนเทคโนฯเลย โดยไม่ต้องไปควานหาตัวให้เสียเวลา …

    … ผมจึงนำข่าวไปแจ้งแก่เพื่อนสาย 27 ของผมทุกคนให้ทราบ  แต่ปรากฏว่ามีแค่ 3 คนที่ตัดสินใจไปด้วยกันคือ ผม ไอ้ฮ้อ และไอ้ไฝ แต่นั่นก็เพียงพอแล้ว เพราะเชื่อม10 ไปกันเป็นโขลงเลย ครบชุด…

     

    …และเมื่อพวกเราสังคายนาเด็กเทคโนฯกันเรียบร้อย ก็ถึงคราวที่ผมจะปลดแอกความเกลียดชังในอัตลักษณ์ที่เพื่อนชาวช่างมีนฯตั้งข้อรังเกียจพวกเราได้แล้ว!!!

     


     

    หลังจากที่ผมพยายามปลุกเร้าความกล้าของเพื่อนสาย 27 ของผมอยู่สักพักใหญ่ ก็มีเพื่อนคนแรกที่ฉายแววออกมาได้อย่างน่าประหลาดใจ และก็น่าประทับใจ  “ไอ้อ้วนสังขละ” หนึ่งในสมาชิกสาย 27 เพื่อนของผม หนึ่งในคนที่ไม่มีใครคิดว่ามันจะมีความกล้าอยู่ในตัว และต้องบอกตรงๆว่าผมเองก็ไม่ได้หวังอะไรกับไอ้อ้วนเพื่อนของผมมากนัก

    …ในวันเกิดเหตุก็เป็นวันปกติที่พวกเราเรียนคาบเช้าเลิกบ่ายก็กลับกันตามปกติ แต่ครั้งนี้พวกเราไม่มีพลาดแล้ว ผมวางแผนให้เพื่อนผมทุกคนทราบก่อนที่พวกเราจะเดินไปขึ้นรถเมล์สาย 27 ที่ตลาดมีนฯ

     

    และสิ่งที่ผมสังหรณ์ใจมันก็เกิดขึ้นจริงๆ และก็เป็นที่เก่าเวลาเดิม คือป้ายรถเมล์ฝั่งตรงข้ามตลาดแฮปปี้แลนด์  รูปแบบเดิมย้อนกลับมาอีก  แต่คราวนี้ไม่เหมือนเดิมแล้ว  พวกเราโหนมาเต็มประตูหลัง เห็นแต่ไกลแล้วว่ามีแขกรออยู่!!!

     

    ทันทีทันใด ผมตะโกนให้พวกเราไปดักที่ประตูหน้าไว้ อย่าให้มันขึ้นมา ที่เหลือปิดที่ประตูหลัง ไม่ให้ขึ้นทั้งอาชีวะต่างสถาบันและผู้โดยสาร ไม่ให้ขึ้นทั้งหมด และก็เป็นไอ้อ้วนเพื่อนที่ผมคิดไม่ถึงทำหน้าที่ดูแลคุมประตูหน้าได้เป็นอย่างดี ใช้เพียงเหล็กฟุตอันเดียวเท่านั้นต้านทั้งมีดทั้งไม้ได้อยู่หมัด  ส่วนคนอื่นที่เหลือก็พร้อมลุยทุกคน!!!

     

     

    ให้ตายเถอะ……ผมทำสำเร็จแล้ว

     

    …และในเวลาต่อมา ทั้งไอ้ฮ้อ และไอ้ไฝ ต่างก็ฉายแววออกมาพร้อมๆกัน และพวกมันทั้งสองคนก็เป็นกำลังสำคัญของผมตลอดช่วงชีวิตของผมที่ช่างมีนฯเลยทีเดียว  ส่วนเพื่อนคนอื่นๆก็เปลี่ยนบุคลิกภาพเป็นจอมโหดภายในเวลาไม่ถึงปี จนในที่สุดแฮปปี้แลนด์ดูจะเล็กเกินไปแล้วสำหรับพวกเรา

     

    ผมจึงคิดตั้งชื่อให้กับพวกเรากลุ่มเชื่อม12สาย27  เพื่อเอาคืนในสิ่งพวกเราได้ถูกกระทำไปในอดีต  พวกเราถูกตบหัวเข็มขัดไป  แต่ต่อจากนี้พวกเราจะไม่เอาคืนแค่นั้น  พวกเราตั้งใจจะปล้นรถเมล์ให้มันดังทะลุฟ้าไปเลย   และชื่อเดียวในสมองของผมในตอนนั้นคือ

     

     

    โจรสลัดลาดพร้าว

     

     

    พวกเราตระเวนประกาศศักดาทั้งตบหัวเข็มขัด ทั้งจี้เอาเงิน ทอง นาฬิกา เครื่องประดับต่างๆ  แถมปล้นปืนจากพวกขายยา และก่อเหตุตีกับอาชีวะทุกสถาบันที่เราพบเจอทุกที่ ทุกเวลา  และทุกๆครั้งที่พวกเราลงมือ พวกเราจะทิ้งชื่อแก๊งค์ของพวกเราเอาไว้  ประกาศว่าเขตนี้เป็นของพวกเราแล้วและหมายถึงพวกเราเท่านั้น ถ้าไม่ใช่…เตรียมตัวแตกหักได้เลย

     

    พวกเราใช้เวลาในช่วงปี 2 สร้างชื่อ โจรสลัดลาดพร้าว จนเป็นที่รู้จักตั้งแต่ มีนบุรี ไปยัน เซ็นทรัลลาดพร้าว  และในเวลาต่อมา ก็มีเพื่อนๆช่างมีนฯที่ยอมรับในแก๊งค์ของเราเข้ามาร่วมกันมากขึ้นจนพวกเรากลายไปเป็นแก๊งค์ใหญ่ แม้แต่ไอ้เงี่ยน เด็กช่างอิเล็คฯที่ถูกไล่ออกแต่ยังเตร็ดเตร่อยู่แถวช่างมีนฯก็ทนความแรงของกลุ่มโจรสลัดไม่ไหว ขอเข้ามาร่วมเป็นสมาชิกในที่สุด และแน่นอนถึงตอนนี้……แฮปปี้แลนด์เล็กเกินไปซะแล้ว

     

    • พวกเราไม่อยากรอเจออริต่างสถาบันตามชะตากรรมแบบเดิมอีกต่อไป  พวกเราได้ทำในสิ่งที่รุ่นพี่ๆช่างมีนฯไม่ได้สอน และไม่ได้ลงมือทำเป็นตัวอย่าง แต่พวกเราอยากไปให้สุดทาง พวกเรายกโขยงขึ้นสาย 26 กันไปอาละวาดถึงหน้าโรงเรียนไทยสุริยะบางเขน  ลงรถเมล์แล้วฮือเข้าไปจุดประทัดและปาระเบิดขวดในโรงเรียนไทยสุริยะบางเขนจนป่วนไปทั้งโรงเรียน
    • พวกเรานั่งรถ 126 จากลาดพร้าวไปลงหน้าไทยวิจิตรศิลป์เพื่อระดมตบกระเป๋า Yonex สุดฮิตให้ได้ 100 ใบ
    • พวกเรานั่งรถเมล์ไปห้างเซ็นทรัลลาดพร้าว อาละวาดที่ลานสเก็ตชั้นใต้ดินเพื่อประกาศให้เหล่าอาชีวะต่างสถาบันทั้งหลายได้รู้ว่า ช่างมีนฯมาแล้ว และไม่เกรงกลัวใครทั้งนั้น
    • เลยไปจนถึงห้างเดอะมอลล์ราม ที่ผมและไอ้ฮ้อ ได้ใช้ดาบที่ตัดและเจีย จากช็อปของโรงเรียนไปไล่ฟันอาชีวะทุกสถาบันที่นั่งรถเมล์ผ่านหน้าเดอะมอลล์รามโดยไม่เลือกว่าจะเป็นสถาบันไหนหรือใครทั้งนั้น  จนใครหลายคนกล่าวขานในความบ้าดีเดือดในครั้งนั้น   จนกระทั่งได้พวกเราทั้งสองคนได้มาเจอกับไอ้บัง BU13 ที่นั่น และก็ยอมรับนับถือใจซึ่งกันและกันและได้มาอยู่แก๊งค์เดียวกันที่บุรณพนธ์ในที่สุด

     

    เพื่อนที่ทันรุ่นกันที่ช่างมีนฯ ก็คงจะจำกันได้ดีว่าเสื้อเชิ๊ตขาวแขนสั้นของผมนั้น ทุกตัวจะวาดภาพพระวิษณุกรรม เฟือง กำแพง และคำว่า MINBURI 50 ตัวใหญ่ๆอยู่ด้านหลังเสื้อเสมอ โดยไม่สนว่าใครจะว่าอย่างไร และในที่สุดแก๊งค์เราก็เป็นที่จดจำและเลื่องชื่อในย่านลาดพร้าว จนผู้คนพากันขยาด และเลี่ยงที่จะปะทะกับพวกเราเกือบตลอดเส้นทาง เว้นไว้แต่ย่านปากทางลาดพร้าวที่พวกเรานานๆจะไปสักที และนั่นอาจไม่อยู่ในเขตพื้นที่ที่พวกเราขีดเส้นไว้

     

    ตลอดกว่า 1 ปีในปีการศึกษาที่ 2 พวกเราได้ตระเวนสร้างชื่อกันมาโดยตลอด ต้องยอมรับว่าผมนั้นขาดเรียนบ่อยมาก มีความทรงจำในโรงเรียนน้อยกว่าที่ควรจะเป็น  และก็เช่นเดียวกันเพื่อนผมอย่างไอ้ฮ้อก็ไม่ต่างกัน….

     

    และเมื่อชื่อเสียงของพวกเราเริ่มติดลมบนแล้ว เป็นที่ยอมรับของช่างมีนฯในยุคนั้นแล้ว  และเป็นที่ยอมรับของอาชีวะต่างสถาบันในย่านนั้น  แทนที่พวกเราจะได้เสวยสุขกับผลที่พวกเราได้สร้างมันขึ้นมาตลอดระยะเวลาในสีเสื้อช่างมีนฯ  แต่ก็ไม่…….

     

    ….กลับกลายเป็นว่าความสุขที่พวกเราควรจะได้รับ ความรักความเข้าใจระหว่างกันในกลุ่มของเพื่อน   กลับมีอันต้องมาระหองระแหงกัน เมื่อคู่หูของผมทั้งสองคน ไอ้ไฝ กับ ไอ้ฮ้อ เกิดขัดแย้งกันขึ้นในโรงเรียนและต่างคนก็ต่างไม่ยอมกัน เพราะต่างคนต่างคิดว่าแน่ด้วยกันทั้งคู่  ผมจึงจับให้มันมาชกกันตัวต่อตัวที่ป้ายรถเมล์ฝั่งตรงข้าม วท. และนั่นเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดที่สุดของผม เมื่อในเวลาต่อมาไอ้ฮ้อได้ตัดสินใจลาออกจากช่างมีนฯไปเรียนต่อที่ ช่างกลพระรามหก ก่อนจะย้ายที่เรียนไปเรียนต่อที่ช่างกลบุรณพนธ์!!!

     

     

    หลังจากนั้น ไอ้ฮ้อก็ได้พยายามมาดึงผมออกจากช่างมีนฯให้ไปเรียนที่บุรณพนธ์ให้ได้  ไอ้ฮ้อลงทุนพาผมเข้าไปในบุรณพนธ์ถึงสองครั้งสองหน เพื่อแสดงให้เห็นว่าบุรณพนธ์นั้นมี อิสระเสรีแค่ไหน และผมจะอยู่ในสถานะใด ถ้ามาอยู่ที่นี่  และที่สำคัญที่บุรณพนธ์ก็มีทุกสิ่งที่พวกเราแสวงหามาโดยตลอด…..

     

     


     

    จนในที่สุดผมก็ตัดสินใจเดินตามความฝันของผมในเส้นทางที่ผมนั้นเลือกเดินด้วยตัวเอง  ผมต้องการไปให้สุดทาง ที่สุดแห่งชีวิตอาชีวะของผม

     

    และสิ่งที่ผมได้ทิ้งไว้เบื้องหลังที่วิทยาลัยเทคนิคมีนบุรี ก็มีบางคนบอกว่ามันเป็นตำนาน  แต่ก็มีบางคนบอกว่าไอ้ขี้คุย  และก็มีบางคนบอกว่ามีแต่เรื่องเหี๊ยๆทั้งนั้น  ก็แล้วแต่จะว่ากันไป …แต่แท้จริงแล้ว สำหรับผม มีเพียงสิ่งเดียวที่ผมทิ้งเอาไว้เบื้องหลังและอยากให้รุ่นต่อไปได้รำลึกถึง

     

     

     

     

    คือ…………..

    การเอาชนะขีดความสามารถและข้อจำกัดของตัวเองให้ได้  เพราะนั่นล่ะ  มันคือศัตรูตัวฉกาจของมนุษย์ทุกคน

     

     

     

    ส่วนเรื่องเหี๊ยๆที่เค้าพูดถึงกัน  ผมไม่เคยทิ้งเอาไว้ให้สถาบันอันเป็นที่รักของผมต้องเสื่อมเสีย ผมแบกมันออกมาด้วยและมันยังคงอยู่กับผม…….ตลอดเวลา

     

     

     

     

    สำหรับวันนี้ ที่นี่….สวัสดี

    จากใจ

    Lek LUKA

     

    ขอขอบคุณภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ท


    ขอรำลึกถึงอดีตเพื่อนร่วมแก๊งค์โจรสลัดลาดพร้าวทุกคน และขอขอบคุณรุ่นน้องๆที่สานต่อ

    โปรดอย่าลืมเอาชนะขีดความสามารถและข้อจำกัดของตัวเองให้ได้ แล้วคุณจะชนะในทุกสิ่ง โชคดีอีกครั้ง

     
  • Naphat Saenkhamla เวลา 12:10:23 am on Monday ที่ 29 June 2015 เพอมาลิงค์ | ตอบ

    ชีวิตที่ไร้ค่า กลับทำให้มีค่าได้ 

    ตั้งแต่จำความได้ชีวิตของเรา ก็ไม่ได้สุขสบาย มองเห็นคนอื่นๆที่รุ่นราวคราวเดียวกับเราสุขสบาย ในแถวหมู่บ้านนั้นไม่เหมือนเรา อยากได้อะไรต้องการอะไรต้องหาด้วยตัวเองเสื้อผ้าชุดไปโรงเรียนก็ได้มาจากเพื่อนบ้านของแม่บริจาคใหม่ เก่าของเค้าใหม่ของเรา คิดไว้ว่าชีวิตนี้เราจะไม่ยอมเป็นแบบนี้ตลอดครอบครัวต้องสบาย ทุกสิ่งทุกอย่างสร้างด้วยสองมือของเรา และสิ่งที่ฝันก็เป็นจริง มีการมีงานทำสามารถเลี้ยงดูแม่ได้ แต่ไม่มากอย่างน้อยก็ภูมิใจ ไม่รบกวาวบ้าน ขอขอบใจที่ทำให้มีวันนี้ ชีวิตยังต้องก้าวต่อไป สู้ๆครับ อย่าท้อ คนที่ลำบากกว่าเรายังมี

     
  • หลาน นายฮ้อย

    หลาน นายฮ้อย เวลา 1:32:34 am on Thursday ที่ 30 April 2015 เพอมาลิงค์ | ตอบ

    เรื่องเล่าของคนภูไท 

    ว่าด้วยเรื่องของ คนภูไท

    ภูไท คืออะไร ภูไทเป็นกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งที่จัดว่าเป็นชาติพันธุ์หนึ่ง มีวัฒนธรรมภาษาพูดที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเอง

    สมัยเมื่อตอนเรียนมัธยม ครูเคยให้เขียนรายงานชาติพันธุ์ของคนไทย ตอนนั้นก็ยังไม่รุ้หรอกว่า ภูไท จัดว่าเป็นกลุ่มชาติพันธุ์หนึ่ง จนกระทั่งเรียนมหาลัย บังเอิญว่าได้มาเรียนเกี่ยวกับทางสังคมศาสตร์ เอกลุ่มน้ำโขง หลายครั้งที่พยายามจะศึกษาเรื่องคนภูไท ก็มักจะไม่ค่อยมี ทั้งๆที่คนเขียนเองก็เป็นคนภูไท นั่นแหละคือ ที่มาของความอยากรู้

    จากหนังสือหลายๆเล่มมักจะอธิบายถึงลักษณะภายนอกของคนกลุ่มนี้ เช่น วิถีชีวิต ภาษาพูด วัฒนธรรมบ้างแต่ไม่ชัดเจน มีตัวอย่างการศึกษาไม่แน่ใจว่าเป็นจิตร ภูมิศักดิ์รึป่าว ที่เคยมีพจนานุกรมเป็นภาษาภูไท จุดเริ่มต้นของการอยากศึกษาประวัติศาสตร์ของบ้านเกิดตัวเองจึงเริ่มขึ้น

    ผู้เขียนเกิดที่จังหวัดสกลนคร ใช้ชีวิตทั้งชีวิตอยู่ที่นี่ เคยคิดว่าภาษาที่ตัวเองพุดเป็นอะไรที่คนอื่นฟังแล้วไม่เข้าใจ เวลาไปเรียน ตอนนั้นเรียน ม.ต้น มันลำบากมาก เพราะเพื่อนพูดภาษาอีสาน (คนที่บ้านเรียกว่า ภาษาลาว) พูดไม่เป็นเพราะชีวิต 12 ปี อยู่แต่ในหมู่บ้านไม่ค่อยได้ออกไปไหน รู้แค่ว่าหมู่บ้านของเราย้ายมาจากพื้นที่ อ.เมืองสกลนคร (บ้านโนนหอม) รายรอบหมู่บ้านเราจึงเต็มไปด้วยคนที่ย้ายถิ่นฐานมาทั้งนั้น ส่วนใหญ่เป็นคนครัว (คนที่ย้ายมาจากที่อื่น สมัยที่มีสงคราม ช่วงเกิดคอมมิวนิสต์) หมู่บ้านเราจึงเป็นหมู่บ้านเดี่ยว ไม่สิมีหมู่บ้านข้างๆที่ย้ายมาพร้อมกันมาตั้งห่างจากกัน 2 กิโลเมตร ติดแม่น้ำสงคราม

    ต่อเรื่องไปโรงเรียน ด้วยเหตุผลที่พูดภาษาแบบเพื่อนไม่ได้ ก็เลยเหมือนเป็นปมด้อย ต้องพยายามเรียนรู้ภาษากับเพื่อนจนพูดได้คล่อง เพราะอันที่จริงสำเนียงก็ไม่ค่อยต่างกันสักเท่าไรหรอก มีศัพท์บางคำเท่านั้นที่ค่อนไปทางชั้นสูง ไม่เข้าใจจริงๆ

    ความสนใจเรื่องชาติพันธุ์ตัวเองเริ่มเกิดขึ้นตอนที่เรียนจบ ม.ปลาย แล้วต้องย้ายไปเรียนที่ลำปาง เมื่อได้เรียนประวัติศาสตร์ของล้านนามากขึ้นเรื่อยๆ ก็จะเจอชาติพันธุ์ตัวเองโผล่มา มักเรียกว่า คนผู้ไท เข้าใจว่าน่าจะเป็นกลุ่มคนเดียวกันกับคนไต (ไม่แน่ใจสักเท่าไร)

    มาเข้าใจที่สุดก็ตอนศึกษารายละเอียดของการย้ายถิ่นฐานของคนไตนี่แหละ มันแอบมีชื่อชาติพันธุ์ของเราติดมาด้วย ก็เลยรู้ว่า อ๋อ คนภูไทนี่อยู่กันกระจัดกระจายมาก ในลาวบ้าง เวียดนามบ้าง ในไทยก็มีหลายจังหวัด มาในช่วงหนึ่งที่มีเพลงของคนภูไทออกมา ก็มีการตอบรับจากคนภูไทจากทั่วสารทิศ ทำให้กลายเป็นเรื่องที่แปลกใจสำหรับผู้เขียนว่า เฮ้ย มีคนบ้านเดียวกันเยอะขนาดนี้เลยหรอ หลายจังหวัดด้วยนะ

    ในเอกสารหลายๆอย่างมักจะไม่ค่อยมีเรื่องราวของคนภูไทมากนัก เพราะโดยพื้นฐานของคนกลุ่มนี้มักสงบ และด้วยความที่เป็นคนกลุ่มน้อยก็จะยิ่งมีเรื่องราวให้ติดตามน้อยไปด้วย แต่สิ่งที่น่าสนใจมากอย่างหนึ่งคือ ความเป็นดั้งเดิม ไม่ว่าจะเป็นวัฒนธรรม ประเพณี ความเชื่อ ขนบธรรมเนียม แม้กระทั่งวิถีการใช้ชีวิตก็ยังไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก แม้ว่าโลกจะเปลี่ยนมากขึ้นขนาดไทย กระแสสังคมเหล่านั้นไม่ได้ส่งผลกระทบมากนัก เช่น กฎระเบียบของหมู่บ้าน คนภายนอกจะไม่สามารถย้ายเข้ามาตั้งถิ่นฐานได้ หากไม่ใช่ลูกสะใภ้ ลูกเขย เพราะกฎระเบียบนี้ยังคงอยู่ แม้จะเป็นเรื่องที่ดูจะไม่ค่อยทันสมัยนักแต่กเเป็นหนึ่งในกุศโลบายด้านการปกครองของคนในหมู่บ้าน จึงทำให้ประชากรไม่ค่อยขยายมากนัก ตอนนี้หมู่บ้านของผู้เขียนเองก็มีแค่ 100 หลังคาเรือน ประมาณ 400 คน นักเรียนในโรงเรียนก็ไม่เกิน 70 คน เพราะคนส่วนใหญ่มักจะออกไปทำงานต่างที่ พาลูกพาหลานออกไปเรียนด้วย แต่ก็ถือว่าน้อยอยู่

    ส่วนเรื่องวัฒนธรรมความเชื่อ ก็ยังเหมือนเดิม คนภูไท ให้ความสำคัญกับศาสนามาก และก็คือ ศาสนาพุทธ ไม่ว่าจะเป็นประเพณีอะไร ความเชื่อใดๆ ก็ล้วนแต่อยู่ภายใต้ศาสนาทั้งนั้น แม้กระทั่งความเชื่อเรื่องผี เทวดา เจ้าที่เจ้าทาง การดำเนินชีวิตทุกย่างก้าวล้วนแต่นึกถึงสิ่งเหล่านี้เสมอ

    เช่น

    • ก่อนเกี่ยวข้าวจะต้องไปแหกนาก่อนในวันพฤหัส เพราะเชื่อว่าจะได้ข้าวที่มีความอุดมสมบูรณ์ (ข้าวเยอะ)
    • การไหว้ขอพระแม่ธรณีทุกครั้งที่มีเหตุการณ์ที่ทำให้คนในบ้านเดือดร้อน แม้กระทั่งวัว ควายหาย ก็ล้วนแต่จะไปขอร้องพระแม่ธรณี เครื่องแก้บนก็คือ อาหารหวานคาว หรือ แม้กระทั่งคนในบ้านป่วยกระทันหัน สิ่งแรกที่จะคิดถึงคือ เจ้าที่นา ยังจำได้สมัยเด็กๆที่ป้าปวดฟันจนต้องร้องไห้ ปวดในที่นี้คือ ปวดแบบไม่รู้สาเหตุ ไม่ได้ฟันผุ ไม่ได้โดนกระแทก แต่ปวดแล้วไม่หาย ทรมานจนต้องร้องไห้ออกมา สิ่งแรกที่ยายจะทำคือ จุดเทียนพร้อมขันห้า (ดอกไม้หอม 5 คู่ เทียน 5 คู่) เพื่อร้องขอจากเจ้าที่นา
    • วัว  ควาย หมา แมวที่บ้านป่วย แม้กระทั่งคน สิ่งแรกที่จะคิดถึงคือ พระแม่ธรณี แม่ชอบเล่าว่า ที่พึ่งของสัตว์สี่ขา หรือแม้กระทั่งอย่างคน 2 ขาก็คือ ท่าน

    และอีกสิ่งหนึ่งที่มักจะได้ยินเสมอคือ การสอนให้เป็นคนดี โดยให้รู้จักอายเจ้าที่เจ้าทางผู้ที่เป็นที่พึ่งยามเราขัดสน ตกทุกข์ได้ยาก สิ่งที่ผู้เขียนคิดในตอนเด็กคือ ไม่ได้กลัวบาปกรรมเท่ากลัวสิ่งที่มองไม่เห็นด้วยซ้ำ (จนทุกวันนี้ก็ยังกลัวอยู่ ฮ่าๆ)

    หลากหลายความเชื่อที่มักจะถูกสอนผ่านการเล่าเรื่องราวของสิ่งลี้ลับในสมัยก่อน ที่ปู่ย่าตายายเคยพร่ำสอนมา ยังจำได้ตอนเด็กๆ นิทานก่อนนอนร้อยละ 90 เป็นเรื่องผีทั้งนั้น เพราะอาจจะเพราะเป็นเรื่องเดียวที่ทำให้เด็กๆอย่างเราๆ ไม่กล้าวิ่งซนตอนกลางคืน พอนิทานจบก็หลับกัน ไม่หลับก็ต้องแกล้งหลับเพราะกลัวผี ทุกวันนี้ยังติดนิสัยนอนห่มผ้าไม่เอาขาออกนอกผ้าห่มอยู่เลย ฮ่าๆ

     

    นี่เป็นเพียงเรื่องราวจากชีวิตจริง ที่ผู้เขียนอยากจะส่งผ่านเป็นความรู้อีกชุดหนึ่ง เผื่อคนที่ต้องการศึกษาจะสามารถเอาไปต่อยอดได้

    เอาไว้รอบหน้าจะหาเรื่องมาเล่าต่อ

     
c
เขียนโพสต์ใหม่
j
โพสต์ต่อไป / ความคิดเห็นต่อไป
k
โพสต์ก่อนหน้า / ความคิดเห็นก่อนหน้า
r
ตอบกลับ
e
แก้ไข
o
แสดง / ซ่อนความคิดเห็น
t
ไปที่ด้านบนสุด
l
เข้าสู่ระบบ
h
แสดง / ซ่อนความช่วยเหลือ
shift + esc
ยกเลิก