Updates from มกราคม, 2017 Toggle Comment

  • Bombam Oratai เวลา 3:58:39 pm on Tuesday ที่ 24 January 2017 เพอมาลิงค์ | ตอบ

    ใกล้วันสุขแล้ว 

    หลายครั้งที่คนเรามองหาความสุขจากสิ่งไกลตัวเราเองก็เป็นหนึ่งในนั้น เห็นเสื้อผ้าออนไลน์สวยๆก็อยากได้พอซื้อมาใส่ก็รู้สึกเฉยๆแต่พอรู้ดีอีกทีเงินในกระเป๋าก็ร่อยหรอ 555 และบางทีเราก็มองหาความรักจากใครซักคนเพราะคิดว่าถ้ามีใครรักเราแล้วโลกคงเป็นสีชมพู 😊😊 เราจะดูมีค่าใครๆก็จะอิจฉา อิอิ เขาคือความสุขถ้ามีเขาอยู่ข้างๆทุกๆอย่างคงสวยงามได้พูดคุยดูแลห่วงใย แกล้งกัน งอนกันบ้าง แชทไปยิ้มไป ที่พูดมาทั้งหมดได้เพราะเคยผ่านมาแล้วมีความสุขจริงๆแหละแต่ปนด้วยความเศร้าเล็กๆบวกกับความกังวลว่า วันนี้ทำไมหายไปนะ ตอบช้าจัง คุยเรื่องนี้ทำไมตอบแบบนั้น ถามแล้วทำไมไม่ตอบนะ มาถึงตอนนี้ก็งงว่าตกลงมันคือความสุขจริงๆรึเปล่านะ ทำไมเราถึงต้องรอคอยให้เขาทำดีด้วยรอคอยให้เขาพูดดีๆด้วยถึงจะมีความสุข ทำไมความสุขมันถึงต้องมีเงื่อนไขมากมายขนาดนี้ เฮ้อ แย่จัง จนวันหนึ่งคนที่เราเคยนิยามว่าเขาคือความสุขได้หายไปเพราะเหตุผลบางอย่าง ทำไงดีล่ะความสุขฉันหายไปแล้ว แต่ฉันมีเวลาเยอะแยะเลยในการดูหนังฟังเพลง อยู่กับครอบครัว มีเวลาคิดอะไรดีๆเพราะก่อนหน้านี้คิดถึงแต่เขา555 แม้บางสิ่งจะจากไปทำให้เราคิดถึงอยู่บ้าง แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือกลับมาดูแลหัวใจตัวเอง มีความสุขได้ด้วยตัวเอง กับคนรอบข้าง กับงานที่รัก และงานเขียนก็เป็นหนึ่งในนั้น #ความสุขครั้งใหม่กำลังเริ่มต้น…😍

     
  • copter

    copter เวลา 7:50:40 pm on Sunday ที่ 27 November 2016 เพอมาลิงค์ | ตอบ

    คิดถึงบ้าน 

    ใครเคยเป็นบ้างมาอยู่ไกลบ้าน เวลา ท้อๆ เหนื่อยๆ หรือ เหมือนตัวคนเดียว แล้วอยากกลับบ้าน บ้านที่เป็นสถานที่เดียวที่ทำให้รู้สึกว่าเรามีตัวตนและหายเหนื่อย มีคนที่ให้กำลังใจและอยู่ข้างเราเสมอ ตอนนี้ผมรู้สึกเหนื่อยจังครับ คิดถึงบ้านมากอยากกลับไปกอดแม่แล้วบอกว่าผมเหนื่อยผมอยากร้องไห้แล้วกอดใครแน่นๆสักคนครับ

     
  • copter

    copter เวลา 8:29:31 am on Saturday ที่ 26 November 2016 เพอมาลิงค์ | ตอบ

    รักที่ไม่มีคำตอบ 

    สวัสดีครับ วันนี้ผมขอเล่าเรื่อง “ความรัก” ของผมเอง อาจจะดูน้ำเน่า อาจจะดูไร้สาระ แต่อยากให้เพื่อนได้ช่วยแสดงความคิดเห็นครับ เอาแบบย่อๆ สรุปเลยนะครับ ย้อนกลับไป 2 ปีก่อนหน้านี้ ผมมีแฟนอยู่แล้วนะครับ เป็นรุ่นพี่ในสาขาเดียวกัน เรา 2 คนรักกันมากมีความสุขดีครับกับชีวิตคู่ตอนนั้น อยู่มาวันหนึ่ง ในเฟสบุ้คผมก็มีผู็หญิงคนหนึ่งครับ มาตามกดไลด์ทุกสเตตัส ทุกรูป จนทำให้เกิดความอยากรุ้จัก ว่าเขาเป็นใคร เขาเรียนใน ม.เดียวกับผมครับ แต่คนละสาขา รุ่นเดียวกัน เมื่อสืบเรื่องราวของเขาจนครบ ผลสรุป เขาแอบชอบผมมาสักพักละครับ มันก็ผิดที่ผมด้วย ที่ก็ไปแอบคุยกับเขา คุยไปคุยมา เรื่องไม่จบแค่นี้ครับ แอบคุยกันจนความสัมพันธ์มากขึ้น แต่เธอก็ทนก็ยอมรับในสิ่งที่ผมกระทำ ผมมีแฟนอยู่แล้ว เขายอมรับได้เวลาผมอยู่กับเขา แฟนโทมาผมก็รับสายปกติ ยังไงแฟนผมก็ยังเป็นที่หนึ่งในตอนนั้น เขารับได้เสมอมาครับ เขาก็รักผมมาก เวลาผ่านไป 2 ปี ที่เราแอบคบกันครับ เอาจริงๆผมรักเขานะ รักมากซะด้วย แต่ผมก็ไม่เข้าใจว่าทำไมผมเลิกกับแฟนคนปัจจุบันไม่ได้ ผมขาดเขาไม่ได้ พอๆกับที่ผมก็ไม่อยากเสียเธอคนนี้ไป ก็เหมือนที่บอกครับ ความอดทนของคนมีขีดจำกัด ใช่ว่าที่ผู็หญิงเขาทนรับได้ แล้วเขาจะทนเสมอไป เธอกับผมเลิกกันครับ ตอนแรกก็ใจหายๆนะ แต่เวลาผ่านไป เขาก็มีคนใหม่  แต่ผมเองก็ยังคงแอบส่องเฟส ติดตามเรื่องราวของเขาอยู่ครับ จนปัจจุบันนี้ ผมยังไม่เลิกที่จะติดตามเขา แต่เขาเป็นคนที่ถ้าได้รักใครแล้วจะรักมากไม่นอกใจ เขาก็คงลืมผมไปแล้วครับ เพราะสิ่งที่ผมเคยทำกับเขาไว้ มันเลวร้ายกับความรู้สึกเขาพอสมควร 555++ผมก็อยากจัดใจนะครับ อยากเลิกยุ่งกับเขาเหมือนที่เขาเลิกยุ่งกับผม แต่ไม่รู้เป็นเพราะอะไรผมถึงเลิกไม่ได้ ทั้งที่ตอนนี้ผมก็คบกับแฟนคนเดิมมานานมากแล้วครับ  สรุป  “ความรักของผมก็ไม่มีคำตอบให้ตัวเองจนถึงทุกวันนี้”

     
  • RoSna Apibalbae เวลา 12:26:39 am on Monday ที่ 7 November 2016 เพอมาลิงค์ | ตอบ

    เรื่องเล่าของท้าวแชร์ 

    “เงิน” ถือเป็นปัจจัยที่ห้าของมนุษย์ในยุคปัจจุบัน ทุกสิ่งทุกอย่างจะต้องถูกแลกมาด้วยเงินแทบทั้งสิ้น ดังนั้น ทุกคนจึงพยายามเสาะแสวงหาหนทางเพื่อให้ได้มาซึ่งเงินตรา เพียงเพื่อหวังว่าจะนำมาตอบสนองในปัจจัยสี่ของตนเอง เฉกเช่น ดิฉันที่ได้พยายามดิ้นรนทุกช่องทางที่จะนำเงินมาจุนเจือตนเองและสมาชิกในครอบครัว จึงได้พบช่องทางหนึ่งซึ่งจะได้เงินมาโดยไม่ต้องเหนื่อยมากนัก และได้เงินมาแบบเป็นก้อนใหญ่ ๆ นั่นคือ การเล่น “แชร์”

    จากที่เคยเล่นแชร์แบบบ้าน ๆ ก้าวเข้ามาสู่วงการแชร์ออนไลน์ และสุดท้ายคือพลิกผันตัวเองสู่การเป็น “ท้าวแชร์ออนไลน์” คือจุดเริ่มต้นของเรื่องนี้ ซึ่งดิฉันตั้งใจเขียนบทความนี้ขึ้นมา เพื่อบอกเล่าเรื่องราวของวงการแชร์ออนไลน์ ให้ได้เป็นอุทาหรณ์สอนใจ สำหรับใครที่กำลังจะก้าวเข้าสู่วงการนี้ ไม่ว่าจะเริ่มเล่นแชร์ หรือ เป็นท้าวแชร์ก็ตาม ให้ระมัดระวังและมีสติอยู่เสมอ เพราะวงการนี้มีหลุมพรางวางอยู่มากมาย และพร้อมที่จะให้คุณก้าวพลาดได้ตลอดเวลา จากคนที่ความมั่นคงทุกอย่างในแทบทุกด้านของชีวิต ไม่ว่าจะเป็นหน้าที่การ ชีวิตครอบครัว ญาติพี่น้องและเพื่อนฝูง สู่สถานะปัจจุบัน คือ มีหนี้สินล้นพ้นตัว ต้องขายทรัพย์สมบัติทุกอย่างที่ตนเองมี และถูกดูถูกเหยียดหยามต่าง ๆ นานา

    อยากรู้แล้วใช่มั้ยล่ะคะ ว่าอะไรที่ทำให้ชีวิตคนหนึ่งคน เปลี่ยนแปลงไปได้ขนาดนี้ …. งั้นตามดิฉันมานะคะ เราจะย้อนเวลากลับไปยังวันแรกที่เป็นจุดเริ่มต้นเรื่องนี้กัน…

     
  • เจียมพจน์

    เจียมพจน์ เวลา 3:57:09 pm on Thursday ที่ 27 October 2016 เพอมาลิงค์ | ตอบ


    การล่าแม่มดเกิดจากความเชื่อทางศาสนาคริสต์ในช่วงหนึ่งเมื่อห้าร้อยกว่าปีก่อน วันที่ 5 ธันวาคม ค.ศ. 1484  ได้มีเอกสารฉบับหนึ่งกล่าวว่า การใช้เวทมนต์(จะรู้ได้ไงใครใช้) เป็นความผิดร้ายแรง  และได้สร้างหนังสือเล่มหนึ่ง เชื่อว่าเป็น “คู่มือล่าแม่มด” “Hammer of Witches” ในหนังสือบอกถึงวิธีการจับ พิสูจน์ ไต่สวน ไปจนถึงทรมานและฆ่าแม่มด ถ้าให้อธิบายก็คงเหมือนกับเอาหนังโรคจิตหลายๆเรื่องมารวมกันนั่นแหละครับ แต่ด้วยความกลัว ความเข้าใจผิด หรือสถานการณ์อะไรก็ตามในตอนนั้น ก็มีหลายคนเห็นว่าถูกต้องและยืนดูด้วยความสะใจ  มีการกล่าวหาว่าเป็นแม่มดกันมากมายหลังจากนั้น โดยมีคนของศาสนาอยู่เบื้องหลังเรื่องนี้ ผู้บริสุทธ์ถูกกล่าวว่าเป็นแม่มดเพียงเพราะแต่งตัวสกปรก พฤติกรรมแปลกๆ แค่เพียงเกิดความระแวงจากสังคมและไปเตะตานักบวชเข้านิดนึง คุณก็อาจถูกล่าโดยคู่มือหนังสือเล่มนั้นแล้ว    เรื่องมันมาจบลงในศตวรรษที่ 17  เทคโนโลยีเริ่มพัฒนาขึ้น วิทยศาสตร์มีอำนาจเหนือเวทมนต์ (มีเหตุผลกันขึ้นมาซะงั้น…) เนเธอร์แลนด์ เป็นประเทศแรกที่ยุติการล่าแม่มด ซึ่งกว่าจะรู้สึกตัวกัน คนที่เสียชีวิตเพราะถูกกล่าวหาว่าเป็นแม่มด และสงครามที่เกิดเพราะศาสนาในยุคมืดนี้ รวมๆแล้วเกือบสามแสนคน


    การล่าแม่มด ในความคิดของผม จากการที่ได้ใช้ชีวิตและศึกษามาหลายปี ถ้าตัดเรื่่องเวทมนต์และเรื่องเหนือธรรมชาติออกไป  แม่มดก็คือคนคนหนึ่ง ที่ถูกกลุ่มสังคมกลุ่มหนึ่งรังเกียจและต้องการทำร้าย โดยใช้ ศาสนา สังคมและการเมืองเป็นเครื่องมือ  ผู้ที่ทำร้ายผู้อื่นจะไม่รู้สึกผิดอะไร เพราะได้รับการรับรองจากศาสนาแล้วว่าโอเค ปิ้งมันได้เลย…  แต่ผมกลับมองเห็นคนกลุ่มใหญ่ที่กำลังรังแกคนกลุ่มเล็กมากกว่า

             การสวรรคตของพ่ออยู่หัวของเรา ทำให้ผมและประชาชนคนไทย รู้สึกเศร้าไปหลายวัน จะทำอะไรก็ดูเหมือนโลกมันจะเป็นสีเทาไปหมด แต่ชีวิตยังต้องดำเนินกันต่อไป ทุกคนก็ต้องทำงานกันเหมือนเดิมแต่ด้วยสภาพไหน อันนั้นก็อีกเรื่องหนึ่ง เชื่อว่าคนไทยทุกคนเข้ากันดี  แต่ก็ยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่อยากจะหยิบมา เรื่องล่าแม่มดที่เกริ่นมาทั้งหมดก็เพื่อเข้าเรื่องนี้ล่ะครับ จากข่าวที่มีคนด่าพ่ออยู่หัวของเราแล้วถูกทำร้าย ถูกรุมประนาม ถูกสั่งให้กราบ โดยส่วนตัวผู้เขียนก็สะใจเล็กน้อย(สะใจโว้ยยยยยยยย) แต่ก็อยากให้ผู้อ่านคิดในหลายๆด้าน ถ้าเราเป็นกลุ่มใหญ่ที่ใช้ความรุนแรง ช่วงแรกอาจจะมีแม่มดจริงและถูกฆ่าจริง แต่ในอนาคตข้างหน้าถ้าเราเห็นเป็นเรื่องดี อาจะมีคนที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นแแม่มดเหมือนสมัยก่อน ซึ่งผมกลัวครับ กลัวคนดีจะกลายเป็นคนเลว กว่าจะรู้ตัวเราอาจจะเสียสิ่งที่พ่อสร้างไว้ให้นะครับ เรานิ่งกันไว้ดีกว่า  รุมด้วยสายตาก็พอครับอย่าใช้ความรุนแรงเลย  ให้ตำรวจจัดการดีกว่าครับ  ขอบคุณที่อ่านบทความนี้จนจบครับ

     
  • SSR Indy Book

    SSR Indy Book เวลา 1:12:44 pm on Sunday ที่ 9 October 2016 เพอมาลิงค์ | ตอบ

    ไม่เคยสร่างจากรัก 

    อารัมภบท

    เป็นเรื่องราวของไรท์เตอร์ เกิดขึ้นเมื่อ 13 ปีก่อน เดินเรื่องผ่านมุมมองของไรท์เตอร์ การเขียนเรื่องราวของตัวเองให้น่าอ่าน เป็นเรื่องยากแล ท้าทายสำหรับนักเขียนไร้ประสบการณ์ ตัวละครในนิยายเป็นนามแฝง สถานที่จำลองแต่ทุกตัวละครมีจริงและเป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริง

    วัยเด็ก

    หน้าตาฉันคล้ายผู้ชายมาตั้งแต่เด็ก หลายคนมักจะทักทายฉันแบบเด็กผู้ชาย แม่พยายามปรับบุคลิกของฉันด้วยการแต่งตัวสวยๆ และให้ใส่กระโปรง ฉันเรียนหนังสือที่โรงเรียนประถมไร้ชื่อเสียงแห่งหนึ่งที่จังหวัดบ้านเกิด ความทะเยอทะยานตั้งแต่วัยเด็กทำให้ฉันตั้งใจเรียน และเป็นเด็กแถวหน้าในด้านการเรียน ฉันสอบแข่งขันได้เรียนโรงเรียนสตรีประจำจังหวัดซึ่งมีน้อยคนในแถบนั้นจะสอบได้

    ฉันเรียนโรงเรียนสตรีประจำจังหวัดตั้งแต่มัธยมต้นถึงมัธยมปลายผลการเรียนช่วงมัธยมต้นไม่ค่อยดีนัก ฉันเรียนสู้เด็กคนอื่นๆ ที่จบจากโรงเรียนประถมชั้นนำของจังหวัดไม่ได้ ฉันจึงโดนพ่อแม่ตำหนิเรื่องผลการเรียน และตั้งใจว่าช่วงมัธยมปลายต้องทำให้ดีกว่านี้จะได้เตรียมความพร้อมสอบแข่งขันเข้ามหาวิทยาลัยด้วย แรงผลักดันในการเรียนของฉันคืออนาคต และคำดูถูกดูแคลนของสังคมรอบข้าง ฉันตั้งใจตั้งแต่ยังอยู่ในวัยเด็กว่า “ฉันจะสร้างอนาคตด้วยตัวของฉันเอง”
    ชีวิตวัยรุ่น วัยวุ่น วัยสับสน

    ฉันไม่เคยรู้ว่าตัวเองเป็นอะไร แบบไหน เมื่อย่างเข้าสู่วัยรุ่นเราทุกคน มีแรงขับทางเพศ ฉันก็เหมือนคนอื่นๆ เมื่อนอนหลับฉันมักจะฝันเสมอเมื่อมีแรงขับทางเพศแต่ฝันของฉันไม่เหมือนฝันของผู้หญิงคนอื่น ทุกเรื่องราวที่ฝันจะเกี่ยวกับผู้หญิง หรือนั่นอาจเป็นเพราะฉันเรียนโรงเรียนสตรีล้วนละมั้ง แต่ในชีวิตจริงไม่เคยมีความสัมพันธ์กับผู้หญิงกับผู้ชายฉันก็ไม่เคย ฉันเป็นคนรูปร่างค่อนข้างดี เพื่อนๆ บอกว่า ฉันเป็นผู้หญิงหุ่นสปอร์ต ฉันไม่เข้าใจหรอกว่าหุ่นสปอร์ตเป็นยังไงผิวขาว หน้าตาพอใช้ได้ ในวันวาเลนไทน์ฉันมักจะได้รับดอกไม้จากน้องๆ โรงเรียนเดียวกันที่แอบชื่นชอบรวมทั้งของขวัญ ช็อคโกแลตด้วยแต่ฉันก็ยังไม่เข้าใจตัวเองอยู่ดี

    วัยซ่านักศึกษามหาวิทยาลัย

    ทุกอย่างเริ่มชัดเจนขึ้นหลังจากเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัย อาจเป็นเพราะฉัน โตขึ้น ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยเป็นชีวิตที่ดีที่สุดช่วงหนึ่ง มีประสบการณ์มากมายรอให้ค้นหาตัวตนแต่ส่วนใหญ่ก็จะเป็นประสบการณ์เรื่องเรียน การใช้ชีวิต ประสบการณ์เรื่องรักๆ ก็มีบ้างแต่ก็ยังเป็นความรัก แบบเด็กๆ

    ตอนที่ฉันเรียนอยู่ปี 2 ฉันเกือบพลาดท่าให้กับเพื่อนต่างคณะ เธอเรียนพยาบาลเป็นเพื่อนของเพื่อนอีกที ช่วงนั้นเป็นช่วงสอบปลายภาคเราอ่านหนังสือกันหนักมาก ฉันกลับเข้าหอพักไม่ได้เพราะหอพักปิดเธอชวนฉันไปนอนที่หอพักของเธอที่สามารถปีนเข้าทางระเบียง หลังห้องได้ เตียงนอนเป็นเตียงแบบ 2 ชั้น เธอนอนชั้นบนและมีเพื่อนนอนในห้องอีกไม่น้อยกว่า 9 คน เธอบอกให้ฉันขึ้นไปนอนชั้นบน กับเธอ เธอจัดแจงที่นอนให้เพื่อนคนอื่นๆ รวมทั้งฉันด้วย ฉันไม่ได้พูดอะไรปีนขึ้นไปนอนชั้นบนกับเธอ (ตอนนั้นฉันค่อนข้างอ่อนหัดกับเรื่องรักๆ ใคร่ๆ) ห้องนอนถูกปิดไฟมืดสนิท เพื่อนๆ หลายคนหลับไปแล้ว ฉันกำลังจะหลับเหมือนกันแต่แล้วก็รู้สึกว่ามือของเพื่อนสาวพยาบาลค่อยๆ เลื้อยเข้ามาใต้ผ้าห่มของฉันแล้วเธอก็โอบกอดฉันจากด้านหลัง ฉันค่อนข้างตกใจแต่พยายามนอนนิ่งๆ แบบว่าแกล้งหลับ เธอค่อยๆ ขยับเข้ามาชิด ใบหน้าของเธอชิดกับคอด้านหลัง ฉันนอนนิ่งไม่รู้ว่าควรทำยังไงแล้วฉันก็คิดอะไรดีๆ ได้ ฉันแกล้งพูดงึมงำคล้ายคนละเมอทำเสียงฮึดฮัดในลำคอประมาณว่าร้อนแล้วก็รำคาญอะไรบางอย่างที่ยุกยิกบนตัวฉันแล้วฉันก็ถือโอกาสจับมือเธอยกออกแล้วพลิกตัวไปมา แผนนี้สำเร็จเธอไม่ได้ตามมากอดฉันอีก เฮ้อ!!!เกือบไปแล้ว

    ตอนเรียนอยู่ปี 4 เราทุกคนที่เรียนเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์การแพทย์ต้องออกค่ายอาสาพัฒนาชุมชน แน่นอนฉันเรียนเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์การแพทย์ (แพทย์ ทันตแพทย์ สัตวแพทย์ พยาบาล เทคนิคการแพทย์ สาธารณสุข เภสัช) ของมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่ง เราถูกแบ่งออกเป็นกลุ่มๆ เพื่อให้พักอาศัยร่วมกับชาวบ้าน แต่ละกลุ่มจะมีครบ ทุกสาขาการแพทย์ราวๆ 12-15 คน ปะปนกันทั้งหญิงและชายกลุ่มของฉันไม่มีเพื่อนคณะเดียวกันเลยทุกคนคือเพื่อนใหม่ เราทุกคนต้องปรับตัวเข้าหากัน เมื่อเรามาถึงชุมชนชาวบ้านต่างออกมาต้อนรับด้วยความยินดี มีการแสดงฟ้อนรำแบบเซิ้งอีสานต้อนรับ นักศึกษา ทุกคณะในวิทยาศาสตร์การแพทย์ถูกแบ่งออกเป็นกลุ่มๆ ตามที่อาจารย์ได้กำหนดเอาไว้ และมีชาวบ้านที่เป็นโฮสท์มารับพวกเราแต่ละกลุ่มกลับบ้าน เมื่อกลับถึงบ้านพักฉันและเพื่อนสมาชิกในกลุ่มเดียวกันเริ่มประชุมแบ่งหน้าที่ว่าใครต้องรับผิดชอบทำหน้าที่อะไรบ้างเวลาที่อาศัยอยู่ในบ้านของโฮสท์ ใครทำกับข้าว ใครทำความสะอาดบ้าน ใครล้างจาน และแบ่งด้วยว่าใครควรนอนมุ้งไหนเพราะมุ้งแต่ละหลังจะนอนได้ 3 คน ฉันถูกแบ่งให้นอนกับสาวนักเรียนแพทย์ผิวสีน้ำผึ้งไหม้ ตัวใหญ่ล่ำ และสาวทันตแพทย์ตัวเล็ก หน้าตาน่ารัก ผิวขาวจนซีด ฉันมองเมทแล้วยิ้มแบบจริงใจและคิดว่าน่ารักที่สุด ในเวลากลางวันแต่ละคนจะต้องทำหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมายจากทางคณะที่เราเรียนอยู่ คืนแรกหลังทานข้าวเสร็จสมาชิกในกลุ่มเราทุกคนตั้งวงสนทนาและทำกิจกรรมสันทนาการทำความรู้จักกัน กิจกรรมสันทนาการทำให้เราคุ้นเคยและสนิทสนมกันมากขึ้น ฉันกับเมทสาวทันตแพทย์ก็เช่นกัน

    คืนนี้เป็นคืนที่สามที่ฉันนอนร่วมมุ้งเดียวกับเมทสาวทั้งสองแล้วเรื่องชวนเสียวก็เกิดในคืนที่สามนี่เอง ขณะที่ฉันนอนตะแคงหันหลังให้เมททั้งสอง ฉันรู้สึกว่ามีใครมาสะกิดที่แขนยุกยิกๆ ฉันพลิกตัวหันกลับมามองพลางคิ้วทั้งสองย่นเข้ากันเป็นเครื่องหมายคำถาม

    “พี่เอสหลับหรือยังคะ” อั๊ยยะ!!! เมทสาวทันตแพทย์กระซิบเรียกฉัน
    “ฮึ! ว่าไงคะกำลังจะหลับค่ะ แต่ก็ยังไม่หลับหรอก” ฉันกระซิบกลับ
    “บุ๋มอยากคุยเรื่องบางอย่างกับพี่เอสได้มั้ยคะ”
    “ได้สิมีปัญหาอะไรหรือเปล่า” ฉันทำท่าจะยันตัวลุกขึ้นนั่งคุยแต่เธอใช้แขนอีกข้างเกี่ยวตัวฉันเอาไว้
    “นอนคุยก็ได้ค่ะไม่ต้องลุก”
    “อืม…ว่าไงล่ะ”

    แล้วเธอก็เริ่มเล่าเรื่องชีวิตเธอเองให้ฉันฟัง เธอมีชีวิตที่ดูจะเลิศหรู ใครๆ เห็นก็ต้องอิจฉา เรียนอยู่โรงเรียนสาธิตชื่อดังในมหาวิทยาลัยที่ฉันเรียนอยู่ เรียนเก่งเอามากๆ ทำให้เธอเรียนจบมัธยมปลายด้วยการสอบเทียบทั้งที่อายุเพียง 16 ปี (สมัยที่ฉันเรียนใครเรียนเก่งจะสามารถสอบเทียบเพื่อข้ามชั้นได้ เช่น สอบเทียบจาก ม.4 เป็น ม.6 ได้ แต่ปัจจุบันน่าจะไม่มีการสอบเทียบนี้แล้ว แม้กระทั่งวิธีการสอบแข่งขันเข้าเรียนระดับมหาวิทยาลัยก็ยังเปลี่ยนไป ฉันจบมัธยมปลายเมื่อปี 2538 ขณะนั้นการสอบเข้ามหาวิทยาลัยจะแบ่งออกเป็น 2 ครั้งคือ ครั้งแรกเรียกว่า “สอบโควต้า” จะเป็นการสอบสำหรับนักเรียนที่มีเกรดเฉลี่ยตั้งแต่ 2.50 ขึ้นไป ส่วนรอบที่สองเรียกว่า “สอบเอ็นทรานซ์” อันนี้จะสามารถเลือกลงได้ 4 คณะจะเป็นมหาวิทยาลัยเดียวกัน หรือต่างมหาวิทยาลัยก็ได้ ถ้าผลสอบออกมาแล้วเราได้คะแนนตรงกับคณะที่เราเลือกอันดับแรกเราก็จะได้เรียนคณะนั้น หรือถ้าคะแนนไม่สูงเท่าคะแนนคณะแรกก็จะต้องนำคะแนนไปเทียบกับคณะถัดๆ ไปที่เลือกไว้ แล้วถ้าหากว่าทั้ง 4 คณะที่เราเลือกไว้คะแนนที่สอบได้ไม่ถึงคณะใดเลย นั่นก็หมายความว่าอดที่จะได้เรียนมหาวิทยาลัย ส่วนตัวฉันคิดว่าการคัดเลือกลักษณะนี้ค่อนข้างมีคุณภาพแต่ไม่เข้าใจว่าทำไมตอนหลังระบบนี้ถึงถูกยกเลิกไป ส่วนฉันได้เข้าเรียนมหาวิทยาลัยด้วยระบบสอบโควต้า) บุ๋มต้องอยู่ในกฎเกณฑ์ตามที่ครอบครัวเธอตั้งเอาไว้ เธอทั้ง อึดอัดไม่เป็นตัวของตัวเอง รสนิยมด้านความรักของเธอถูกเปิดเผย ด้วยตัวเธอเอง ฉันไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมเธอถึงไว้ใจฉันทั้งๆ ที่รู้จักกันแค่ 3 วันเท่านั้น จากที่เธอเล่าทำให้ฉันรู้ว่าเธออายุเพียง 18 ปี ทั้งๆ ที่เรียนทันตแพทย์ปี 3 แล้ว เป็นลูกสาวคณะบดีคณะวิศวะ ยังไม่มีแฟน ก็โปรไฟล์พ่อของเธอน่ากลัวขนาดนี้จะมีแฟนได้ยังไง ใครเขาจะกล้าเล่นของสูง พอเธอเล่าจบเธอก็ค่อยๆ ขยับตัวจนชิดฉันแล้ว “เอ่อ!! น้องคะจะทำอะไรพี่คะ พี่ยิ่งไม่ค่อยจะประสีประสาเรื่องทำนองนี้” ฉันคิดในใจ แต่ดูๆ ไปแล้วเธอก็น่าจะไม่ประสีประสาเหมือนกับฉันนั่นแหละ เธอวางมือข้างหนึ่งบนตัวฉันแล้วเธอก็กอดกระชับตัวฉันไว้ เธอค่อยๆ ขยับเข้ามาแนบชิดแล้ววางใบหน้าเธอบนไหล่ฉัน ตอนนี้ฉันเริ่มหายใจ ไม่ปกติพลางหันไปมองเมทสาวแพทย์ผิวสีน้ำผึ้งไหม้เพื่อให้แน่ใจว่าเธอหลับยังอยู่ โชคดีเธอหลับสนิทส่งเสียงกรนเบาๆ เป็นจังหวะเฉพาะตัว สาวนักเรียนแพทย์ร่างท้วมเธอค่อนข้างขี้เซาสงสัยจะเหนื่อยจากการ เดินสำรวจหมู่บ้านตลอดทั้งวัน ได้ทีสาวทันตแพทย์ร่างเล็กขยับเข้ามาชิดจนลมหายใจรดใบหน้าฉัน สงสัยฉันจะสงสารและยังอยู่ในวังวนเรื่องเล่า ฉันยอมให้เธอนอนกอดก่ายฉันอยู่ตั้งนานแล้วเธอก็กระซิบที่ข้างหูฉัน

    “บุ๋มเหมือนคนที่อยู่บนหลังเสือ ชีวิตน่าเบื่อ น่ากลัวแค่ไหนบุ๋มก็ลงจากหลังเสือไม่ได้………บุ๋มอยากมีใครสักคนที่คอยเอาใจใส่ ดูแลและเข้าใจบุ๋มทุกๆ เรื่อง พี่เอสคะพี่เป็นคนๆ นั้นได้มั้ย” อั๊ยยะ!! งานเข้าแล้วฉัน
    “เอ่อ!!! บุ๋มคะ พี่ว่ามันเร็วไปนะเราเพิ่งรู้จักกัน 3 วันเอง เอาไว้กลับมหาวิทยาลัยแล้วถ้าบุ๋มยังคิดถึงพี่ ยังรู้สึกดีๆ กับพี่ เราค่อยกลับมาคิดเรื่องนี้อีกทีนะ”
    “ก็ได้ค่ะแต่บุ๋มอยากให้พี่รู้……..ว่าบุ๋มรู้สึกดีกับพี่มากๆ นะคะ”
    ฉันค่อยๆ สอดแขนไปเพื่อโอบเธอไว้เหมือนกัน ฉันก็แค่อยากปลอบใจในฐานะพี่สาวคนหนึ่งไม่ได้คิดอะไรมากกว่านั้น เธอกอดตอบฉัน แล้วเราก็หลับไป

    หลังจากกลับไปที่มหาวิทยาลัย บุ๋มมาหาฉันที่หอพักบ่อยๆ เราสนิทสนมกันมากขึ้น ฉันคอยเป็นที่ปรึกษา เป็นที่ระบายทุกข์ให้กับเธอแต่ไม่ใช่ในฐานะคนรักจะเป็นแบบพี่สาวกับน้องสาวมากกว่า (อาจจะเป็นเพราะฉันไม่ค่อยมีประสบการณ์เรื่องความรักเท่าไหร่ อีกอย่างบุ๋มก็ไม่ใช่ผู้หญิงแบบที่ฉันชอบ) หลังจากนั้นไม่นานฉันจบการศึกษา ส่วนบุ๋มอยู่ปี4 เธอเรียนหนักขึ้นเรื่อยๆ จึงไม่ค่อยมีเวลาว่าง เราค่อยๆ ห่างกันไปทีละนิดจนกระทั่งปัจจุบันฉันไม่ได้คุยกับบุ๋มอีกเลย หากวันนี้ฉันและบุ๋มหวนกลับมาเจอกันอีกครั้งและเธอเดินผ่านหน้าฉันไป ฉันก็คงจำเธอไม่ได้แล้ว ฉันค่อนข้างมั่นใจว่าผู้หญิงใจกล้าอย่างบุ๋มน่าจะลงจากหลังเสือนานแล้วล่ะ

     
  • Dax Bhratchawit เวลา 8:00:43 pm on Saturday ที่ 1 October 2016 เพอมาลิงค์ | ตอบ

    รสชาติของเหล้า…และเรื่องเล่าระหว่างเรา 

    แดดเช้าสาดส่องมากระทบริมหน้าต่าง ลมร้อนพัดวูบหวิว ลอยมาตามทิศทางของอากาศ พัดผ่านมุ้งลวดตะแกรงเหล็กซี่บางๆ มาปะทะกับหน้าผากของนาคร เขาลืมตาอย่างช้าๆ เบิ่งเปลือกตาออกอย่างอ่อนล้า พร้อมหรี่ตาสู้แสงแดดจ้ายามเช้า พลางคิดทบทวนเรื่องราวที่ผ่านมา ว่าอะไรคือสาเหตุที่ทำให้เป็นแบบนี้ คงเป็นเพราะอาการเมาค้าง ทำให้ปวดหัว ราวกับมีใครมาทุบหัวด้วยไม้ค้อนอย่างแรง และสมองระเบิดไหลเยิ้มออกมาราวกับลาวาภูเขาไฟที่ปะทุออกมา

    นาคร ชันตัวลุกขึ้น พลางลุกขึ้นไปล้างหน้า เขาค่อยๆลุกขึ้นอย่างไร้การทรงตัว ราวกับเป็นตุ๊กตาล้มลุก พร้อมจะเอนไหวปลิวไปและล้มลงไปได้ทุกเมื่อ เมื่อทรงตัวได้แล้วก็ตรงไปที่อ่างล้างหน้า พลางเปิดน้ำจากก๊อกและชโลมน้ำไปทั่วมือ น้ำค่อยๆโลมเลียและไหลไปในอุ้งมือ ก่อนที่จะยกขึ้นมาสาดหน้าอย่างแรง ตบแก้มเบาๆเล็กน้อย เพื่อจะสลัดอาการปวดหัว และอาการเมาค้างที่เป็นอยู่ เขารู้ดีว่า ยามใดที่ดื่มหนัก ตื่นเช้ามามักจะเป็นแบบนี้อยู่เสมอ

    หลังจากล้างหน้าไล่ความง่วงแล้ว นาครย่ำเท้าเดินไปในครัว พลางหยิบซองกาแฟดำและฉีกออก เทลงในแก้วกระเบื้องเคลือบสีเขียว และเทน้ำร้อนจากกาน้ำที่เดือดพล่าน เขาชอบดื่มกาแฟจากกาน้ำ มากกว่าใช้กระติกน้ำร้อน เพราะเขาชอบกลิ่นหอมของไม้ฟืน และชอบความอบอวลของกลิ่นกาแฟในยามเช้า ซึ่งแดดเช้าก็เหมาะที่จะดื่มกาแฟเสียจริงๆ ต้นนั่งลงบนเก้าอี้โยกตัวเก่า เก้าอี้ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าด ไม้เก่าลั่นกระทบกัน เอนหลังพิงกับเก้าอี้ พลางยืดเท้าพาดกับระเบียง และเงยหน้าขึ้นมองฟ้า ปะทะกับแสงแดดจางๆในยามสาย พลางนึกถึงเรื่องราวเมื่อคืน เรื่องที่ทำให้เขาต้องมานั่งครุ่นคิดอยู่เช้านี้

    นาครจำได้ว่าเคยมีคนรัก และรักกันมาก วางแผนที่จะแต่งงานเรียบร้อยแล้ว แต่อีกฝ่ายกลับไม่มั่นใจ และด้วยระยะทางที่ห่างไกลกัน ทำให้รอยร้าวของความสัมพันธ์เกิดขึ้น ร้าวจนแตกแยกกันหัก และสุดท้ายก็เลิกรากันไป ซึ่งสุดท้ายเขาก็ได้รู้ ว่าสิ่งที่เคยฝันกันในวันนั้น ไม่มีทางเป็นไปได้ในวันนี้  จากเมื่อก่อนที่เป็นคนเข้มแข็ง วันนี้กลับกลายเป็นคนอ่อนแอ อ่อนไหว และเหลวไหลไปกับทุกเรื่อง เมื่อคนที่เคยเป็นหนึ่งในดวงใจ คนที่คิดอยากจะฝากทั้งชีวิตเอาไว้ ได้มาทิ้งจากกันไป หัวใจผู้ชายแหลกสลาย ราวกับไอศกรีมที่ละลายเมื่อโดนแดดจ้า

    เมื่อลมแดดพัดผ่านไป นาครรู้สึกคอแห้ง จึงลุกไปหยิบเหล้าที่เหลือครึ่งแบน จากการเลี้ยงฉลองกับเพื่อนเมื่อคืนก่อน เทเหล้าลงในแก้ว แล้วรินโซดากับโค้ก ผสมอย่างหยาบๆ เอานิ้วจุ่มแล้วคน เขย่าแก้วนิดหน่อย ให้เหล้าเข้ากันดี จากนั้นจึงกระดกเหล้ารวดเดียวหมดแก้ว ถอนหายใจอย่างผ่อนคลาย รสชาติของเหล้าช่างเข้ม ไม่ต่างกับสีของเหล้า

    มันบาดลึก และไหลลงคออย่างเลือดเย็น เหมือนนำพาความทุกข์จมหายลงคอ

    นั่งจิบไปเรื่อยๆ พลางนึกถึงเรื่องราวในวันเก่า มันคงจะดีกว่านี้ ถ้าหากเราอยู่ด้วยกัน คงจะดีกว่านี้ ถ้าวันนั้นไม่เป็นอย่างวันนี้ และถ้าเธอยังอยู่ตรงนี้ เราคงได้นั่งจิบเบียร์ ฟังเพลงจากวิทยุที่เธอชอบ นั่งอ่านหนังสือรับแสงแดดยามเช้าเหมือนเมื่อก่อน นาครนั่งคิดอะไรเรื่อยเปื่อย กว่าเขาจะรู้ตัว “เหล้าก็หมดแบนเสียแล้ว”

     
  • Owen Preeda เวลา 10:26:08 am on Thursday ที่ 12 May 2016 เพอมาลิงค์ | ตอบ

    ปริญญาลูกชาวนา 

    สวัสดีดีครับเพื่อนๆพี่ๆน้องๆ ใครๆก็มีความฝันใช่ไหมครับตอนเด็ก มีใครมั่งตอนเด็กอยากเป็นคุณครู ทหาร ตำรวจ หมอ อาชีพเหล่านี้วนเวียนในหัวเราเรื่อยๆมา หรือจะกล่าวได้ว่า พ่อแม่ญาติพี่น้องก็เห็นด้วยกับหลายหลายอาชีพ. แต่อย่าอคติกับผมนะครับ ทุกอาชีพมีดีหมดแหละครับ แต่ว่าจะเป็นอาชีพในอนาคตของใครๆนั้นผมก็คงให้คำตอบนี้ไม่ได้แน่นอน มาเริ่มเล่าก่อนละกันครับเกริ่นซะยาวเป็นการแนะนำตัวก่อนครับ?   ก่อนจะเริ่มว่าผมเป็นใครมาจากไหนผมขอแนะนำตัวก่อนนะครับ. ผมชื่อโอหรือเพื่อนๆชอบติดปากว่า โอเว่น 555. ยินดีที่รู้จักกับทุกคนนะครับ ว่าแต่ผมจะเริ่มยังไงก่อน เอาเป็นว่าผมเป็นลูกชาวเรียนจบปริญญาตรี ผลึกผันตัวมาเป็น ชาวไร่ชาวนาชาวสวนอีกครั้งหลังจากวิ่งหน้าตามหาฝันสู่เมืองหลวงสักประมาณปี52นานเหมือนกันครับ7ปี สำหรับผมนะ มีรอยยิ้ม น้ำตาและมิตรภาพ ประสบการณ์ชีวิตที่โรงเรียนและมหาลัยไม่ได้สอน ยังไงอย่าเพิ่งเบื่อสิ่งที่ผมพยายามเล่านะครับเป็นประสบการณ์ที่คนๆหนึ่งอยากแชร์มุมมองให้เพื่อนๆพี่ๆน้องๆคิดตามไปกับผม

     
  • Thunpecns

    Thunpecns เวลา 6:46:45 pm on Sunday ที่ 10 April 2016 เพอมาลิงค์ | ตอบ

    มุมมองเปลี่ยนชีวิตเปลี่ยน 

    IMG_1372ธันย์ใช้ชีวิตอยู่ที่โรงพยาบาลที่ประเทศสิงคโปร์เป็นระยะเวลาเกิบๆสองเดือนก่อนกลับประเทศไทย มารักษาตัวต่อเพื่อรอใส่ขาเทียม ที่เมืองไทยทำให้ธันยืได้พบกับชีวิตใหม่มากมายที่น่าค้นหาและจดจำ ซึ่งอาจจะผิดในความคิดของใครหลายๆคนที่คิดว่าธันย์น่าจะเศร้าหรือหดหู่กับชีวิตที่ไร้ขา จริงๆแล้วความเศร้านั้นมีเป็นเรื่องธรรมชาติแต่ “เราเศร้าได้แต่อย่าเศร้านาน” ธันย์ใช้เวลาในการค่อยๆเพิ่มพูนกำลังใจให้กับตนเองโดยการหาความสุขให้ตนเอง หาสิ่งที่เราทำแล้วเรารู้สึกเหมือนเราได้พัฒนา ธันย์เชื่อค่ะว่าขาไม่ได้เป็นอุปสรรคในการใช้ชีวิต มันขึ้นอยู่ที่ใจของตัวเราเองมากกว่า เมื่อธันย์กลับไทยธันย์ได้พบกับพี่ๆที่เขานั่งวีลแชร์เหมือนกัน ธันย์ไม่เคยมองว่าเราแตกต่างกันหรือใครมีศักยภาพที่เด่นหรือด้อยกว่ากัน เพราะทุกคนมีศักยภาพเท่ากันขึ้นอยู่กับว่าใครจะพบมันก่อน ธันย์มองว่าพี่ทุกคนที่นั่งวีลแชร์คือครูที่สอนรุ่นน้องอย่างธันย์ให้พัฒนาไปถึงศักยภาพแบบพี่เขา ทำให้ธันย์มีคติประจำใจว่า “อยากมองว่าตนเองเหนือกว่า ถ้าเรายังไม่ได้ลงมือทำ” #คิดบวก

     
  • Paam Candy เวลา 10:13:12 pm on Tuesday ที่ 29 March 2016 เพอมาลิงค์ | ตอบ

    กลับไปรู้สึก “รัก” ในไดอารี่เล่มเก่า ณ มุมห้องสี่เหลี่ยมสีเทาห้องหนึ่ง มีผู้ชายคนนึงกับไดอารี่เล่มเก่าเล่มนึง ที่เขาอยากจะอ่านเพื่อย้อนกลับไปเจอความรู้สึกเก่าๆ และเรื่องราวๆนึง เขาเริ่มเปิดไดอารี่เล่มเก่าขึ้นอ่าน เขาเปิดหน้าแรกเขารู้สึกตลกลายมือตัวเอง ซึ่งตอนนั้นเป็นช่วงมัธยมต้น ประมาณปี 2552 เขาอ่านไปยิ้มไปหัวเราะไป เขาอ่านไปเรื่อยๆ พอเขาอ่านใกล้จะจบเล่ม สีหน้าเขาไม่ค่อยดีซักเท่าไหร่ เหมือนเสียใจบางอย่างในตอนนั้น พอเขาเปิดอ่านอีกหน้า เขาร้องไห้ออกมา เขาดูเป็นคนอ่อนไหว แล้วเขาก็ปิดไดอารี่เล่มเก่าลง แล้วเขาก็หยิบไดอารี่เล่มใหม่ขึ้นมา ซึ่งเป็นหน้าแรกที่ยังไม่ได้เขียน Story อะไรลงไปเลย เขาเปิดไดอารี่ขึ้นมาแล้วเริ่มเขียนไปว่า ฉันอยากจะรู้สึก “รัก” กับเขาอีกครั้ง ฉันเขียนไดอารี่เล่มเก่าขึ้นมาเพราะว่าฉันมีความรัก ฉันอยากจะเก็บเอาไว้เป็น Memories ระหว่างเรื่องราวของฉันกับเขา มันเหมือนกับในนิยาย ตอนแรกต่างคนต่างไม่ชอบหน้ากันซักเท่าไหร่ อาจคล้ายกับคำว่า “เกลียด” ก็ว่าได้ แต่สุดท้ายก็มารักกันได้แทบไม่น่าเชื่อ เขาเป็นคนเดินเข้ามาในชีวิต มาเติมสีต่างๆ ให้มากกว่าชีวิตสีเทาที่ฉันเป็น เข้ามาเปลี่ยนโลกสี่เหลี่ยม ให้เป็นโลกทรงกลมอย่างคนอื่นเขา เขาเข้ามาเปลี่ยนผู้ชายเย็นชาคนนึง ให้รู้จักคำว่ารัก ทุกวันนี้ฉันยังคิดว่ามันเป็นความฝันอยู่เลย ไม่คิดว่าครั้งนึงจะมีคนรักเราที่เป็นเราแบบนี้ คนที่เงียบ โลกส่วนตัวสูง ชอบทำอะไรคนเดียว ในชีวิตไม่ค่อยตื่นเต้นซักเท่าไหร่ เราคบกันได้ไม่กี่ปี ในแต่ละปี เราเลิกกันบ่อยมาก แต่เขากลับมาง้อทุกครั้ง แต่ฉันไม่เคยง้อเขาแม้แต่ครั้งเดียว จนครั้งสุดท้าย เราเลิกกันด้วยเหตุผลอะไรมากมาย เวลา ความเข้าใจ ความผูกพัน “ระยะทาง”  ทำให้เราจบกับ ณ ตอนนั้น ฉันตัดสินใจหยุดเขียนไดอารี่เล่มนั้นลงด้วย เพราะเรื่องราวในไดอารี่เล่มนั้น มีเรื่องราวเกี่ยวกับเขาทุกหน้ากระดาษ ทั้งที่ไดอารี่เล่มนั้น ยังไม่ถูกเขียนเรื่องราวจนหน้าสุดท้ายเลย หลังจากนั้นเราก็ติดต่อพูดคุยกันอยู่บ้าง แต่ไม่บ่อย ซึ่งเขาก็มีคนใหม่แล้ว แต่ฉันเอง ณ ตอนนั้นยังไม่มีใคร หลังจากนั้นฉันตัดสินใจเลิกติดต่อกับเขา ซึ่งฉันทำใจไม่ได้ คิดว่าการที่เราเลิกรากันไปแล้ว การที่ไม่รับรู้เรื่องราวของกันและกัน น่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด แต่เขาก็ยังติดต่อกลับมาเรื่อยๆ แต่ฉันไม่ได้ติดต่อกลับไปแม้แต่ครั้งเดียว จนมาวันนึงเขาติดต่อมาเป็นครั้งสุดท้าย เขาบอกว่าหลังจากนี้ เขาจะลืมฉัน จะลืมเรื่องราวในอดีตของเรา และคิดว่าเราตายจากกันไปแล้ว

     
c
เขียนโพสต์ใหม่
j
โพสต์ต่อไป / ความคิดเห็นต่อไป
k
โพสต์ก่อนหน้า / ความคิดเห็นก่อนหน้า
r
ตอบกลับ
e
แก้ไข
o
แสดง / ซ่อนความคิดเห็น
t
ไปที่ด้านบนสุด
l
เข้าสู่ระบบ
h
แสดง / ซ่อนความช่วยเหลือ
shift + esc
ยกเลิก