Updates from กรกฎาคม, 2017 Toggle Comment

  • อบรมบุคลากรด้านการท่องเที่ยว

    อบรมบุคลากรด้านการท่องเที่ยว เวลา 8:33:31 pm on Wednesday ที่ 19 July 2017 เพอมาลิงค์ | ตอบ

    โครงการฝึกอบรมบุคลากรทางการท่องเที่ยว ยกระดับการผลิตบุคลากรกลุ่มอุตสาหกรรมท่องเที่ยว เพื่อก้าวสู่ประชาคมอาเซียน 

    ติดตามข่าวสารโครงการฝึกอบรมบุคลากรทางการท่องเที่ยว ยกระดับการผลิตบุคลากรกลุ่มอุตสาหกรรมท่องเที่ยว เพื่อก้าวสู่ประชาคมอาเซียน โดย คณะพัฒนาการท่องเที่ยว มหาวิทยาลัยแม่โจ้  ได้ทาง http://www.blogger.in.th เร็ว ๆ นี้คะ

     
  • chusak_up เวลา 8:56:28 pm on Wednesday ที่ 21 June 2017 เพอมาลิงค์ | ตอบ

    เที่ยวโรงงานเซรามิกส์ประเทศญี่ปุ่น 

    ceramic_japannest

    ไปชมเซรามิกส์ท์ที่เกียวโต

    เกียวโต ประเทศญี่ปุ่น เป็นเมืองหนึ่งที่มีชื่อเสียงมากเรื่องผลงาน เซรามิก มีรูปแบบเฉพาะตัวเรียกว่าเกียวยากิ (Kyo-yaki)ซึ่งถ้ามองภาพรวมแล้วจะเห็นว่าผลงานมีความหลากหลาย แต่ถ้ากล่าวถึงลักษณะงานที่มีความเฉพาะตัวแล้ว จะเน้นการขึ้นรูปด้วยแป้นหมุนซึ่งสามารถทำได้ในระดับบางเฉียบ และการตกแต่งด้วยการวาดด้วยมือที่ละเอียดลออ โดยเฉพาะการใช้สีใต้เคลือบและสีบนเคลือบระบายลวดลายที่เป็นรูปภาพบนรูปทรงภาชนะที่เรียบง่าย อาจเป็นลวดลายที่เกี่ยวข้องกับธรรมชาติหรือเป็นรูปคน ภาชนะต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นจาน ชาม ถ้วย กานํ้าชา เน้นประโยชน์ใช้สอยควบคู่มากับสุนทรียะ ดังนั้นจึงนิยมเผาไฟสูงเพื่อความแกร่งและทนทาน ในปัจจุบันนี้เรียกเซรามิกเกียวโตว่าแบบ Kyo-yaki และ Kiyomizu-yaki ซึ่งนับรวมภาชนะในแถบ พื้นที่วัดคิโยมิสึไปด้วย (Kyoto Kiyomizu ware)

    2017-06-21_2039392017-06-21_204109

    ในโอกาสที่อาจารย์และนิสิตวิชาเอกหัตถศิลป์ (เซรามิก) คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้ไปชมการทำงานเซรามิกที่เมืองเกียวโตและโอซากา จึงขอเข้าชมโรงงานอุนระขุ (Unraku) ที่ก่อตั้งมานาน 125 ปี ประวัติของสถานที่นี้เริ่มจาก อุนระขุ ไซโตะ ที่ 1 (Unraku Saito 1) ผู้ก่อตั้ง Unraku-gama ซึ่งสร้างสรรค์ผลงานเซรามิกตามแบบดั้งเดิมของเมืองเกียวโต และได้ถ่ายทอดฝีมือ ความรู้และประสบการณ์จนมาถึงรุ่นที่ 3 ในปัจจุบัน

    20170621_204400 20170621_204338

    ช่่างปัั้้นสาธิตการขึ้นรูปกาน้ํ้ำชา

    ขั้นตอนการทำงานนั้นเริ่มจาก นวดดินให้หมุนซ้อนทับกันจนมีลักษณะคล้ายกับดอกเบญจมาศญี่ปุ่น แล้วขึ้นรูปด้วย
    แป้นหมุน เมื่อภาชนะทรงตัวได้ดีจึงนำไปแต่งฐาน (Trimming)ซึ่งขั้นตอนนี้ช่างปั้นจะใช้ปลายนิ้วสัมผัสและเคาะฟังเสียงเพื่อ
    ตรวจสอบความหนาที่เหมาะสม เมื่อภาชนะแห้งสนิทก็นำไปเผาดิบที่อุณหภูมิ 700-800 องศาเซลเซียส จากนั้นระบายสีบน
    ภาชนะเผาดิบแล้วชุบเคลือบใส เผา 1,300 องศาเซลเซียส โดยเผาเตาไฟฟ้าเป็นเวลา 3 วัน 3 คืน หากอุณหภูมิมีความต่างกัน

    20170621_204745

    เพียง 2-3 องศา จะทำให้เคลือบมีความหลากหลายจากสีขาวไปถึงสีเขียวอ่อนจางได้ หลังจากนั้นเป็นการเขียนสีบนเคลือบอุณหภูมิตํ่า ซึ่งการเผาอุณหภูมิเท่าใดนั้นขึ้นอยู่กับชนิดของสีช่างปั้นซึ่งเป็นคนเก่าแก่ของอุนระขุได้สาธิตการขึ้นรูปกานํ้าชาให้กับคณาจารย์และนิสิตชมโดยยึดถือรูปลักษณ์แบบดั้งเดิม ขณะที่ช่างอธิบายถึงแต่ละชิ้นส่วนนั้น พบว่ารูปทรงที่ดูเรียบง่ายนี้ต้องอาศัยประสบการณ์และความชำนาญในการปั้นอย่างยิ่ง เริ่มตั้งแต่ตัวกาซึ่งจะต้องมีนํ้าหนักที่พอดี ไม่ใหญ่หรือเล็กจนเกินไป ซึ่งมีขนาดมาตรฐานของทางโรงงาน ระดับของพวยต้องเหมาะสมและติดในองศาที่สามารถเทนํ้าชาได้อย่างสะดวกโดยไม่สูงหรือตํ่าจนเกินไป ด้านในพวยมีที่กรองชาทรงครึ่งวงกลมติดอยู ่ ซึ่งที่กรองนี้ต้องเจาะรูให้พอดีไม่ใหญ่หรือเล็ก

    2010621_205027

    ลวดลายจากสีใต้เคลือบ

    จนเกินไป ส่วนก้นกานํ้าชาจะเว้าเข้าด้านในเล็กน้อยเพื่อให้ตะกอนชาที่หลงเหลือนอนก้นตามเส้นรอบวงด้านใน ลักษณะ
    มือจับด้านข้างเป็นแบบดั้งเดิม ติดตั้งฉากกับพวยกาทำให้เทนํ้าชาได้สะดวก ที่น่าสนใจคือมือจับนี้จะทำไว้สำหรับคนถนัด

    20170621_205104

    เตาเผากาน้ำชา

    ขวาเท่านั้น ทางโรงงานได้ให้นิสิตลองฝึกเขียนลายบนภาชนะเผาดิบด้วย เจ้าของรุ่นที่ 3 ซึ่งมีอายุเฉียดร้อยปี แต่ยังแข็งแรงอยู่ได้นำภาชนะที่ตกแต่งลายนูนสีดำ-ทองมาให้ชม ซึ่งผ่านการค้นคว้าทดลองจนได้รูปลักษณ์สวยงามสมบูรณ์ พร้อมทั้งอธิบายว่า หลักในการทำงานให้ได้ผลอย่างดีเยี่ยมของที่นี่ก็คือ “ความมุ่งมั่นที่จะทดลองทุกอย่างและตรวจสอบอย่างละเอียดลออทุกจุด”แม้ว่าคนรุ่นใหม่มีแนวโน้มจะทำงานแบบดั้งเดิมน้อยลงแต่ทางโรงงานอุนระขุและในพื้นที่ใกล้เคียงยังคงยึดถือแนวทางการทำงานตามขนบเดิมและค้นคว้าพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น พร้อมทั้งเสริมว่า การที่คนเรามีอายุยืนนานโดยมีสุขภาพที่ดีนั้นเกิดจากภายในจิตใจ หากได้ทำงานที่ชอบอย่างมีความสุขแล้ว ก็ย่อมทำให้จิตใจ เบิกบานและร่างกายแข็งแรง

     
  • tiewtookduan

    tiewtookduan เวลา 3:18:45 pm on Friday ที่ 16 June 2017 เพอมาลิงค์ | ตอบ

    Green Season กับ แม่กำปอง - เชียงดาว 

    แม่กำปอง ในหน้าฝนยังคงมีเสน่ห์ในตัวเอง ถึงแม้ผู้คนจะไม่เยอะเท่าหน้าหนาวแต่ก็ดีไปอย่างคือไม่ต้องแย่งถ่ายรูป ไม่ต้องแย่งกิน มองไปทางไหนก็มีแต่ความเขียวชะอุ่ม อากาศที่เย็นตลอดทั้งปี พอฝนตกลงมาก็ทำให้อุณหภูมิช่วงกลางคืนนั้นเย็นลงอีก ขนาดที่บ้านพักไม่มีแอร์แต่ต้องนอนห่มผ้านวมกันเลยทีเดียว

    ……………………………………………………………………………………………………………………….

    1

    หมู่บ้านแม่กำปองในวันธรรมดาที่ไม่ใช่ไฮซีซั่น

    2

    มุมถ่ายรูปยอดฮิตที่ใครมาแม่กำปองต้องมาถ่ายรูป ร้านกาแฟลุงปุ๊ดป้าเป็ง

    3

    ร้านค้าเปิดไม่ครบทุกร้าน เพราะเป็นช่วงกรีนซีซั่น

    4

    ร้านค้าเปิดไม่ครบทุกร้าน เพราะเป็นช่วงกรีนซีซั่น

    5

    ร้านค้าเปิดไม่ครบทุกร้าน เพราะเป็นช่วงกรีนซีซั่น

    6

    บ้านแม่กำปอง ร้านกาแฟและโฮมเสตย์

    8

    มองไปทางไหนก็มีแต่ภูเขา

    9

    วิวบนกิ่วฝิ่น

    10

    จุดชมวิวกิ่วฝิ่น อุทยานแห่งชาติแจ้ซ้อน สามารถขึ้นมาชมพระอาทิตย์ตกได้ อากาศบนกิ่วฝิ่นนั้นเย็นสบายตลอดเวลา ถ้าเป็นช่วงเดือน พ.ย.-ก.พ. คงต้องใส่เสื้อกันหนาวกันเลย

    11

    พระอาทิตย์ตกที่กิ่วฝิ่น

    12

    แสงช่วงก่อนพระอาทิตย์ตกเป็นแสงที่สวยงามมาก

    13

    โบสถ์กลางน้ำ วัดคันธาพฤกษา (วัดแม่กำปอง)

    14

    ร้านกาแฟลุงปุ๊ดป้าเป็ง

    15

    ร้านกาแฟที่แม่กำปองทุกร้านจะมีน้ำตกไหลผ่าน นั่งจิบกาแฟฟังเสียงน้ำตกไปชิวๆ

    16

    ร้านกาแฟลุงปุ๊ดป้าเป็ง

    17

    ร้านกาแฟลุงปุ๊ดป้าเป็ง

    18

    ร้านกาแฟลุงปุ๊ดป้าเป็ง

    19

    ร้านกาแฟลุงปุ๊ดป้าเป็ง

    20

    ร้านกาแฟลุงปุ๊ดป้าเป็ง

    21

    ร้านกาแฟลุงปุ๊ดป้าเป็ง

    22

    ร้านกาแฟชมนกชมไม้

    23

    ร้านกาแฟชมนกชมไม้

    24

    รายการเครื่องดื่มของร้านชมนกชมไม้

    25

    รายการขนมของร้านชมชนชมไม้

    26

    ร้านนี้เหมาะกับทุกคนทุกวัยที่ขึ้นมาจิบกาแฟและชมวิวหมู่บ้านแม่กำปอง

    27

    หมู่บ้านแม่กำปองเมื่อมองจากร้านชมนกชมไม้

    28

    กาแฟและสโคน รสชาติอร่อยใช้ได้

     

    29

    กาแฟและสโคน

     

     

    เชียงดาว ก็เป็นอีกที่ ที่หน้าหนาวนั้นที่พักถูกจองเต็มตั้งแต่ช่วงกลางปี ถึงแม้ในหน้าฝนจะไม่ใช่ฤดูท่องเที่ยวของเชียงดาว แต่บรรยากาศหลังฝนตกนั้นทำให้ความชุ่มชื้นและดอยหลวงเชียงดาวที่เป็นสีเขียวทำให้ดูสบายตาและสดชื่นบอกไม่ถูก บางครั้งการที่ได้นอนดูดาวหน้าบ้านกับอากาศเย็นๆ ก็เป็นวิธีผ่อนคลายความเหนื่อยล้าได้อีกอย่างนึง

    ……………………………………………………………………………………………………………………….

     

    30

    ดอยหลวงเชียงดาวและสายหมอกที่ไหลผ่านตลอดเวลา

    31

    ดอยหลวงเชียงดาวและสายหมอกที่ไหลผ่านตลอดเวลา

    32

    ดอยหลวงเชียงดาวและสายหมอกที่ไหลผ่านตลอดเวลา

    33

    ดอยหลวงเชียงดาวและสายหมอกที่ไหลผ่านตลอดเวลา

    34

    ดอยหลวงเชียงดาวและสายหมอกที่ไหลผ่านตลอดเวลา

    35

    มุมนี้เคยเห็นผ่านในรูป แต่วันนี้ได้มาเห็นด้วยตาของตัวเอง เป็นความรู้สึกที่สวยจนไม่รู้จะบรรยายยังไง อยากให้ได้มาชมด้วยตัวเองจะดีกว่า เพราะทุกคนที่มาบ้านระเบียงดาวจะต้องมาถ่ายรูปตรงนี้

    36

    บ้านระเบียงดาวโฮมสเตย์ จากเดิมมีบ้านทั้งหมด 13 หลัง แต่ช่วงที่ไปนั้นกำลังรื้อถอนออกไป 10 หลัง เพราะทางอุทยานมีคำสั่งให้เหลือแค่โฮมสเตย์ละไม่เกิน 3 หลัง

    37

    บ้านระเบียงดาว A3 เอื้องทราย ราคาในช่วงนี้จะอยู่ที่ 500 บาท/คน โดยรวมอาหาร 2 มื้อ เช้าและเย็น ถ้าเป็นช่วงไฮซีซั่น ราคาจะเพิ่มเป็น 700 บาท/คน

    38

    บ้านนี้นอนได้ถึง 6 คน ภายในมีไฟแค่ดวงเดียว ไม่มีปลั๊กไฟในบ้าน

    39

    ห้องน้ำมีชักโครก แต่ไม่มีน้ำอุ่น น้ำเย็นมากกว่าจะอาบได้นี่ทำใจอยู่แปปนึงเลยล่ะ

    40

    มื้อเย็นจะยกมาเสิร์ฟให้ถึงหน้าบ้าน นั่งทานข้าวไปดูวิวไป ฟินมาก

    41

    ค่าที่พักหลักร้อยแต่วิวข้างหน้าหลักล้านมาก

    42

    แกงจืดแตงกวายัดไส้

    43

    ผัดผักรวม จากผักที่ปลูกเอง ผักสดและกรอบมาก

    44

    น้ำพริกดอย

    45

    ไข่เจียวบนความสูงและวิวหลักล้าน

    46

    ตอนไปถึงฝนตกหนักมาก รอซักพักก็หยุดตก

    47

    หลังจากถ่ายรูปนี้ได้ 5 นาที ฝนก็ตกหนักมาก

    48

    ปิดท้ายด้วยไฮไลท์ของบ้านระเบียงดาว ไก่จะขันตลอดทั้งวัน ไม่ว่ากลางวันหรือกลางคืน ยิ่งช่วงกลางคืนจะขันตั้งแต่เที่ยงคืนเป็นต้นไป หากใครมาเชียงดาวแล้วไม่ได้ยินเสียงไก่ขัน แสดงว่ามาไม่ถึงแน่นอน

     
  • Shin28

    Shin28 เวลา 6:22:48 pm on Wednesday ที่ 14 June 2017 เพอมาลิงค์ | ตอบ

    เมด อิน เจแปน 1 ทริปแอ่วญี่ปุ่นแบบงงๆ 

    kansai…. เมื่อปลายเดือน พฤษภาคม 2560 ที่ผ่านมา จะว่าเป็นโชคดี หรือเพราะโชคชะตา ทำให้ผมได้ไปเที่ยวญี่ปุ่น แบบ กึ่งสำเร็จรูป จะว่าไปเที่ยวก็ไม่เชิง เพราะเป็นงานเก็บข้อมูลพื้นที่ศึกษา…แต่ที่ได้มา ผมว่ามีมากกว่านั้น

        ทริปที่ไปครั้งนี้ ผมทำตัวให้ตื่นเต้นมากๆ พยายามไม่จดจำรายละอียดของพื้นที่ที่ต้องไป เพื่อจะให้รู้สึกได้เต็มประสาทรับรู้  สัมผัสทุกอณูแห่งดินแดนอาทิตย์อุทัยแบบสดๆ ประมาณว่าจะไปดูหนังเรื่องนึง ซื้อตั๋วมั่วๆ แล้วเดินเข้าโรงหนังเลย เพื่อนอีกคนที่มาด้วยกันบอก “ผมเองก็มาแบบตาบอดเลยนะ ไม่ได้เตรียมตัวอะไรสักอย่าง เค้าชวนมาก็มา” ที่สุดเราก็เป็นบัดดี้แบบหายไหน หายด้วยกัน หลงก็หลงด้วยกัน….

    ….ของที่น้องสาวฝากซื้อ ผมเตรียมรูปไว้อย่างดี ใจก็คิดว่าจะไปหาซื้อที่ไหนดีน้อ…เพราะน้องกำชับว่าให้ซื้อในห้างฯนะจะได้ราคาถูกกว่าบ้านเรามากเลย….แต่ที่ที่ผมจะไปน่ะ ใช่เราพักในเมืองก็จริง แต่รุ่งขึ้นอีกวันต้องออกไปพักนอกเมือง ฉะนั้นโอกาสเดียวที่จะได้ซื้อของฝากให้น้องสาวตัวดี….ไม่รู้ว่าวันไหน… ช่วงไหน….อาจจะเป็นมีโอกาสแค่ครั้งเดียวเท่านั้น….

    …..และแล้วคณะของเราก็มาถึงสนามบิน ราวๆสี่ทุ่มของญี่ปุ่น (ตอนแรกผมก็นับนิ้วดูว่า เครื่องบินเดินทางแค่5ชัวโมง แต่ทำไมมาถึงตั้ง4-5ทุ่ม เพราะเราออกจากดอนเมืองราวบ่ายสาม นับยังไ ยังไง ก็ไม่น่าเกินสามทุ่ม ลืมไปว่าเวลาที่ญี่ปุ่นเร็วกว่าบ้านเราสองชั่วโมง) ซึ่งก็ไม่รู้ว่าสนามบินอะไร ผมยืนอยู่ส่วนไหนของเมือง เอาล่ะรู้ว่าโอซากะ แต่มันที่ไหนล่ะ ชาวคณะนำโดย น้องปุ้ม(นามสมมุติ) อาจารย์ประจำภาควิชาท่องเที่ยว จากมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง น้องเค้าดูคล่องแคล่ว สามีเคยพามาญี่ปุ่นหลายหน…ซึ่งต่อจากนี้และตลอดทริป ทั้งผมและทุกคนที่เคยมาญี่ปุ่นครั้งแรกจะฝากชีวิตไว้กับน้องเค้า ลองนึกเอานะครับว่า สมมุติเราเป็นเด็ก อ่านหนังสือไม่ออก แม่พาไปเที่ยว เราก็จะดูว่าแม่ทำอะไรบ้าง…..ไม่รู้ว่าอะไร เป็นอะไร ….ทั้งมึน ทั้งง…รอฟังคำสั่งและดูเพื่อนๆว่าไปไหนกัน หู ตาต้องเร็ว…เพราะกำชับไว้ว่าเรามีเวลาน้อย ต้องไปขึ้นรถไฟให้เร็วที่สุด

    …พอหยิบกระเป๋าได้ก็วิ่งไปขึ้นรถไฟคันเล็กๆ ….ที่จะพาเราไปสถานีรถไฟ ประมาณรถไฟฟ้าบ้านเรา…ลงจากรถไฟเล็ก ก็รีบกรูลงมาที่ชานชาลา มีตู้ขายตั๋วอัตโนมัติ เรียงกันเป็นตับราวๆ สิบกว่าตู้…แม่เจ้า ภาษาท้องถิ่นทั้งนั้นเลย….แต่พอเงยหน้าขึ้นไปดูผังรถไฟ น้องปุ้มแทบตาถลน เพราะมันดูแล้วเข้าใจยาก (จริงๆผมตาถลนกว่าอีกนะ)…ผังรถไฟฟ้า รถใต้ดินบ้านเราดูเป็นเด็กอนุบาลไปเลย ยิ่งชื่อสถานี ยิ่งไปกันใหญ่ นี่ขนาดผมผูกพันกับชื่อภาษาญี่ปุ่นมาเยอะแล้ว มาเห็นของจริงครั้งแรก ก็เข่าอ่อนไปเลย

    หลังจาก น้องปุ้ม ค้นดูชื่อที่พักคืนนี้ สักพักใหญ่ ก็ยังหาไม่เจอ คณะเราต้องรีบขึ้นเพื่อจะไม่ให้ตกรถไฟ รถไฟจะหมดตอนห้าทุ่มกว่าๆ ยิ่งรีบ ยิ่งลนลาน ชาวคณะพยายามสงบสติ ไม่ให้หล่อนรู้….”โทรหาหัวหน้าสิ”  “โทรแล้วค่ะ แกไม่รับสาย…!!!” “อ้ะ เห็นแล้ว ต้องไปลงที่ นัมบะ”  “..มาๆๆๆๆ เอาเหรียญหยอด กดปุ่ม” “….อ้าว  แล้วไงต่อ ทำไมไ่ให้กดล่ะ ” กดไปไฟไม่ติด…ทำไงล่ะที่นี้ ผมพยายามเบียดไปดู คนญี่ปุ่นข้างๆ ว่า เค้ากดอะไรบ้าง…. “อ๋อ ไม่ได้กดปุ่มระบุจำนวนตั๋วนี่เอง” …สุดท้ายกว่าจะควานหาวิธีซื้อตั๋วจากตู้ เล่นเอาเหงื่อตกทั้งๆที่อากาศเย็นสบายมากๆ…และแล้วชาวคณะทั้งเจ็ดชีวิต ก็สามารถขึ้นรถไฟญี่ปุ่นครั้งแรกได้แบบเฉียดฉิว…..ได้ชมวิวโอซากะตอนกลางคืนปลอบใจ…

    …….อ้ะ อ้ะ !!!!! บางคนในคณะตะโกนบอก(ด้วยท่าทาง) คนญี่ปุ่นมีมารยาทครับ เขาไม่คุยกันเสียงดัง…เข้าเมืองญี่ปุ่น ต้องทำตัวญี่ปุ่นตามเมือง  จริงๆ เราต้องลงสถานี เมื่อกี้เพื่อเปลี่ยนเส้นทางครับ อาจารย์….!!!!

    …….ผม (เหวออออออ……ในใจ)…..โปรดติดตามตอนต่อไป

    ขอรับรองว่าเรื่องราวทั้งหมดเป็นเหตุการณ์จริง แม้จะต้องใช้นามสมมุติก็เถอะ**

     
  • Petchaz_

    Petchaz_ เวลา 9:49:45 pm on Sunday ที่ 11 June 2017 เพอมาลิงค์ | ตอบ

    ประสบการณ์โรงแรมแห่งหนึ่งในชะอำ 

    chaeur_imho000213831880589305_big

                                  สวัสดีค่ะ วันนี้จะมาเล่าประสบการณ์ครั้งนึงในชีวิต ที่เคยได้ไปพัก ณ โรงแรมแห่งนึงใน อ.ชะอำ โดยได้วางแผนล่วงหน้ากัน 1 อาทิตย์ก่อนไป ดิฉันและอาสะไภ้ ได้ทำการหาที่พักในเว็บไซต์ต่างๆ แต่ด้วยช่วงนั้นเป็นช่วง High season ทำให้โรงแรมส่วนใหญ่แทบจะไม่มีที่ว่างเหลือสำหรับครอบครัวของเรา จนได้มาเจอโรงแรมนึง ราคาไม่แพง แถมยังไม่ไกลจากสถานที่ท่องเที่ยวมากนัก บวกกับโรงแรมนี้มีห้องว่างเพียงพอกับครอบครัวของเรา จากในรูป โรงแรมค่อนข้างที่จะใหม่ และสวยงามพอสมควร แถมยังมีสระว่ายน้ำ เหมาะสำหรับครอบครัวของเราที่มีเด็กๆมาด้วย

    ” อาคะ โรงแรมนี้เป็นไง สวย ไม่แพง แถมยังมีที่ว่าพอสำหรับพวกเราด้วยนะ “

    ” อื้อ เอาสิ สวยดีนะ บรรยากาศดีจัง มีสระว่ายน้ำด้วยหนิ ดีเลยเด็กๆจะได้เล่นน้ำกัน “

    ” แม่ขาาาา หนูชอบโรงแรมนี้  เราเลือกที่นี่กันนะๆๆ ” หลานสาวตัวแสบออกความเห็นให้โรงแรมนี้อีกเสียง

    ” ตกลงเอาโรงแรมนี้นะคะอา จะได้โทรไปจอง “

    ” อื้อ จองเลย ค่าใช้จ่ายเป็นยังไงค่อยมาบอกนะ “

    ” โอเคค่าาา “

                      หลังจากจองโรงแรมเสร็จ เรียบร้อย แล้วก็มาถึงวันที่เราต้องเดินทาง…

    ” พร้อมกันรึยีง “

    ” พร้อมแล้วค่าาาาาา/คร้าบบบ ” เสียงหลานๆตอบด้วยความตื่นเต้น

     
  • prangthegorgeous

    prangthegorgeous เวลา 1:11:19 pm on Friday ที่ 17 March 2017 เพอมาลิงค์ | ตอบ

    Let me introduce myself :D แนะนำตัวกันก่อนค่า 

    สวัสดีค่ะทุกคน  ยินดีที่ได้ร่วมแบ่งปันและพูดกันนะค้าาา

    เขียนบล็อกครั้งแรก ไม่ราบรื่นมากขออภัยไว้ล่วงหน้านะคะ

    ตั้งใจว่าจะเขียนเรื่องประสบการณ์สมัครแอร์ล่าปีกของเรา จนกว่าจะได้น้า และจิปาถะ บลาๆ

    ตอนนี้ยังไม่ได้เป็นน้า ยังเรียนไม่จบเลยค่ะ แฮ่ๆ แต่ใกล้มากแล้ว

    ^^

    เราเรียนอยู่ปีสุดท้าย เทอมสุดท้าย คณะทางภาษา มหาลัยสีชมพูแถวสามย่านค่า

    ณ วันนี้ที่เรากำลังเขียนเราสมัครไปแล้วถึงสามสายการบิน ตั้งใจจะบันทึกไว้ทุกครั้ง แต่คิดว่าเล่าให้เพื่อนๆทราบด้วยน่าจะเป็นประโยชน์มากกว่า

    เลยนำมาเล่าสู่กันฟัง ซึ่งข้อมูลอาจจะไม่เหมือนกันทุกครั้งที่สมัคร บางอย่างปรับเปลี่ยน เพิ่มหรือลด เพื่อนๆต้องติดตามจากสายการบินโดยตรงน้า

     

    พอแค่นี้ก่อนแล้วกันค่า ติดตามอ่านกันได้นะคะ

     

     
  • KaewZz Mx เวลา 2:13:16 am on Saturday ที่ 4 February 2017 เพอมาลิงค์ | ตอบ

    เที่ยวเชียงใหม่ 5 วัน กับเงิน 5000!!!!!!! 

    สวัสดีค่ะ

    วันนี้เราจะมารีวิวไปเที่ยวเชียงใหม่ 5 วัน กับเงิน 5000 กันค่ะะ ไม่มีอด ไม่มีมาม่าแน่นอนนน!

    (เราไปกับแฟน2คน เฉลี่ยแล้วหมดไปคนละ5000บาทนะคะ)

    เป็นครั้งแรกกับการรีวิว ขาดตกบกพร่อง หรือภาษาไม่สวย ต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยน๊าาา ไม่ถนัดเขียนอะไรแบบนี้ ถนัดพูดสื่อสารมากกว่าค่ะ><

     

    โอเครรร พร้อมแล้ววววว ไปเริ่มกันเลยน๊าาาาา>>>>>>>>

    19/12/59

    ออกเดินทางไปเชียงใหม่ โดย นครชัยแอร์ รอบ 21.30น. เรานั่งแบบ First class 30ที่นั่งนะคะ ราคา 759 บาทค่ะ

    จะถึงเชียงใหม่เวลา 06.15น. (ประมาณ 9 ชั่วโมงค่า) เป็นการนั่งรถทัวร์ไปเชียงใหม่ครั้งแรก ตื่นเต้นมากๆเลยค่ะ หลับๆตื่นๆ เป็นว่าเล่นเลยยย

    แต่โดยรวมถือว่าดีค่ะ สนุกดี^^

     

    20/12/59

    06.25น. ถึงเชียงใหม่แล้วค่าาาาาาาาาาาา รถจอดที่สถานีเดินรถนครชัยแอร์เลยนะคะ ติดกับอาเขตเลย สะดวกมากๆ

    แวะเข้าห้องน้ำ ล้างหน้า แปรงฟัน กินข้าวกันก่อนค่ะ

     

    หลังจากที่เรากินข้าวกันเสร็จแล้ว เราก็เดินไปที่ร้าน Bikky Chiangmai สาขาอาเขต อยู่ใกล้ๆ เดินไปนิดเดียวก็ถึงค่ะ

    เพื่อจะไปเช่ารถมอเตอร์ไซค์ สำหรับใช้ในการเดินทางเที่ยวเชียงใหม่ 5 วันนี้ค่ะ

    รถที่เราเช่าคือ รถ Honda Click i 125 ค่ะ ค่าเช่าวันละ 300 บาท เราเช่า 5 วัน 1500 บาทค่ะ

    ที่นี่ไม่ต้องจ่ายค่ามัดจำรถนะคะ แค่มีบัตรประชาชนไปก็พอค่ะ จ่ายเงินค่าเช่าตอนนั้นเลย

    (ใครอยากได้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเช่ารถที่นี่ ลองเสิชในกูเกิ้ล หรือ เข้าในเฟสบุ๊ก ของทางร้าน Bikky ได้เลยนะคะ รีวิวเยอะมากๆค่ะ)

     

    เมื่อได้รถแล้ว เราก็เริ่มออกเดินทางได้เลยค่าาาาาา

    (อ้ออ ลืมบอก! ทางร้านมีน้ำมันมาให้เราประมาณ3ขีด เราจึงไปเติมเพิ่ม ค่าน้ำมัน 100 บาทค่ะ ได้เต็มถังเลย)

    เรามุ่งหน้าไปอ.เชียงดาว เพื่อจะไปที่บ้านทะเลดาว ดอยหลวงเชียงดาวนะคะ

    อ.เชียงดาว อยู่ห่างจากตัวเมืองเชียงใหม่ ประมาณ 100โล (ไกลมากกกกกกกกกกก) แต่ไม่หวั่นค่ะ เพราะเราอยากมาที่นี่มากๆ><

     

    เดินทางไปได้ประมาณ 30 กิโล เราก้แวะพักคน พักรถ กันก่อนค่ะ

    นั่งกินกาแฟที่ Amazon มองดูดอยหลวงเชียงดาวที่อยู่ไกลลิบๆ แต่ยังมองเห็น5555555

    (ค่าเสียหาย 110บาท)

    เมื่อกินเสดแล้ว เราก็เริ่มเดินทางกันต่อเลยค่ะ หนทางยังอีกยาวไกลลลลลล

     

    (เด๋วมาต่อนะคะ วันนี้แค่นี้ก่อน เป็นการเขียนบล็อกครั้งแรก รีวิวครั้งแรก ยังทำอะไรไม่ค่อยเป็น อยากใส่รูปแต่ไม่รู้ใส่ตรงไหน ขอไปหาข้อมูลก่อนนะคะ แล้วจะมาเขียนต่อค่ะ)

     
  • Saranya Jung เวลา 12:22:35 am on Tuesday ที่ 17 January 2017 เพอมาลิงค์ | ตอบ

    ทัวร์เวียดนามใต้...ประทับใจมิรู้ลืม..จริงๆนะ..จะบอกให้ 

    บันทึกการเดินทางของผม…..

     

    Jetjumenong family tour @ Vietnam(south)

    สาเหตุที่ผมเลือกที่จะท่องเที่ยวที่เวียดนามเพราะ ทางบ้านผมมีเชื้อสายเวียดนาม โดยปู่กับย่าก็พูดเวียดนามได้ด้วย  ประกอบกับประเทศเวียดนามเป็นประเทศที่มีความหลากหลายทางภูมิศาสตร์ และ มีประวัติศาสตร์อันยาวนานในการรวมชาติ ถึง100 ปี ผมจึงถือโอกาสนี้เดินทางไปชมประเทศเวียดนามคับ
    วันที่ 1 มกราคม  2560
                 เราเริ่มเดินทางจากสนามบินดอนเมืองไปยังสนามบินเตินเซินเญิ้ตในช่วงเวลา7:30-9:00 นาที ใช้เวลาเดินทางทั้งหมด 1 ชั่วโมง 30 นาทีโดยสารการบินนกแอร์ ราคาตั๋วใบละ 4100 บาท สาเหตุที่เลือกนกแอร์เพราะว่าได้น้ำหนักฟรีถึง 20 กิโลกรัม แถมได้ขนมและนำ้ ถึงจะขวดเล็กกระจิ๊ดริดก็ยังดีกว่าใม่ได้อะไรเลย เมื่อเทียบกัน air asia ที่ไม่ได้น้ำหนักเและอาหารใดๆเลย
    ซินจ่าว…..ภาษาเวียดนามครับ. …แปลว่า สวัสดีตอนเช้า
    พอลงจากเครื่องปุ๊บ  เราเจอการแสดงดนตรี และ ศิลปะของเวียดนามเสียงดนตรีดังและไพเราะแปลกหู ทำให้ผมรู้สึกตื่นเต้นและตื่นตาตื่นใจ และเริ่มจะประทับใจอยากจะรู้จักกับเวียดนามมากขึ้นซะแว้ว
    หลังจากไปรับกระเป๋าเรียบร้อย  เราจึงติดต่อสอบถามเกี่ยวกับการเดินทางไปยังที่พักซึ่งได้ราคาเหมาจ่ายที่ค่อยข้างแพง เมื่อเทียบกับ คิดตามมิตเตอร์ คือประมาณ250,000 ด๋อง. ( อัตราแลกเปลี่ยนคร่าวๆ 10,000 ดอง= 15 บาท)  แต่ก็ตัดสินใจใช้บริการ เพราะคิดว่าน่าเชื่อถือกว่าไปโบกเอง
     ที่พักเราอยู่ไม่ห่างไกลจากสนามบินมากนักใช้เวลาประมาณ 30 นาที.
    ในคืนแรกเราเข้าพักที่     liberty saigon green view hotel บนถนน  187 Phạm Ngũ Lão, Quận 1, Hồ Chí Minh
    เบอร์โทรติดต่อ +84 8 3836 9522
    โดยเราจองผ่านbooking.com ซึ่งได้ราคาโดยห้อง2คน 1800 บาท กับ3 คนราคา2300 บาท แถมไม่มีเตียงให้ อาหารเช้าก็ไม่มีให้ แต่ห้องนอนค่อนข้างสะอาด และตั้งอยู่ในทำเลที่สะดวกมาก ติดถนนใหญ่และ แหล่งของกิน บริษัททัวร์ต่างๆ   เมื่อถึงโรงแรม เราพักอาบน้ำนอนพักสักพักนึง จึงออกมาหาทัวร์เพื่อเดินทางไปดาลัต และหาอาหารกลางวันกิน
    อาหารจานแรกและ ร้านแรกในเวียดนามของเราอยู่ไม่ไกลมากจากที่พัก เป็นร้านข้างถนนธรรมดาๆ เมนูสเต็กเนื้อ(เศษเนื้อหมัก) กับข้าวพักซอสมะเขือ เสริฟกับเนื้อ(เศษเนื้อหมัก)และขนมเบื้อง เสริฟ คู่จาน ผัก รู้สึกว่าอร่อยมาก หรือเพราะผมหิวก็ไม่ทราบนะครับ
    เมื่อกินเสร็จเราเดินย่อยอาหาร โดยเดินหาทัวร์ที่จะไปดาลัต และ 1  day tour เพื่อไปอุโมงค์กู๋จี และเราก็ได้ทัวร์ของ  บ. sinh tourist ซึ่งราคาก็ไม่แพงมากเกินไป ได้มาตราฐานและ น่าจะปลอดภัยมากที่สุด  เราก็จองรถทัวร์นอนเพื่อเดินทางไปดาลัท จาก บ นี้ด้วยเลยโดยได้เวลาที่จะ ไปยังดาลัต คือ ออกจากฮจิมินห์ ตอน 4ทุ่ม ถึงดาลัท ตี5   ราคาคนละ 190,000 ดอง และได้ทัวร์ไปอุโมงค์กู๋จี ตอนประมาณ 13:00. ค่าทัวร์ คนละ 140,000 ดอง ไม่รวมค่าเข้า อุโมงค์อีก คนละ 110,000 ดอง
                 เมื่อได้ทัวร์แล้วก็อุ่นใจ เราจึงเดินทางกลับที่พัก เพราะแดดร้อนมาก รอจนถึง4โมงครึ่ง จึงออกมาหาอะไรกินต่อ  ร้านแรกที่ผมไปตามหา ตามคู่มือท่องเที่ยวคือ. ร้าน อาหาร Pho 2000 ที่อยู่ตรงข้ามกับ ตลาดเบนถั่น. ซึ่งร้านจะอยู่บนชั้นสอง โดยชั้นแรกเป็นร้าน เบเกอร์รี่ กาแฟ ผมสังเกตุคนส่วนมากจะมากิน ร้านด้านล่างมากกว่า ร้าน pho 2000
    ร้านpho. 2000  ความพิเศษของร้านนี้คือ ประธานาธิปดี บิล คลินตัน เคยมารับประทานเฝอที่ร้านนี้แล้วครั้งนึง.
    เมนูที่ผมชื่นชอบสำหรับร้านนี้ คือ เฝอเนื้อ คับ เนื้อนุ่มมากคับ เท่าที่กินมาในเวียดนาม   ราคาก็ไม่แรงมากพอทานได้ 80,000  ดอง แต่ก็นับว่าแพงกว่าเฝอร้านอื่นๆ นิดหน่อย
    เมื่ออิ่มท้อง เราเดินทาง ไปยัง ตลาด เบนถั่นต่อ ซึ่งสินค้าขายเหมือนๆกัน เราจึงใช้เวลาในการเที่ยวไม่นาน จากนั้นเราจึง เดินทางไป ยัง bitexco financial tower ด้วย taxi
     Bitexco financial tower อยู่ไม่ห่างไกลมากจาก ตลาดเบนถั่นนัก ใช้เวลาประมาณ5 นาที  ความน่าสนใจของตึกนี่คือ เป็นตึกที่สูงที่สุดในเมืองโฮจิมินห์ครับ สามารถมองเห็นวิวเมืองโฮจิมินห์ โดยเฉพาะยามคำ่คืนได้สวยงาม น่าประทับใจมากครับ
    ปกติการขึ้นไปดูวิวบนตึก จะมีค่าเข้าชม คนละ 200,000 ด่อง  แต่ผมไปอ่านรีวิวเจอเทคนิคการขึ้นไปโดยไม่ต้องเสียตังค์ครับ คือให้เข้าไปใช้บริการที่ ร้านอาหาร Alto Heli Bar  จะมีพนักกงาน พาขึ้นลิฟท์ไปบนตึก เกือบชั้นสูงสุด  แต่ทางร้านเค้าก็ฉลาดนะครับ  เค้าต้องให้เราสั่งอาหาร อย่างน้อยคนละ1 รายการ  พวกผมจึงจัด ไอศรีม ราคา แพงที่สุดเท่าที่เคยทานเลยครับ 600,000 ดอง
    หน้าตา ไอศรีมลอยฟ้า ราคา 600,000 ดอง คิดเป็นเงินไทย ก็เกือบ 1,000 บาทเลยทีเดียว แต่หน้าตาไอศกครีมนี้ก็มีความสมราคานะครับ. คือมีเตาตะเกียงสำหรับอุ่นช็อคโกแลต เอาไว้จิ้ม ทานกับไอศรีม และมีผลไม้,เวเฟอร์ไว้ทานแก้เลี่ยนด้วย คุ้มค่ากับราคาที่จ่ายอยู่ครับ ( แต่ต้องบวกรวมค่าวิวด้วยนะครับ)
      หลังจากทานอาหารเย็น และชมวิวจนอิ่มแล้ว เราก็โบกแทกซี่ที่หน้าตึกเลยครับ ทีนี้เราลองบอกว่าจะเอาตามมิเตอร์ ดู. ปรากฏว่า ค่าแท็กซี่แค่ 30,000 ดองเท่าน้น เมื่อเทียบกับตอนขามาเราเหมาจ่ายไป 150,000ดอง  ถึงได้รู้ตัวว่าโดนหลอกแล้ว. ดอกแรกวันแรกในเวียดนาม. แพงกว่าปกติ 5  เท่า ทำไปได้!   แต่ก็ทำให้เราระมัดระวังตัวในการเรียกtaxi มากขึ้น. ทุกครั้งต้องย้ำ ว่ามิเตอร์ ๆๆ
    วันที่ 2 มกราคม 2560
              เราตื่นเช้าอากาศไม่ร้อนมากเพราะเป็นช่วงเช้าครับ  วางแผนว่าจะหาอะไรทานที่ ตลาดเช้าเบนถั่น  แต่ถูกตัดกำลังด้วยแบงหมี่กับเฝอข้างทางซะงั้น  หลังจากนั้นเราจึงเดินทางไปยัง notre dame square กับ ไปรษณีย์กลาง. .
    บรรยายกาศร้านเฝอและแบงหมี่ข้างทาง ราคา 20,000  และ 10,000 ด่อง ก็พอรับประทานได้ครับ แต่ไม่อร่อยมาก แบงหมี่แข็งและไส้น้อยไปหน่อย.  ส่วนเฝอก็สมราคาครับ สกปรกเล็กน้อย แต่ลองกินบรรยากาศดูเท่านั้นครับ. (แบงหมี่เป็นขนมปังฝรั่งเศสที่มีใส้เป็นผักและเนื้อ )
    .
    หลังอาหารเช้า เรามีแผนจะไปเยี่ยมชมที่ว่าการไปรษณีย์กลาง( Main post  office of Vietnam)  และ โบสถ์นอร์ตเทอดัมวิหารนอร์เทรอดามแห่งโฮจิมินห์ซิตี้. ( Nortre dam ) ทั้งสองแห่งนี้ เป็นหนึ่งในมรดกของเมืองจากยุคอาณานิคมฝรั่งเศส ชาวฝรั่งเศสนำศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกเข้ามาสู่โฮจิมินห์ซิตี้ ดังนั้นพวกเขาจึงต้องสร้างโบสถ์ขึ้นไว้สำหรับชาวอาณานิคมเพื่อทำกิจทางศาสนา
    ไปรษณีย์ ของ เวียดนามก็มาจากฝรั่งเศสเช่นกัน สิ่งที่สำคัญและเป็นที่เชิดหน้าชูตามาก ที่ทำให้สถานที่ทั้งสองแห่งนี่เป็น  The must see in Vietnam เพราะว่าคนออกแบบตึก เป็นบุคคลเดียวกับคนที่สร้างหอไอเฟลที่ฝรั่งเศส นั่นคือ คือ กูฟสตาฟ ไอเฟล  นั่นเอง.
    บสถ์นอร์ทเธอดาม (Notre Dame Cathedral) 

    ตั้งอยู่บริเวณกลางเมือง บนถนน Han Thuyen ได้รับการก่อสร้างตั้งแต่ปี พ.ศ. 2420 ใช้ระยะเวลาการสร้าง 6 ปี โบสถ์นี้ไม่มีการประดับด้วยกระจกสีเหมือนโบสถ์คริสต์ที่อื่น เพราะได้รับความเสียหายจากสงครามโลกครั้งที่ 2 สำหรับโบสถ์แห่งนี้ได้รับการยกย่องว่ามีความงดงามมากที่สุดแห่งหนึ่งใน เวียตนาม โดยในแต่ละวันมีนักท่องเที่ยวมาเยือนมากมาย ลักษณะของตัวโบสถ์เป็นรูปแบบของสมัยอาณานิคม มีหอคอยคู่สี่เหลี่ยมอยู่ด้านบนสูง 40 เมตร เป็นเอกลักษณ์ที่งดงามของโบสถ์แห่งนี้ ด้านหน้าโบสถ์มีรูปปั้นขนาดใหญ่สีขาวเด่นเป็นสง่าของพระแม่มารี นักท่องเที่ยวนิยมเข้ามาชมกันมาก เพราะเป็นเสมือนสัญลักษณ์ร่วม อันหมายถึงการเข้ามาของตะวันตก และเป็นสัญลักษณ์ที่สำคัญอย่างหนึ่งของโฮจิมินห์

    ไปรษณีย์กลางโฮจิมินห์(Main Post Office) 
    ตั้ง อยู่บริเวณใจกลางเมืองโฮจิมินห์ ใกล้กับโบสถ์นอร์ทเธอดาม ได้รับการก่อสร้างขึ้นเมื่อ ปี พ.ศ. 2439 เสร็จในปี พ.ศ. 2444 มีการออกแบบและก่อสร้างในสไตล์ฝรั่งเศสและได้รับการออกแบบตกแต่งอย่างงดงาม ด้วยกระจกสี เป็นไปรษณีย์ที่ใหญ่ที่สุดในเวียตนาม มีความโอ่โถงและอ่อนช้อยทว่ามั่นคง จนทำให้นักออกแบบมากมายต้องมาศึกษาเรียนรู้เกี่ยวกับการออกแบบตกแต่งอาคาร แห่งนี้ ภายในตัวอาคารมีการระดับภาพแผนที่ทางทะเลโบราณ และภาพของอดีตผู้นำประเทศโฮจิมินห์ มีการบริการทั้งการส่งจดหมาย แสตมป์เพื่อการสะสม โปสการ์ด โทรศัพท์ระหว่างประเทศในอัตราค่าบริการมาตรฐาน

                   หลังจากนั้น เราเดินทางไปพิพิธภัณท์สงคราม ค่าชมเพียงคนละ20,000ดอง  เท่านั้น  ภายในอาคาร จัดแสดงเครื่องมือการรบและอาวุธต่างๆ ในสมัยสงครามเวียดนาม พร้อมทั้งภาพถ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวกับการปกป้องประเทศการเสียสละเลือดเนื้อของชาวเวียดนามหลายอย่างเช่น ภาพการถูกทรมาน ด้วยวิธีต่างๆ และ ภาพประชาชนที่ถูกฝนเหลืองทำให้ร่างกายมีความผิดปกติ  ซึ่งฝนเหลือง (Agentนี้ orange) เป็นสารกำจัดวัชพืช ขนาดเข้มข้น ที่สหรัฐได้โปรยลงทางเครื่องบิน และโปรยบนตามทางราบ เพื่อทำลายคนเวียดนาม  ปัจจุบัน พบว่ามีชาวเวียดนามราว 3 ล้านคน ที่ได้รับผลกระทบ เกิดปัญหาสุขภาพ รวมทั้งเด็กๆ อีกราว 150,000คน ที่เกิดมาพิกลพิการ โดยเชื่อว่าเป็นผลเกี่ยวเนื่องมาจากการได้รับสารไดออกซิน จากรุ่นพ่อ และหรือรุ่นปู่ตั้งแต่สงคราม
    และปัจจุบันยังคงมีสถานที่อีกหลายแห่งที่ยังพบระดับควาเข้มข้นของสาร ไดออกซินที่ยังอยู่ในระดับที่ยังเป็นอันตรายอยู่ ซึ่งทางการสหรัฐก็ได้ให้ความช่วยเหลือในการกำจัดสารพิษเหล่านี่ด้วย
                ภาพเหล่านี้ทำให้ผมรู้สึกหดหู่ใจเป็นอย่างยิ่ง รู้สึกว่าสงสารประชาชนที่ไม่รู้เรื่องรู้ราว ต้องเป็นเหยื่อของสงคราม พวกเค้าไม่สามารถเลือกทางเดินชีวิตของเขาเองได้เลย อยู่ดีๆ ก็ต้องมาตาย บางคนก็พิการ เด็กบางคนก็ต้องกำพร้าพ่อแม่ ไร้ครอบครัว  สงครามมีแต่ความสูญเสีย มิทำให้เกิดอะไรดีขึ้นมาเลยนะครับ  และรู็สุกว่าประเทศไทยเรานี่ โชคดีมากที่ไม่ได้โดนเหมือนคนเวียดนามนะครับ

    ภาพเด็กที่เกิดมาพิการ ช่วยเหลทอตัวเองไม่ได้ พ่อแม่ต้องดูแล เกิดเป็นปัญหาทางสังคมและเศรษฐกิจ

    ช่วงบ่าย เราเดินทางไปอุโงค์กุจิ

    อุโมงค์กู๋จี (Củ Chi tunnels) เป็นเครือข่ายอุโมงค์ใต้ดินที่เชื่อมถึงกันในอำเภอกู๋จีในไซ่ง่อน(โฮจิมินห์)  และเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายอุโมงค์ขนาดใหญ่ที่เชื่อมต่อพื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศ ระยะทางรวมยาวถึง 200  กิโลเมตร) อุโมงค์กู๋จีเป็นที่ตั้งของการทัพหลายครั้งระหว่างสงครามเวียดนามและเป็นฐานปฏิบัติการของเวรยดกง เมื่อครั้งการรุกเทศกาลตรุษญวนในปี ค.ศ. 1968

    อุโมงค์ดังกล่าวถูกใช้โดยกองโจรเวียดกงเป็นจุดซ่อนตัวระหว่างการปะทะ เช่นเดียวกับเป็นเส้นทางสื่อสารและเสบียง โรงพยาบาล สถานที่เก็บอาหารและอาวุธและที่พักอาศัยของนักสู้กองโจรจำนวนมาก ระบบอุโมงค์ดังกล่าวมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อเวียดกงในการต่อสู้กับทหารสหรัฐ จนกระทั่งสหรัฐต้องถอนกำลังทหารออกจากเวียดนามใต้ในที่สุด

    เวียดกงได้รับชัยชนะอย่างงดงามในปี พ.ศ. 2506 เมื่อสามารถสร้างความสูญเสียอย่างมากต่อทหารเวียดนามใต้ เวียดกงยังมีส่วนร่วมสำคัญต่อปฏิบัติการรุก โดยเข้าโจมตีอำเภอและเมืองต่างๆ ของเวียดนามใต้ เมื่อต้นปี พ.ศ.2511 ในเวลาต่อมากองทัพประชาชนเวียดนามเหนือ ได้เข้ามามีบทบาทแทนที่เวียดกง จนสิ้นสุดสงครามใน ปีพ.ศ. 2518 เวียดนามรวมตัวกันได้เป็นหนึ่งเดียว เวียดกงจึงลดบทบาทลง โดยหลังสงคราม ทหารเวียดกงที่เหลือได้ถูกรวมเข้ากับกองทัพประชาชนเวียดนาม

    ปัจจุบันมีการเปิดสมรภูมิเลือดแห่งนี้ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว โดยมีเจ้าหน้าที่พาเดินไปยังจุดสำคัญและสามารถมุดลงไปถึงชั้นสามของอุโมงค์ เส้นทางคดเคี้ยวและมืดมาก แม้ว่าจะมีการปรับปรุงให้สว่างขึ้น ส่วนบริเวณโดยรอบของอุโมงค์แห่งนี้ ยังคงเหลือซากแห่งสงคราม อาทิ รถถัง เครื่องบิน วัตถุระเบิด และหลุมระเบิดขนาดใหญ่ซึ่งกลายเป็นบ่อเลี้ยงปลาไปแล้ว(ข้อมูลจากจากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี)

    ภาพบรรยายากาศอุโมงค์กุจิ
    เสร็จจากการเยี่ยมชมเราก็เดินทางไปกินข้าวที่ร้านอันงอนและกลับไปยัง บริษัททัวร์เพื่อไปยัง ดาลัตต่อโดยไม่ได้อาบน้ำเลย ทำให้มรู้สึกเหนียวตัวมาก พอรถมารับ เราก็เข้าไปนอนเลย โดยการเดินทางไปดาลัตจะต้องขับขึ้นเขา ซึงสูงจากระดับน้ำทะเลไป1500 เมตร และจะแวะให้ พัก อยู่1 ที่ให้เข้าห้องน้ำทานอาหาร ก่อนจะถึง ดาลัต.
    ภาพกาแฟของเวียดนามที่เป็นกาแฟสด และในการดื่ม ต้องใช้เวลาในการดื่มเล็กน้อย รสชาติคล้ายกับ ลูกอมกาแฟบ้านเราเลยคับ
    วันที่ 2 มกราคม 2560
    On 2 January  2560
                 เราถึงดาลัตตอน ตี 5:10 นาที กับสภาพอากาศที่แตกต่างจากโฮจิมินห์โดยสิ้นเชิง มันช่างหนาว สบายมากๆเลยครับ เราเดินตามหาที่พักสำหรับในคืนที่สองกันสักพักใหญ่จนถึง6โมงเช้า โดยเดินทางเท้าไปยังถนนแถวๆ ตลาดดาลัต เพราะละแวกนั้นมีโรงแรมอยู่มาก แต่สุดท้ายเราก็มาเลือกเข้าพักที่ โรงแรมของ บ sinh tourist เช่นเคยเพราะว่า พรุ่งนี้ เราต้องเดินทางไป มุยเน่ ในตอน7 โมงเช้า จึงคิดว่าพักที่โรงแรมของ Sinh tourist เลยจะสะดวกกว่าไม่ต้องขนกระเป๋าไปมาให้ยุ่งยาก และจะได้ตื่นสายหหน่อย ไม่ต้องรีบ และราคาค่าห้องก็ไม่แพงมากนัก เหมาะสมเป็นที่สุด
    หลังจากหาที่พักได้เรียบร้อยแล้ว เราก็ออกหาอาหารเช้าประทังความหิวซะหน่อย. อาหารเช้าของเราตกกับเฝอกับแบงหมี่อีกเช่นเคย  แล้วเราจึงเดินทางไปยังที่พักที่ได้จองไว้ คือ  Minh Tam hotel เมื่อรถวิ่งเข้าสู้ประตูของโรงแรม ผมตื่นตาตื่นใจกับบรรยากาศของโรงแรมมาก เป็นโรงแรมที่สวยงามมาก และผมก็ชอบมันเลยทันที และเกือบจะหลงรักมันซะแล้ว แต่ก็มีเหตุให้หมดรักไปเลย ทำไมถึงหมดรัก ต้องติดตามตอนต่อไปครับ (และกรุณาจำชื่อโรงแรมให้แม่นๆๆนะครับ. Minh Tam hotel  at Dalat)
               บริเวณรอบๆโรงแรมเต็มไปด้วยดอกไม้นานาพรรณ บานสะพรั่งสวยงาม  และป่าสน อากาศเย็นสบายราวๆ 14-17 องศา เหมาะกับการนอนพักผ่อนอย่างยิ่ง บ้านที่เราจองเป็นบังกะโล 2  ชั้น ผมได้นอนชั้นใต้ดิน( รู้สึกถึงความเป็นส่วนตัวมากๆๆ  เหมาะกับการนั้งสมาธิซะจริงเลย )หลังจากเก็บรูปไปซะรอบโรงแรมแล้ว ผมหลับยาวตั้งแต่10โมง ถึง บ่าย2 เลยทีเดียว
     
     
    หลังจากพักผ่อนนอนหลับสูดอากาศกันจนเต็มปอด มีกำลังวังชาแล้ว. เราก็ออกไปหาของกินกันที่ตลาดดาลัท  ซึ่ง ก็ฝากท้องไว้กับพี่. taxi พาเราไปกินร้านอาหารอร่อยของดาลัต แต่ผมจำชื่อไม่ได้  ซึ่งไม่ผิดหวังจริงๆ อาหารอร่อยใช้ได้เลยทีเดียวและ ราคายังสบายกระเป๋าอีกด้วย
     
    กินเสร็จเราเดินทางต่อไปยังตลาดดาลัต เราเดินได้สักพักนึงจึงเดินทางกลับโรงแรมเพราะ สินค้าดูไม่ค่อยน่าสนใจซักเท่าใดนัก เราก็กลับโรงแรม หวัง…..ว่า….จะนอนอิ่มอร่อยมีความสุขสมกับที่ข้ามน้ำข้ามทะเลมหาเธอ……ดาลัท
    วันที่3 มกราคม 2560
    ผมตื่นเช้ามากับเสียงดังที่ว่า….. กระเป๋าข้อยหาย ซึ่งเป็นเสียงของ ปู่ กับ ย่าของผม ซึ่งผมก็ไม่ได้สนใจอะไรมาก เพราะ แกมักจะลืมของไว่ที่ไหนสักแห่งในห้องบ่อยๆ
    จนกระทั่งผมก็หามือถือของตัวเองไม่เจอ  ผมจึงคิดว่าจะเดินออกไปที่ห้องอาของผม ที่อยู่อีกห้องนึงติดกัน.พอ ผมเปิดประตูออกไปผมก็เจอกระเป๋าของปู่กับย่าที่โดนรื้อของออกไปเหลือเพียงยาที่อยู่ในกระเป๋า แต่ …..กระเป๋าตังค์และ มือถือผม หายไปแล้ว……..โอ้ว แม่เจ้า อะไรกันนี่.  มันช่างน่าประท้บใจเสียนี่กระไร….. ดาลัท
                      ช่างเป็นเช้าที่วุ่นวาย กับหัวขโมยที่มาขโมยของของเราในยามค่ำคืน เรายื่นคำร้องกับเคาเตอร์โรงแรม แต่กลับไม่ได้ความสนใจและไม่ขอรับผิดชอบอะไรทั้งนั้น  พร้อมกับตกท้ายด้วย คำว่า… อย่าไปแจ้งตำรวจนะ เพราะจะทำให้โรงแรม เสียหาย และขู่ว่า โรงแรมเค้ามีทหารคุมอยู่ ถ้าเอาเรื่อง พนักงานเค้าจะเดือดร้อน และเราก็จะเดือดร้อนและเสียเวลาด้วย…..ช่างมีนำ้ใจเป็นห่วงนัท่องเที่ยวจริงๆนะ…. เฮ้อ
                             เรานั่งทบทวนกันคิดว่า ขโมยคงจะเข้ามาตอนตี 2 เพราะปู่ตื่นขึ้นมาเข้าห้องน้ำ และไปหลับต่อตอนประมาณนั้น  ปู่ก็ได้เห็นเงาลางๆในห้องน้ำ  แต่นึกว่าเป็นผมเข้าห้องน้ำจึงหลับต่อ  แต่ดีแล้วที่ปู๋คิดว่าเป็นผม จึงไม่ตื่นขึ้นมาโวยวาน ผมนึกภาพไม่ออกว่า ถ้าปู่ตื่นขึ้นมา ขโมยจะทำอย่างไรกับปู่. คิดแล้วก็สยองขวัญนะครับ.  และประเด็นที่น่าสังเกตุอีกอย่างคือ ประตูห้องก็ล็อคอีกด้วยตอนก่อนที่ผมจะเปิดประตูไปหาอา แสดงว่า คงจะเป็นคนในโรงแรมนั้นแหละที่ทำได้เพราะประตูต้องล๊อคด้วยกุญแจเท่านั้น และคนในแรมที่เห็นเราก็มีเพียงแค่ไม่กี่คน อีกด้วย เพราะงั้นจึงอยากให้ เพื่อน พี่ๆ และนักท่องเที่ยวทุกคนระวังตัวกันด้วยนะคับ
                ทิปวันนี้คงจะเริ่มต้นไม่ได้ดีสักเท่าไหร่ เราเดินทางไปยังสถานีตำรวจ…….. เป็นสถานที่เที่ยวแรกในทรีปของเราในดาลัท เพื่อลงบันทึกประจำวัน
                     พวกเราลงความเห็นกันว่าจะขอแค่ลงบันทึกประจำวันเท่านั้น แค่อยากจะให้ทางตำรวรับรู้ว่าที่โรงแรมแห่งนี้ไม่มีความปลอดภัย โปรดให้ความใส่ใจในการดูแลเพื่มขึ้นด้วยเถิด เราไม่อยากจะเอาเรืองเอาราวอะไร เพราะว่ามันจะทำให้เราเสียเวลาท่องเที่ยวไปเลย1วัน และอาจจะไม่ปลอดภัยสำหรับคนต่างถิ่นอย่างเรา เงินก็เสียไปแล้ว ช่างมัน ขอเอาชีวิตปลอดภัยก็พอครับ
              เราจึงเดินทางท่องเที่ยวตามโปรแรมเดิมที่ เราวางแผนไว้คือ.  1.สถานีรถไฟเก่าดาลัตก่อน ต่อด้วย 2.การนั่งกระเช้าชมวิวไปยัง 3.วัดจุ๊กลัม เดินทางต่อไปเล่นโรลเลอร์โคสเตอร์ที่4.น้ำตกดาลัตดา โดยมีค่าเข้าชม คนละ30,000ด่องโดยไม่รวมค่าเล่นโรลเลอร์โคสเตอร์อีก 40,000 ด่อง ซึ่งคุ้มค่ากับความตื่นเต้น 5.เยี่ยมชมสวยงามของพระราชวังฤดูร้อนของพระเจ้าเบ๋าได้ มีค่าเข้าชม 20,000 ด่องและมันก็ไม่มีอะไรเลย 6. ไปดูหุบเขาแห่งความรัก หลังจากเดินทางมาทั้งวันเราก็รู้สึกเพียงพอต่อการท่องเที่ยว เราจึงเดินทางไปซึ้อของที่ big c ของดาลัตและก็เดินทางกลับไปยังsinh tourishเพื่อไป check in เข้าพัก   ซึ่งทั้งหมดของการเดินทางเราเหมาพี่Taxiตั้งแต่ 8.00 -16.00. สนนราคา 700,000 ดองครับ โดยสถานที่ส่วนใหญ่อยู่ไม่ไกลกับมากนัก.
    หลังเก็บของและพักผ่อนสักพัก เราก็ออกมารับประทานอาหารต่อ ใกล้ๆกับ sinh tourish รสชาติ อร่อยเลยทีเดียวโดยเฉพาะ ซุปกระดูกหมู Artichoke  กับผัดพริกหยวก   (Artichoke  เป็นพืชที่ปลูกมากในเมทองดาลัท เป็นของฝากที่ขึ้นชื่ออย่างหนึ่งของดาลัท  เอามาทำเป็น กาแฟ ชา และใส่ในซุปได้ทั้งนั้น มีประโยชน์ที่โดเด่นคือ ลดไขมันในเส้นเลือดได้ดีมาก และบำรุงตับ ) เสร็จจากการกินข้าวแล้ว เราก็เดินทางไปตลาดดาลัตต่อ เพื่อซื้อของฝาก.  และหนึ่งในนั้น ก็ไม่พลาดที่จะซื้อ Artichoke ครับ เสร็จจากนั้นเราจึงเดินทางกลับไปนอนเพื่อเอาแรงในวันพรุ้งนี้.
    ภาพสถานีรถไฟเก่าดาลัต ลดเย็น สบายมากคับ เป็นสถานีรถไฟที่สวยที่สุดในอินโดจีน เลยทีเดียว ผมคิดว่าคงขี้โม้ไปนิดนึง
    ภาพบรรยายกาศการนั่งกระเช้าไปยังวัด truc lam pagoda โดยใช้เวลาประมาณ 15 นาที และ เราสามารถเลือกไปกลับ 60,000 ด๋อง หรือ เที่ยวเดียวราคา 50,000 ด๋อง ก็ได้
    ภาพบรรยากาศ พระราชวังเบาได๋
    ความสำคัญคือ เป็นราชวงศ์สุดท้ายของเวียดนามหลังจากการรวมประเทศของโฮจิมินห์ หลังจากทรงหมดอำนาจจึงเสด็จไปอยู่ประเทศฝรั่งเศล.
    บรรยากาศที่น้ำตก ดาลัตตา
    โลเลอร์โคสเตอร์ที่น้ำตกดาลัตตา รู้สึกสนุกมากคับ
    หลังจากกท่องเที่ยวชื่นชมธรรชาติในเมืองดาลัทเสร็จ เราก Check in เข่้า รร sinh tourist เก็บของและพักผ่อนสักพัก เราก็ออกมารับประทานอาหารต่อ ใกล้ๆกับ sinh tourish รสชาติ อร่อยเลยทีเดียวโดยเฉพาะ ซุปกระดูกหมูอติโชก กับ พัดพริดหยวก .เสร็จจากการกินข้าวแล้ว เราก็เดินทางไปตลาดดาลัตต่อ เพื่อซื้อของฝาก.เสร็จจากนั้นเราจึงเดินทางกลับไปนอนเพื่อเอาแรงในวันพรุ้งนี้.
    วันที่ 4. มกราคม 2560
    เราเปิดท้องด้วย เฝอกับแบงหมี่ของโรงแรมเช่นเคย. เรา chack out และเดินทางต่อไปยังมุยเน่. เกือบตลอดเส้นทางเป็นเส้นทางลูกรัง เรานั่งไปสักครึ่งทางก็หยุดพักและไปต่ออีก ทั้งหมดใช้เวลา 4 ชั่วโมงในการเดินทางถึงที่พักซึ่งก็เป็นโรงแรมของ sinh tourist  อีกครั้งชื่อว่าโรงแรมมุยเน่รีสอร์ต เพราะอยู่ติดกับ บริษททัวพอดี. ค่าโดยสารไปมุยเน่ คนละ119,000ด่อง
    จากประสบการณ์ผมคิดว่าห้องพักที่รีสอร์ทแห่งนี้  ห้องมีขนาดเล็กเกินไปไม่คุ้มค่ากับราคาที่จ่ายไปซักเท่าไหร่  ทางเดินก็ไม่เหมาะกับผู้สูงอายุอีกด้วยและสุดท้ายคือ โรงแรมอยู่ห่างไกลจากแหล่งท่องเที่ยวมาก
    เสร็จจากการ check in นำของเข้าห้อง และนอนเต็มอิ่ม ไปสักพักใหญ่ จึงออกมากินอาหารใกล้ๆ กับโรงแรม ซึ่งไม่อร่อยเลย และแถมราคาแพงอีกด้วย.กินเสร็จเราก็เดินทางไปนอนเล่นต่อ ที่โรงแรม  และออกมาสอบถามทัวพาเที่ยวมุยเน่ต่อ จนได้ ทัวที่อยู่ตรงข้ามกับโรงแรมในราคาที่ไม่แพงมาก ราคาเหมา550,000ด่อง เป็นรถ Jeep แบบมีกระจกและที่สำคัญต้องตื่นตี4เพื่อไปทะเลทราย !
    หลังจากนั้นเราจึ’เดินทางหาของกินโดยเราไม่มีข้อมูลอะไรเลย พี่ taxi  จึงพาขับไปเรื่อยๆ จนสุดทาง และเราก็จะเดินกลับไปยังที่พัก แต่ระหว่างทางเจอร้านอหารแห่งหนึ่งมีเพลงร้องสดด้วย จึงแวะฟังเพลง และ นั่งกินไอติมกัน สักพัก นึง ซึ่งนักดนตรีก็ร้องเสียงดีเลยทีเดียวและก็นั่งtaxi กับที่พักนอน เอาแรงต่อในวันพรุ่งนี้
    วันที่ 5 มกราคม 2560
    On January 2560
    เราเริ่มเดินทางไปยังทะเลทรายขาวก่อน ในช่วงตี4. เมื่อถึงทะเลทรายขาว ก็จะให้เราเลือกว่าจะเดินทางเท้าหรือ นั่งรถไปจุดชมวิว. ซึ่งต้องเสียเงินอีกต่อนึงประมาณ150,000ด่อง. เราจึงเลือกเดินเอา. เราใช้เวลา ในการชม และถ่ายรูปไปสักใหญ่ก่อนที่อากาศจะร้อนไปกว่านี้. เราจึงเดินทางต่อไปยังทะเลทรายแดง หมู่บ้านชาวประมง และแฟร์รีสตรีม จบการท่องเที่ยวของ มุยเน่ จึงกลับไปที่พักนอนหลับและผมก็เดินเล่นรอบๆโรงแรม เพราะวันนี้จะเดินกลับโฮจิมินในช่วงบ่ายโมง.
    ภาพบรรยากาศที่ ทะเลทราย ขาว(white sand dune)
    อากาศเย็นสบายมากคับในช่วงเช้า ทรายเย็น มีลม ไม่มีแดด แต่เดินยากหน่อยคับ วิวสวยมาก ประทับใจคับ เราสามารถ ที่จะเลือก นั่งรถ ในราคา 150,000 ด๋อง หรือ เดินเอาก็ได้ โดยไม่มีค่าใช้จ่าย
    บรรยากาศ หมู่บ้านชาวประมง  เป็นทะเลที่ชาวประมงมาเอาปลาขึ้นฝั่งและ มีเรือกระด้ง เป็นเรื่อที่มีลักษณะพิเศษไม่เหมือนที่อื่น
    บรรยายกาศ ทะเลทรายแดง(red sand dune) ร้อนมากคับ คนก็เยอะด้วย ถ่ายรูปเดียวและก็กลับเลยคับ
    พอถึงเที่ยงเรา check out ออกจากโรงแรมนั่งรถกลับโฮจิมินโดยรถทัวร์นอน.
    ผมพบปัญหาที่ว่า ปู่ กับย่า อายุ  775 ของผมได้ที่พักชั้น2 ผมจึงของเปลี่ยนที่นอนให้อยู่ชั้น1 แต่ทางทัวร์ ให้ไปขอทางผู้โดยสารเอง โดยไม่ให้ความช่วยเหลือใดๆ ทั้งสิ้น และยังโดน คนขับรถ ด่าเสียอีก. ช่างเป็นคนที่ไม่มี นำ้ใจจริงๆ. ประท้บใจอีกครั้ง…..เวียดนาม
     เรามาถึงโฮจิมินห์ตอนราวๆ18.00 น  เรา check in เข้าโรงแรม ที่อยู่ใกล้ๆกับ sinh tourish ชื่อโรงแรมคือ a25 hotal ซึ่งก็มีพนักงานที่พูดไทยได้ดีอีกด้วย. เรานำกระเป๋าไปเก็บในห้องและเดินทางไปหาของกินต่อที่ ร้าน     “Wrap  and rollและก็เดินเล่นในตอนกลางคืนแถวๆ ศาลาว่าการนครโฮจิมิน ซึ่งรายล้อมไปด้วยร้านอาหาร กลุ่มวัยรุ่น ห้างต่างๆมากมาย. เราใช้เวลาในการเดินและถ่ายรูปกันสักเล็กน้อยก่อนเดินทางกลับไปนอน ต่อที่โรงแรม เพราะพรุ่งนี้ต้องกลับ กรุงเทพ
    (A25 hotal ถ้าเช็ดอินหลัง6โมง จะลดให้30% ซึ่งเหมาะมากสำหรับนักท่องเที่ยวที่พักเพื่อรอขึ้นเครื่ออย่างมาก )
    บรรยากาศศาลาว่าการกรุงโฮจิมิน ป_เย็นสบาย รายล้อมไปด้วย ห้างและ ร้านอาหาร วัยรุ่น จำนวนมาก
     0็_
    _
    บรรยากาศ หมู่บ้านชาวประมง  เป็นทะเลที่ชาวประมงมาเอาปลาขึ้นฝั่งและ มีเรือกระด้ง เป็นลักษณะพิเศษ
    สรุปการท่องเที่ยวเวียดนาม.
    ส่วนตัวผมแล้ว จากที่ได้เที่ยวชมมาในเวียดนามใต้ เน้นย้ำว่าเวียดนามใต้นะคับ เพราะเราไม่สามารถประเมินประเทศเวียดนามทั้งหมดได้จากพื้นที่เพียงส่วนนึงของประเทศ ทางตอนอื่นอาจดีกว่า หรือแย่กว่าก็ไม่ทราบ เพราะผมยังไม่เคยไป แต่แน่นอนว่าผมยังมีความคิดที่จะไปเวียดนามต่อ โดยเป็นเวียดนามเหนือแทน แต่ไม่ไปเวียดนามใต้ต่ออีกนานเลยคับ จริงๆแล้วคนเวียดนามก็ไม่ได้เลวร้ายไปสักเท่าไหร่นะคับ.  ก็มีคนน่ารักอยู่เยอะคับ ผมคิดว่าความเป็นจิง คนในประเทศเขาก็ไม่ตั้งใจโกงหรอกคับ เพียงแค่เราสื่อสารกันไม่ตรงกันเพียงเท่านั้นเอง
    ผมชอบบรรยากาศของเมืองดาลัต ที่สุดในทรีปเที่ยวเวียดนามนี้ รถก็ไม่เยอะ ไม่เสียงดังมากแต่ น่าเสียดายที่ในแสงสว่างก็ยังมีเงามืดอยู่เสมอ น่าเสียดายจิงๆ ส่วนอาหารการกินผมก็ยังยกให้ดาลัตเป็นที่ๆอาหารอร่อยที่สุดคับ จากที่กินมาก แต่สถานที่ท่องเที่ยวก็ไม่มีอะไรน่าตื่นตามากคับ เรื่องสถานที่ท่องเที่ยวผมยกให้ทะเลทรายขาวคับ เพราะมันสวยจริง ๆและหาโอกาสที่จะมาสัมผัสกับทะเลทรายได้ยาก ที่เหลือก็ธรรมดามากคับ สุดท้ายนี้ ผมได้เรียนรู้หลังจาก การไปเที่ยวเวียดนาม ว่า………… ประเทศไทยเนียแหละคับสวรรค์จริงๆ

     

     

     

     

     

     

     
  • Kung Tananchai เวลา 10:31:06 pm on Sunday ที่ 4 December 2016 เพอมาลิงค์ | ตอบ

    Chiang Rai Vacation trip 

    สวัสดีวันหยุดพักร้อน

    ใกล้สิ้นปีแบบนี้ สำหรับพนักงานออฟฟิศอย่างเราก็ต้องรีบใช้สิทธิวันหยุดพักร้อนให้หมด แต่ก็นะ..เวลามักจะสวนทางกับการเงินเสมอ 555++ ไม่เป็นไรนะ ทริปต่างประเทศไม่ได้ก็เอาแค่ต่างจังหวัดไปก่อนละกัน

    ทริปนี้เลือกไปเชียงรายเพราะต้องไปงานแต่งน้องที่รู้จักอยู่แล้ว และถือโอกาสกลับบ้านด้วย จริงๆก็ไปแบบที่ไม่ได้วางแผนอะไรมากนัก อารมณ์ว่า..ไปคิดเอาข้างหน้าละกันโน๊ะ

    15327321_10209694428890462_3638798494690166856_n 15285053_10209694428850461_9008711626880204504_n

     

    วันแรก แฮร่!!

    เราเริ่มออกเดินทาง 7โมงเช้าวันอาทิตย์ จากเชียงใหม่ที่ท้องฟ้าแจ่มใส พอเข้าสู่ดงดอยก็เหมือนว่าฝนก็เริ่มตก ตกๆหยุดตลอดทาง ก็ค่อยๆขับรถไปเรื่อยๆ ถนนบางช่วงลื่นมากต้องระวัง 🌧🌧 พอถึงครึ่งทางเราเลยแวะปั้มน้ำมัน ปตท. เวียงป่าเป้า เข้าห้องน้ำห้องท่า ได้มาม่าคัพถ้วย ฉะบายท้องละ 🍜แล้วเราก็ออกเดินทางสู่เชียงรายกันต่อ…

    15253462_10209694429170469_5769165059647400534_n

    เราถึงเชียงรายประมาณ 10.30 น. เข้าโรงแรมที่พัก(ที่เดียวกะงานแต่งน้อง) โรงแรมบ้านดู่รีสอร์ท อยู่ตรงข้ามกับ ม.ราชภัฏเชียงราย จัดแจงเชคอินเอากระเป๋าเข้าห้องแล้วก็ไปหาไรกิน เพราะหิวมากกกก ใกล้ๆโรงแรมก็มีร้านอาหารเยอะนะ ราคาไม่แพง มื้อนั้นก็จัดเย็นตาโฟคนละชาม (เสียดายไม่ได้ถายรูปไว้) เสร็จแล้วก็รีบเข้าโรงแรมเพื่อแต่งตัวร่วมงานแต่งช่วงบ่าย เสร็จงานบ่ายเราก็หิวอีกละ 55++ ก็ไปหาอะไรแซ่บๆแถวนั้นกิน เจอของดีค่ะ #ร้านส้มตำขอนแก่นบ้านดู่เมืองใหม่ ดีงามอร่ามแท้ลำดีร้านนี้ 3 อย่างบวกข้าวนึ่ง ขนมเส้น 3ห่อ 150.- ตามภาพเลยจ้า

    15192553_10209627057926230_1388691065992454846_n 15181139_10209627057966231_4027468535635131625_n 15135802_10209627058286239_7678700390038067283_n

    พอเราอิ่มท้องแล้ว เราก็มาเตรียมตัวไปงานเลี้ยงช่วงค่ำ (ยินดีกับน้องเอกน้องฝนนะจ๊ะ เก็บภาพบรรยากาศมาฝากด้วย) จบคืนแรกไปด้วยความเหน็ดเหนื่อย 💤

     

    15220025_10209625928978007_2069120487526885452_n  15232291_10209694429210470_1776427993514702859_n  15337564_10209694429650481_7476756089729126187_n15241826_10154673437078898_8451975704476579020_n  15284136_10209694429730483_6711080186040534698_n 15284969_10209694430770509_6761137303227124290_n  15338627_10209694430530503_5020633689587659729_n

    เช้าวันที่สอง ท้องฟ้าครึ้มเล็กน้อย ☁️🌥
    ตื่นเช้ากินข้าวที่โรงแรม อาหารก็แอบจืดไปหน่อย แต่ก็เหมาะกับราคาห้องละค่ะ 😜จากนั้นก็หาที่พักใหม่สำหรับคืนนี้ ก่อนจะเดินทางไปเที่ยว คืนนี้เราเลือกโรงแรมอัมรินทร์ รีสอร์ท ใกล้เมืองมาอีกนิด ห้องกว้างมาก สะอาด โอเคเลยล่ะ เชคอินเสร็จก็ออกเดินทางไปช็อปปิ้งที่ประเทศเพื่อนบ้านกันเลย 💃🏻💃🏻

    15219508_10209694431450526_7142808593879090363_n  15319268_10209694432290547_3702606342032714783_n
    ระหว่างทางเราแวะไปเที่ยว #วัดถ้ำปลา ก่อนเข้าแม่สายประมาณ 13 กม. วัดนี้สวยดีนะ นักท่องเที่ยวก็เข้ามาตลอด เวลาเข้าไปในวัดแนะนำถือไม้ที่เขาเตรียมไว้เข้าไปด้วย เพราะในวัดมีลิง (ลิงเจี๊ยกๆ) ค่อนข้างเยอะ ไม่ได้ให้เอาไม้ไปตีลิงนะ เอาป้องกันเฉยๆ เวลาเห็นคนถือของกินไม่ได้ เราก็เดินห่างๆละกัน แต่จิงๆมันก็น่ารักดีนะ เราเดินเข้าไปในถ้ำ??จำชื่อมะได้55+ เข้าไปได้นิดเดียวเพราะฝนตกเลยทำให้ในถ้ำมีน้ำ เดินได้ถึงแค่ตรงพระปางห้ามญาติ เราอยู่ที่วัดถ้ำประมาณ1ชม. ก็เดินทางไปทำบัตรผ่านข้ามแดน

    15241312_10209694432370549_9204854141507474935_n 15253446_10209694436690657_3173949363953023935_n 15253511_10209694433290572_7624866389431100601_n 15253372_10209694435530628_8741488143092214837_n 15241405_10209694434410600_5456117436685966743_n 15267799_10209694436210645_8133175921665486592_n 15232245_10209694436970664_1554804213629211502_n 15337534_10209694434850611_8985342491318685271_n 15356572_10209694435970639_3959718652340795646_n

    จากนั้นก็ข้ามไปชอปแหลกกกกก #แม่สาย 😘😘 อันที่จริงตอนแรกคิดว่ามารอบนี้คงไม่ได้อะไรแน่ๆ พอเดินลงบันไดตรงไปตรงสุดซอย เห็นมีแต่คนหิ้วถุงสีเหลืองเดินออกมาจากร้านๆหนึ่ง เลยลองไปดู น่านไงๆๆ เจอล่ะ!! ร้าน #MHTS เป็นร้านปลอดภาษี มีทั้งขนม ชอคโกแลต เหล้า เบียร์ ไวน์ ละลานตาม้วกกก แถมยังมีโต๊ะให้นั่งจิบอะไรเย็นๆกันตั้งแต่หัววัน จบที่เดียวเลยข่ะ เป๋าเบาเลยย🍾🍺

    15326368_10209694437210670_3926677311500687854_n 15268050_10209694437690682_4097523665514765464_n 15356693_10209694437970689_3714779802254364244_n
    กลับจากแม่สายก็เย็นมากก หิวสิคะ! มื้อนี้เลยพาเด็กไปกินชาบู #โตเกียวการ์เด้นท์เรสทัวรองส์ บุฟเฟต์ 299 ไม่รวมเครื่องดื่ม แต่ไม่จำกัดเวลานะ มีน้ำซุป4แบบ เราเลือกแบบน้ำดำ ได้หมูสไลด์จานโตๆเสริฟแบบไม่อั้น แถมมีของกินเล่นให้ด้วย ทาโกะยากิ แคลิฟอเนียมากิ ไอติม ขนมเค้ก 🤗🤗 ท้องแตกกลับบ้านค่ะ

    15283951_10209694438530703_3401739681787761176_n 15319062_10209694439050716_2042416092240229972_n 15318005_10209694439170719_5469897459536563756_n 15349795_10209694439650731_5151320951583403096_n

    วันที่สาม กลับบ้านนอก(บ้านต้าซิตี้)
    แวบมาเที่ยวหาอิป้ออิแม่และหลานๆ ตกเย็นไปเที่ยวอ่างเก็บน้ำบ้านต้า บรรยากาศดีมาก เพราะอากาศเย็นแล้ว ท้องฟ้าก็สวย รอจนพระอาทิตย์ตกดิน สวยมะล่าาาา วันนี้อยู่กับครอบครัวสนุกสนานกันไป😙😙

     

    15241244_10209654638055716_1334858830817457372_n 15338888_10209694450290997_4636199402360252139_n 15350643_10209694450250996_7973679774163426131_n 15319184_10209694440250746_5475342058066824585_n 15327373_10209694440730758_8468121198881109486_n 15267593_10209694450571004_566136710529975419_n

     

    วันที่สี่ กลับเข้าสู่เมือง
    วันนี้ตั้งใจจะเที่ยวในตัวเมือง และเราก็เลือกพักที่โรงแรมอัมรินทร์ รีสอร์ทเหมือนเดิม ที่แรกที่ไป #ขัวศิลปะ พาเด็กมาเสพงานศิลป์ เจอศิลปินเจ้าของงานที่เขามาจัดนิทรรศการด้วย อืม เราอาจจะยังเข้าไม่ถึงจริมๆ แล้วเราก็ไปต่อกันที่ #บ้านดำ นักท่องเที่ยวเยอะเหมือนเดิม ที่นี่ก็ยิ่งเข้าไม่ถึงอีกนั่นแหละ แต่รู้ว่าสวยแบบดาร์กๆอ่ะ บอกมะถูก 55++

    IMG_6885 IMG_6883 IMG_6884 15356514_10209694440850761_5602006025936128712_n 15284103_10209694450611005_6861293846981974375_n 15337509_10209694451611030_4386981674719826479_n
    แล้วก็ขับรถเข้าเมืองตรงไปที่ #ร้านเชียงรายลำรึก จะไปนั่งชิลบรรยากาศ จิบเบียร์เย็นๆ ทานข้าวอร่อยๆ สักหน่อย บรรยากาศก็ดีนะ เบียร์อร่อย แต่อาหารแอบแพงไปนิดนุง แล้วเราก็กลับไปจิบเบียร์ต่อที่ห้อง ฉะบายจายกว่าาาาาาา 🍺🍺

     

    S__9617418 5301441299609 5301441941623  S__9617419 S__9617422

    วันที่ห้า ได้เวลากลับเชียงใหม่
    วันนี้ตื่นสายนิดนุงแต่ก็ทันข้าวเช้าที่โรงแรม เก็บของเช็คเอาท์เสร็จก็เดินทางไปที่ #วัดร่องขุ่น ก่อนกลับ เราไปถึงที่วัดประมาณ 10.30น. คนจะเยอะไปไหน!! เก็บภาพได้แล้วก็กลับเลย แวะซื้อของฝากตามทางไปเรื่อยๆ ทั้งพุทรานมสด จิ้นส้มป้าสม ถึงเชียงใหม่โดยสวัสดิภาพ

    IMG_6942 DCIM100GOPROGOPR6627.

    DCIM100GOPROGOPR6641.

    15319150_10209694453531078_8580269854022885029_n

    ทริปนี้หนุกหนานดีข่ะ ไม่ค่อยเหนื่อยเท่าไร เพราะเราไม่ได้เป็นคนขับรถ 😁😁ขอบคุณคนขับรถ Nicky Kotvichean อำนวยความสะดวกตลอดทริป แล้วเราจะกลับมาใหม่น้าาาา

    ปล.จริงๆเชียงรายมีที่เที่ยวอีกเยอะที่เรายังไม่เคยไป วันหยุดใครไม่รุจะไปเที่ยวไหน ขับรถจากเชียงใหม่สักสามสี่ชั่วโมงไปเที่ยวเชียงรายได้นะ ไว้มาครั้งหน้ารีวิวที่เที่ยวใหม่ๆมาให้นะ #รักเชียงรายบ้านฉัน

     
  • midi.midi

    midi.midi เวลา 2:16:49 am on Tuesday ที่ 25 October 2016 เพอมาลิงค์ | ตอบ

    HONGKONG เมืองที่ active ตลอดเวลา 

     

    Processed with VSCO with kk1 preset

    Processed with VSCO with kk1 preset

    Processed with VSCO with kk1 preset

    Processed with VSCO with kk1 preset

    Processed with VSCO with kk1 preset

    Processed with VSCO with kk1 preset

    Processed with VSCO with kk1 preset

    Processed with VSCO with kk1 preset

    Processed with VSCO with kk1 preset

    Processed with VSCO with kk1 preset

    Processed with VSCO with kk1 preset

    Processed with VSCO with kk1 preset

    Processed with VSCO with kk1 preset

    Processed with VSCO with kk1 preset

    Processed with VSCO with kk1 preset

    Processed with VSCO with kk1 preset

     
c
เขียนโพสต์ใหม่
j
โพสต์ต่อไป / ความคิดเห็นต่อไป
k
โพสต์ก่อนหน้า / ความคิดเห็นก่อนหน้า
r
ตอบกลับ
e
แก้ไข
o
แสดง / ซ่อนความคิดเห็น
t
ไปที่ด้านบนสุด
l
เข้าสู่ระบบ
h
แสดง / ซ่อนความช่วยเหลือ
shift + esc
ยกเลิก