Updates from พฤษภาคม, 2017 Toggle Comment

  • Pock89 เวลา 8:59:10 pm on Sunday ที่ 21 May 2017 เพอมาลิงค์ | ตอบ

    Update สถานการณ์ตลาดหุ้นไทย หลังจบWeek3 May2017 

    กราฟตลาด Set index ไทย หลังจากวันศุกร์ที่ 19 พฤษภาคม 2560

    กราฟตลาด Set index ไทย หลังจากวันศุกร์ที่ 19 พฤษภาคม 2560 Credit: Investorz.com

    ตลาดหุ้นไทยในมุมมองของนักเทรดสมัครเล่นอย่างผมนะครับ เครื่องมือที่ใช้ประกอบการดูกราฟก็เป็นเครื่องมือง่ายๆ Basic มากครับ ก็มีค่าเฉลี่ยราคาย้อนหลัง(EMA) ระยะสั้น/ระยะกลาง/ระยะยาว  อย่างในรูปกราฟนี้นั้นผมใช้ EMA10 / EMA20/EMA40/EMA200  และก็ MACD ธรรมดาซึ่งไม่ได้โชว์ในรูปกราฟครับ ซึ่งถ้าตีความจากเครื่องมือที่ใช้ประกอบการวางกลยุทธการเทรดและการถือหุ้นในPort ขอสรุปดังนี้ครับ

    1.ลักษณะการเรียงตัวของเส้น EMA

    หลังจากSET ปิดวันศุกร์ที่ผ่านมาที่ 1549.64 ลักษณะการเรียงตัวของเส้นค่าเฉลี่ย EMA เป็นดังนี้ครับ EMA40 >EMA20 >EMA10 >EMA200 (ถ้าเมื่อไหร่เรียงแบบ EMA200 > EMA40 > EMA20>EMA10 เมื่อไหร่ อันนี้อันตรายครับ สำหรับนักเทรดแบบRun trend ไม่ควรมีหุ้นเกิน 20% ของ Port หรือไม่ควรมีหุ้นเลยครับ) ซึ่งการเรียงตัวแบบนี้สำหรับตัวผมแล้ว มองว่าสภาพตลาดไม่แข็งแรงมากพอที่จะเทรดแบบเต็มตัว (ถือหุ้นมากกว่า60% ของPort) เพราะจากประสบการณ์ส่วนตัวที่ที่เจอมา ในสภาวะแบบนี้ต่อให้หุ้นฟอร์มตัวมาสวยแค่ไหนก็มีโอกาสFail ต้อง Stop loss ซะมากกว่าครับ

    2.MACD

    ซึ่งตาม Basic ก็คือ EMA12 เทียบ EMA26 โดยส่วนตัวผมไม่ได้ดูเทียบกับ Signal line (ค่าเฉลี่ย EMA12-EMA26 ย้อนหลัง 9 วัน) ซึ่งตอนนี้ MACD มีค่าต่ำกว่า 0 หรือ Zero Line ก็ตีความว่าไม่ใช่สถานะของตลาดที่กำลังแข็งแรงน่าเทรดแบบเต็มตัวเช่นกันครับ

    สรุปความเห็นส่วนตัว:

    สภาพตลาดตอนนี้ไม่ใช่ตลาดที่ควรเทรดแบบเต็มตัวมากนัก (ไม่ควรมีหุ้นเกิน 40% ของPort)  อาจมีหุ้นฟอร์มตัวสวยๆ ขึ้นมาถ้าจะเทรดก็ควรดูความเสี่ยงก่อนว่าคุ้มมั้ยนะครับ (คาดการณ์ผลขาดทุนไว้ล่วงหน้า)  เพราะตลาดแบบนี้จากประสบการณ์ส่วนตัวแล้ว เราไม่จำเป็นต้องรีบหรือเร่งเทรด รอจังหวะตลาดแข็งแรงกว่านี้ การเทรดจะชิวและง่ายกว่าเยอะครับ

    “Trade what you see not what you want to be” คำกล่าวของเทรดเดอร์ท่านใดผมจำชื่อไม่ได้ ต้องขออภัย

     

     
  • Srikrungthaibroker.com

    Srikrungthaibroker.com เวลา 4:37:57 pm on Monday ที่ 11 July 2016 เพอมาลิงค์ | ตอบ

    ขายประกันภัยดีจริงหรือ?? 

    ก่อนอื่นต้องขอออกตัวก่อนนะคะ ส่วนตัวแล้วแต่ก่อนไม่ค่อยสนใจเรื่องการทำประกันไม่ว่าจะเป็นประกันประเภทไหน แต่ปัจจุบัน รับรู้ได้อย่างหนึ่งนะคะว่า ประกันฯไม่ว่าจะประกันชีวิต หรือ ประกันภัย ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของสังคมไปแล้ว

    สาเหตุ : ความเสี่ยงในรูปแบบต่างๆ หลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นด้านสุขภาพ ทั้งการเสียชีวิตด้วยโรคแปลกๆ ที่เราเองไม่เคยคิดว่าจะมีบนโลกใบนี้ และที่หนีไม่พ้นและไม่น่าเกิดขึ้น คือ อุบัติเหตุ อาจมาจากความเร่งรีบของสังคม อาชีพของคนในสังคมที่มีหลากหลายกันไป ไม่ว่าจะเป็นความเสี่ยงในรูปแบบใดทั้งหมดล้วนเป็นสิ่งที่เราไม่สามารถคาดเดาได้ล่วงหน้าค่ะ แม้แต่บริษัทประกันภัยเองก็ต้องแบกรับความเสี่ยงนั้นเช่นกัน

    ทีนี้เรามาเข้าเรื่องกันเลยดีกว่านะคะ เพราะวันนี้เราจะมาบรรเลงความรู้เบาๆ เกี่ยวกับประกันภัยกันค่ะ

    ประเภทของการประกันภัย (ยกมาเพื่อให้เข้าใจง่าย http://tsl.tsu.ac.th/)

    ในการแบ่งประเภทของการประกันภัยนั้น เราพิจารณาการแบ่งประเภทได้เป็น 2 ลักษณะ คือ

    1. การแบ่งประเภทของการประกันภัย ตามหลักวิชาการประกันภัย

    2. การแบ่งประเภทของการประกันภัตามหลักการทางธุรกิจประกันภัย


    การแบ่งประเภทของการประกันภัย ตามหลักวิชาการประกันภัย สามารถแบ่งได้เป็น 3 ประเภทใหญ่ๆ คือ

    1. การประกันภัยบุคคล ( Insurance of the person ) เป็นการประกันภัยเกี่ยวกับภัยที่ก่อให้เกิดความเสียหายเกี่ยวกับบุคคลหรือที่เกิดกับบุคคล ซึ่งได้แก่

    • การประกันชีวิต
    • การประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคล
    • การประกันสุขภาพ

    2. การประกันภัยทรัพย์สิน ( Property Insurance ) หมายถึง การประกันที่บริษัทผู้รับประกันภัยทำสัญญายินยอมที่จะชดใช้ค่าสินไหมทดแทนหรือชดใช้เงินจำนวนหนึ่ง ให้กับผู้เอาประกันภัยในกรณีที่เกิดความเสียหายเกี่ยวกับทรัพย์สินที่เอาประกัน ซึ่งได้แก่

    • การประกันอัคคีภัย
    • การประกันภัยรถยนต์
    • การประกันทางทะเลและขนส่ง
    • การประกันภัยเบ็ดเตล็ด

    3. การประกันภัยความรับผิดตามกฎหมาย ( Liability Insurance ) หมายถึง การประกันที่บริษัทผู้รับประกันภัย ทำสัญญายินยอมที่จะชดใช้ค่าสินไหมทดแทน หรือชดใช้เงินจำนวนหนึ่งให้กับบุคคลภายนอกผู้ได้รับความเสียหายที่เกิดกับชีวิต ร่างกาย หรือ ทรัพย์สิน ของบุคคลภายนอกนั้น อันเกิดจากการกระทำของผู้เอาประกันภัย ซึ่งได้แก่

    • การประกันภัยความรับผิดชอบของบุคคลต่อบุคคลอื่น
    • การประกันภัยความรับผิดชอบของผู้ประกอบวิชาชีพเฉพาะต่อบุคคลอื่น
    • การประกันภัยความรับผิดชอบของธุรกิจต่อบุคคลอื่น

    การแบ่งประเภทของการประกันภัย ตามหลักการทางธุรกิจประกันภัย สามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ

    1. การประกันชีวิต ( Life Insurance )

    2. การประกันวินาศภัย ( Non-Life Insurance ) ยอดฮิตในปัจจุบันเลยค่ะ เป็นการประกันภัยใดๆ

    ที่ไม่ใช่การประกันชีวิต ซึ่งแบ่งได้เป็น 4 ประเภท คือ

    •  การประกันอัคคีภัย
    •  การประกันภัยรถยนต์
    •  การประกันทางทะเลและขนส่ง
    •  การประกันภัยเบ็ดเตล็ด

    โดยลักษณะของประกันภัย

    1. เป็นสัญญาที่ไม่มีแบบ แต่เมื่อเกิดขึ้นแล้วมีผลบังคับตามกฎหมาย เป็นสัญญาปากเปล่า การออกกรมธรรม์เป็นการออกหลักฐานว่าได้มีการทำสัญญาประกันภัย จึงเรียกได้ว่า สัญญาประกันภัยเป็นทีมาของกรมธรรม์

    2. เป็นสัญญาที่ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือจึงฟ้องร้องได้

    3. เป็นสัญญาต่างตอบแทน

    4. เป็นสัญญาที่มีค่าตอบแทนที่ไม่เท่าเทียมกัน

    5. เป็นสัญญาเพื่อการเสี่ยงภัยหรือการเสี่ยงโชค ถ้าเกิดภัย ผู้รับประกันต้องจ่ายค่าสินไหม แต่ถ้าไม่เกิดภัยไม่ต้องจ่าย

    6. เป็นสัญญาเพื่อการชดใช้ค่าสินไหมทดแทน

    7. เป็นสัญญาที่อาศัยอนาคตไม่แนนอน อาจจะเกิดหรือไม่เกิดก็ได้

    8. เป็นสัญญาเพื่อประโยชน์แก่บุคคลภายนอก

     

    ขายประกันภัยดีจริงหรือ?? คงไม่มีคำตอบใดมีค่าเท่ากับคำว่า “ดี”  เพราะการขายประกันสิ่งที่ผู้ขายจะได้คือ

    1. ความรู้เรื่องประกันภัย และความรู้นี้มีค่ากว่าเงิน เราสามารถนำไปช่วยเหลือสังคมได้ รวมทั้งเพื่อน พ่อแม่ พี่น้อง

    2. รายได้ที่แลกมาด้วยความอุตสาหะอย่างแท้จริง เพราะเมื่อก้าวเข้าสู่วงการแล้วเราจะกลายเป็นผู้ช่วยเหลือสังคม แม้บางครั้งเราจะไม่ได้อะไรตอบแทนมาเลยนอกจากคำว่า “ขอบคุณมาก” แต่เราก็ยิ้มได้

    3. รายได้คุ้มค่าเหนื่อย เพราะเป็นไม่ได้ง่ายนัก เราต้องเอาความรู้เพื่อไปแรกกับใบอนุญาตซึ่งหลายท่านที่เคยเข้าสอบจะเข้าใจค่ะ การสอบครั้งเดียวผ่าน มันยาก//แต่คุ้มค่า

    4. เมื่อเข้าสู่วงการแล้ว สิ่งที่ผู้ขายจะได้

    • ส่วนลดแสนมหึมาจากการขายประกันภัย ไม่ว่าจะเป็นภาคบังคับ พรบ.รถยนต์/ หรือภาคสมัครใจ
    • ซื้อใช้เองก็ได้ในราคาที่ถูก (ถูกจริงๆค่ะ) บอกต่อก็ได้ค่าแนะนำเพิ่ม
    • สร้างรายได้ให้ครอบครัว ทำเป็นธุรกิจได้สบายๆ
    • มีบริษัทโบรคเกอร์หลากหลายที่สามารถให้ส่วนลดพิเศษแก่ท่านมากกว่าที่ท่านจะติดต่อบริษัทประกันเอง และที่สำคัญไม่บังคับยอดขาย มีการตลาด support ท่านได้ตลอด ท่านเพียงขายและส่งงาน Online แค่มือถือ 1 เครื่องก็ทำได้แล้วค่ะ  อีกทั้ง มีระบบขยายสายงาน และมีการอบรมให้ฟรี มีทีมงาน support เรื่องข้อมูล ที่เราไม่ต้องเหนื่อยคลิกหาเอง ลองศึกษาข้อมูลที่เว็บนี้ดูค่ะ http://www.srikrungthaibroker.com 

    อยากมีรายได้เสริม หรือธุรกิจเป็นของตัวเอง แบบง่ายๆ ไม่ต้องลงทุน ให้ท่านสมัครเป็นสมาชิกของโบรคเกอร์ที่ไหนสักแห่งเพื่อให้ท่านส่งงานได้ทุกบริษัทฯประกันภัย โดยไม่ต้องติดต่อเอง เชื่อค่ะอย่างน้อยบริษัทโบรคเกอร์เหล่านั้นจะคอยดูแลท่านเป็นอย่างดีจนกว่าท่านจะบินได้… และเมื่อวันใดท่านแกร่งพอที่จะบินได้ จะไม่มีใครรั้งท่านได้แน่นอนค่ะ ลองดูนะคะ

     

     

     

     

     

     

     
  • No more salary เวลา 12:50:56 am on Monday ที่ 4 January 2016 เพอมาลิงค์ | ตอบ

    ชีวิตที่ไม่อยากมีเงินเดือนแล้ว No more Salary 

    ตัดสินใจเขียนบันทึกตั้งเป้าหมาย 2 ปี เพื่อทำตามความฝันที่ชัดเจนอีกครั้ง หลังจากไม่รู้สึกมีความฝันแบบนี้มานาน แต่เป็นความฝันที่ค่อนข้างทำให้ตัดสินใจลำบากว่ามันจะไปรอดหรือไม่ เพราะครั้งนี้เดิมพันความมั่นคงชีวิต การงาน ครอบครัวในอนาคต จากนี้อีก 104 สัปดาห์ คงได้รู้ว่าความฝันมันจะสำเร็จไหม? โดยส่วนตัวมีความเชื่อมั่นอย่างแรงกล้า เพราะพิสูจน์ด้วยอดีตที่ผ่านมาตลอดชีวิต 30 กว่าปี ว่าถ้าเราได้ลองชอบอะไร คลั่งไคล้อะไร เราก็จะทำสิ่งนั้นอย่างเต็มที่โดยก่อนหน้านี้ไม่เคยได้ตั้งเป้าหมายที่ชัดเจน แต่พอมานึกย้อนดู แต่ละเรื่องที่เราได้ทำ มันไปได้ค่อนข้างดีในระดับหนึ่ง เล่นฟุตบอลก็มีโอกาสเป็นตัวมหาลัย เล่นดนตรีก็เป็นวงแนวหน้าของมหาลัย อยากพัฒนาภาษาอังกฤษแบบก้าวกระโดดก็ทำได้เร็วเกินคาด อยากเติบโตในอาชีพการงาน มันก็เป็นไปตามที่เราฝันทั้งหมด มีโอกาสได้เห็นหนังสือ The secret  ของพี่สาวตั้งแต่เพิ่งเรียนจบ อ่านแล้วก็รู้สึกเฉยๆ หนังสือไรวะ อ่านไม่รู้เรื่องเลย แต่เมื่อโตขึ้นมา มีความคิดลึกซึ้งเกี่ยวกับชีวิตมากขึ้น มีโอกาสขุดมาอ่านอีกที อ่าว เฮ้ย กฎนี้มันมีจริงนี่หว่า และมันเกิดขึ้นกับตัวเราจริงก่อนที่จะรู้ความลับที่เค้าบอกในหนังสือด้วยซ้ำ ทฤษฎีอะไร กฎอะไร ไม่รู้เรื่องมาก่อน แต่พออ่านปั๊บ รู้เลยว่า ที่ผ่านมา เราได้แต่ละอย่างมามันเป็นไปตามระบบความคิดแบบนั้นเป๊ะเลย ทบทวนตัวเองหลายๆรอบ จริงๆแล้วคงไม่ใช่พลังจักรวาลอันใด แต่อยู่ที่ตัวเราเท่านั้นเอง ที่เป็นคนขีดเขียนให้ชีวิตเราจะไปทางไหน แต่ก็ลองคิดถามตัวเองหลายครั้ง ว่าทำไมแต่ละเรื่องมันไปไม่สุดของมัน คำตอบที่ได้คือ “มึงเลิกมันก่อนไง” 

    วัยเด็ก

    ตอนเรียนมักจะมีคนถามว่า “โตขึ้นหนูอยากเป็นอะไรจ๊ะ?” จำได้ว่า เป็นคำถามที่ตอบยากจริงๆ เพื่อนๆตอบกันว่าอยากเป็นหมอ ตำรวจ ทหาร ครู พ่อครัว แม่ครัว บลาๆๆๆ เยอะไปหมดเลย แต่เท่าที่จำได้ด้วยความจำวัยเด็กที่เลือนลาง จำได้น้อยมาก แต่เรื่องนี้จำแม่นมากเลย คำตอบที่ตอบคนที่ถามไปก็คือ “ผมอยากเป็นนักธุรกิจครับ” ทั้งที่ตอนนั้นยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่านักธุรกิจคืออะไร ทำอะไร รู้แต่ว่านักธุรกิจใส่สูท ฝูกเนคไทเท่ห์ๆ แต่ไม่ถึงขนาดปักใจว่าต้องเป็นให้ได้ อาจเป็นแค่คำตอบแกนๆแก้เขิน เพราะไม่รู้อยากเป็นอะไร อันอื่นๆ ฟังดูแล้วก็ไม่เห็นอยากจะเป็นเลย แอบคิดในใจว่า ไม่เป็นอะไรเลยได้ไหม ต้องเป็นอะไรด้วยเหรอ งง?

    วัยรุ่น

    โตขึ้นมาเรื่องเรียนไม่ต้องพูดถึง เอาแค่ประทังตัวรอดไปปีๆ เรียนหนังสือมาวิชาอะไร อาจารย์ชื่ออะไร สายศิลป์ สายวิทย์ ตอนเลือกไม่รู้ว่าต่างกันอย่างไรด้วยซ้ำ ตอนเข้ามหาลัย เลือกสี่อันดับคนละเรื่องเลย ยังโชคดีอยู่ที่มันก็สอบติดไปได้เรื่อยๆ เหมือนกัน จำพ่อแม่บอกตอน ม.6 ใกล้ๆจะเอ็นได้ว่า ถ้าสอบรัฐบาลไม่ติด พ่อแม่ก็ไม่มีเงินส่งเรียนเอกชนเหมือนพี่สาวหรอกนะ เพราะเพิ่งผ่านปี 40 เจ๊งกันมาหมาดๆ เหมือนกัน เราก็เข้าใจ แต่เผอิญสอบติดแฮะ ตอนเรียน ก็เหมือนเดิม เรียนอะไรบ้าง มันเกี่ยวกับอะไร ไม่รู้เลย ถามว่าที่เรียนจบมา จะเอาไปทำอาชีพอะไรได้บ้าง เท่าที่เห็นก็รับราชการกันทั้งนั้น ทำไงดี ไม่อยากทำอะไรพวกนี้เลย แต่ก็เรียนมาจนจบจนได้แฮะ แต่ตอนนั้นก็รู้ว่าสิ่งที่ชอบและคลั่งไคล้อย่างเดียวเลยก็คือ อยากเป็นนักดนตรี

    วัยทำงาน

    ตอนแรกที่บ้านจะไม่ยอมให้มาทำงาน อยากให้ทำธุรกิจที่บ้าน แต่ก็คิดว่าอย่างน้อยก็ลองเอาวุฒิมาใช้ดูหน่อยซิ กว่าที่บ้านจะยอมให้ออกมาทำงานก็ช้ากว่าคนอื่นไปกว่าครึ่งปีละ ก็เริ่มมาหางานทำใน กทม. เดินแบบ walk in ไปทั่ว คิดๆดูแล้วตลกดีเหมือนกัน เราเคยเห็นในหนัง คนเค้าหางานเค้าทำยังงี้กันนี่หว่า สักพัก ก็ได้งานเอง ที่ไหนได้ ตอนนั้นเค้าสมัครผ่านเนตกันหมดแล้ว บักห่าเอ้ย แต่ตอนไปสมัครตึกโน้นตึกนี้ รู้สึกสนุกมาก เหมือนมันกำลังลุ้นว่า ชีวิตของเราเองจะพัดพาไปทางไหนนะ (รู้สึกดีทุกครั้งที่เจอจุดเปลี่ยนแบบนี้)  สมัครแต่ละที่ก็ถามแบบโง่ๆ จบอันนี้มา ทำอะไรได้บ้างครับ? แล้วก็กรอกไปเรื่อยสนุกดี สุดท้ายไม่นานก็มีลมพัดพาให้ได้งานที่แรก โห งานมันหาง่ายจัง ไม่เหมือนในหนังเลย 555  ตอนนั้นงานที่่ให้ไปทำเราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าต้องทำอะไร  ทำอะไรบ้าง คิดง่ายๆว่า เออ ทำงานในบริษัทก็เป็นนักธุรกิจแล้ว ลองดูๆ

    สิ่งที่คิดว่าเราทำได้ คือ เราทำงานกับคนเยอะมากตอนเรียน พอมีทักษะในการประสานงาน ก็เลยลองดู ทำไปทำมา เออ ไม่ยากแฮะ สนุกดี หลังจากนั้น ชีวิตก็วนเวียนในสายอาชีพนี้มาตลอด เผลอแปบเดียวจะครบรอบ 12 ปีแล้วนะเนี่ย??? ตลอด 12 ปี บอกเลยว่าเราก็สนุกกับงานมาก มีความท้าทายใหม่ๆขององค์กรมาให้เราได้ลองความสามารถตลอด องค์กรไหนไม่ท้าทายไม่สนุก เราก็ย้าย จนมาลงตัวกับบริษัทสุดท้าย ที่มีหลายโจทย์ หลาย location ไม่เบื่อ แล้วก็ เพลิดเพลินไปกับการใช้ชีวิตตามที่สังคมคนทำงานเค้านิยมกัน เลิกงานสังสรรค์ มีความรัก เดินห้าง กินข้าวแพงๆ ซื้อรถ แต่งงาน ซื้อบ้าน เลี้ยงหมา มีลูก มีครอบครัวที่อบอุ่น  เติบโตในหน้าที่การงาน มีเงิน จนถึงตอนนี้สงสัยเริ่มแก่ เริ่มขบคิดกับตัวเองมากขึ้น ลองคิดดูแล้วที่เราทำมาตลอดช่วงวัยทำงานนี้ มันใช่ความสุขจริงๆเหรอ สิ่งที่เราต้องการเป็นแบบนี้เหรอ ทั้งๆที่ก็เพิ่งย้ายมาโปรโมทใหม่ๆ น่าจะมีไฟ มีแรงพิสูจน์ฝีมือ แต่กลับรู้สึกว่า ตอนนี้เรากำลังทำอะไรอยู่ ชีวิตของเราจะเป็นแบบนี้ไปอีกกว่า 30 ปี? ยิ่งลองมาเขียนบล๊อกก็ยิ่งชัดเจนกับตัวเองว่า สิ่งที่เราเคยชอบเคยทำ เราไม่ได้จับมันนานแค่ไหนแล้ว? เราชอบออกกำลังกาย เราชอบเล่นดนตรี ชอบใช้เวลากับตัวเองเยอะๆ ทุกวันนี้เราห่างจากมันมาแค่ไหนแล้ว ทำไมยิ่งโตขึ้น เรายิ่งทำในสิ่งที่เราชอบไม่ได้ ยิ่งโตขึ้น เรายิ่งมีเวลาให้ตัวเองน้อยลงเรื่อยๆ 12 ปีที่ผ่านมา ทำไมเราถึงไม่ได้ทำสิ่งที่ชอบได้มากกว่านี้ เริ่มคิดถึงเรื่องเก่าๆ สิ่งที่เราชอบ ทำไมเราจึงเลิกทำ ทำไมเราไม่ได้ทำ เราค่อยๆปล่อยสิ่งที่ชอบหายไปจากชีวิตเราทีละอย่างๆ

    สิ่งที่หายไป

    เมื่อก่อนเรามีเวลาทำสิ่งที่ชอบตอนไหนเวลาไหนก็ได้ ไปไหนเมื่อไหร่ก็ได้ ไม่อยากทำก็อยู่เฉยๆ แต่พอมาทำงานประจำ สิ่งแรกที่หายไปเลยก็คือ “เวลา” มนุษย์เงินเดือนหลายคนบอกว่าสิ่งที่เราแลกไปไม่ใช่เวลานะ เป็นความสามารถและไอเดียของเรามากกว่า ซึ่งเราก็เคยคิดอย่างนั้น จนวันนึงที่เรารู้มาอย่างหนึ่งก็คือ ไม่ว่าเราจะทำงานดี ไม่ดี  เก่ง ไม่เก่ง มีผลงาน ไม่มีผลงาน เป็นพนักงานระดับล่างหรือระดับบน ทุกคนต่างก็ต้องให้ “เวลา” ในการไปทำงานประจำนั้นๆ ซึ่งไม่แปลก และเป็นสิ่งที่เรายอมรับได้ตั้งแต่เริ่มมาสมัครเป็นพนักงานแล้ว แต่สิ่งหนึ่งที่สำคัญมากๆ และมันหายไปพร้อมๆกับเวลา นั่นก็คือ “ความฝัน” การเป็นพนักงานประจำไม่ได้ทำให้ความฝันมันหายไป แต่การที่ต้องใช้ชีวิตประจำวันเหมือนๆเดิม ตื่นเช้า ขับรถ เจอรถติด ถึงที่ทำงาน ประชุม ตอบเมล ขับรถ กลับบ้านค่ำๆ เข้านอน ตื่นแต่เช้า วนอย่างนี้ 5 วันต่อสัปดาห์ ดูเหมือนไม่เยอะนะ ลองเป็นแบบนี้สิ เราทำงาน 71%ของสัปดาห์ หรือ 71% ของ 12 ปี เริ่มเยอะใช่ไหม มีเสาร์อาทิตย์ที่ดูเหมือนเป็นวันที่เราได้ทำสิ่งที่ชอบ แต่ก็หมดไปกับสิ่งสำคัญก่อนก็คือ การดูแลบ้าน ดูแลลูก ดูแลครอบครัว ถามว่าในรอบ 1 ปีมีโอกาสกี่ครั้งที่เราได้ไปสถานที่ใหม่ๆ ผู้คนใหม่ๆ เหตุการณ์ใหม่ๆ รวมถึง แรงบันดาลใจใหม่ๆ ก็ไม่แปลกที่เราก็มักจะหลงไปกับภาระกิจหน้าที่ที่เราต้องเจอเฉพาะหน้าในแต่ละวันๆ จนลืมว่าตัวเองชอบอะไร หรือสิ่งที่ทำอยู่ใช่สิ่งที่เราอยากได้ อยากเป็นจริงๆหรือไม่?

     

     
c
เขียนโพสต์ใหม่
j
โพสต์ต่อไป / ความคิดเห็นต่อไป
k
โพสต์ก่อนหน้า / ความคิดเห็นก่อนหน้า
r
ตอบกลับ
e
แก้ไข
o
แสดง / ซ่อนความคิดเห็น
t
ไปที่ด้านบนสุด
l
เข้าสู่ระบบ
h
แสดง / ซ่อนความช่วยเหลือ
shift + esc
ยกเลิก