Updates from พฤษภาคม, 2017 Toggle Comment

  • Pock89 เวลา 8:59:10 pm on Sunday ที่ 21 May 2017 เพอมาลิงค์ | ตอบ

    Update สถานการณ์ตลาดหุ้นไทย หลังจบWeek3 May2017 

    กราฟตลาด Set index ไทย หลังจากวันศุกร์ที่ 19 พฤษภาคม 2560

    กราฟตลาด Set index ไทย หลังจากวันศุกร์ที่ 19 พฤษภาคม 2560 Credit: Investorz.com

    ตลาดหุ้นไทยในมุมมองของนักเทรดสมัครเล่นอย่างผมนะครับ เครื่องมือที่ใช้ประกอบการดูกราฟก็เป็นเครื่องมือง่ายๆ Basic มากครับ ก็มีค่าเฉลี่ยราคาย้อนหลัง(EMA) ระยะสั้น/ระยะกลาง/ระยะยาว  อย่างในรูปกราฟนี้นั้นผมใช้ EMA10 / EMA20/EMA40/EMA200  และก็ MACD ธรรมดาซึ่งไม่ได้โชว์ในรูปกราฟครับ ซึ่งถ้าตีความจากเครื่องมือที่ใช้ประกอบการวางกลยุทธการเทรดและการถือหุ้นในPort ขอสรุปดังนี้ครับ

    1.ลักษณะการเรียงตัวของเส้น EMA

    หลังจากSET ปิดวันศุกร์ที่ผ่านมาที่ 1549.64 ลักษณะการเรียงตัวของเส้นค่าเฉลี่ย EMA เป็นดังนี้ครับ EMA40 >EMA20 >EMA10 >EMA200 (ถ้าเมื่อไหร่เรียงแบบ EMA200 > EMA40 > EMA20>EMA10 เมื่อไหร่ อันนี้อันตรายครับ สำหรับนักเทรดแบบRun trend ไม่ควรมีหุ้นเกิน 20% ของ Port หรือไม่ควรมีหุ้นเลยครับ) ซึ่งการเรียงตัวแบบนี้สำหรับตัวผมแล้ว มองว่าสภาพตลาดไม่แข็งแรงมากพอที่จะเทรดแบบเต็มตัว (ถือหุ้นมากกว่า60% ของPort) เพราะจากประสบการณ์ส่วนตัวที่ที่เจอมา ในสภาวะแบบนี้ต่อให้หุ้นฟอร์มตัวมาสวยแค่ไหนก็มีโอกาสFail ต้อง Stop loss ซะมากกว่าครับ

    2.MACD

    ซึ่งตาม Basic ก็คือ EMA12 เทียบ EMA26 โดยส่วนตัวผมไม่ได้ดูเทียบกับ Signal line (ค่าเฉลี่ย EMA12-EMA26 ย้อนหลัง 9 วัน) ซึ่งตอนนี้ MACD มีค่าต่ำกว่า 0 หรือ Zero Line ก็ตีความว่าไม่ใช่สถานะของตลาดที่กำลังแข็งแรงน่าเทรดแบบเต็มตัวเช่นกันครับ

    สรุปความเห็นส่วนตัว:

    สภาพตลาดตอนนี้ไม่ใช่ตลาดที่ควรเทรดแบบเต็มตัวมากนัก (ไม่ควรมีหุ้นเกิน 40% ของPort)  อาจมีหุ้นฟอร์มตัวสวยๆ ขึ้นมาถ้าจะเทรดก็ควรดูความเสี่ยงก่อนว่าคุ้มมั้ยนะครับ (คาดการณ์ผลขาดทุนไว้ล่วงหน้า)  เพราะตลาดแบบนี้จากประสบการณ์ส่วนตัวแล้ว เราไม่จำเป็นต้องรีบหรือเร่งเทรด รอจังหวะตลาดแข็งแรงกว่านี้ การเทรดจะชิวและง่ายกว่าเยอะครับ

    “Trade what you see not what you want to be” คำกล่าวของเทรดเดอร์ท่านใดผมจำชื่อไม่ได้ ต้องขออภัย

     

     
  • Srikrungthaibroker.com

    Srikrungthaibroker.com เวลา 4:37:57 pm on Monday ที่ 11 July 2016 เพอมาลิงค์ | ตอบ

    ขายประกันภัยดีจริงหรือ?? 

    ก่อนอื่นต้องขอออกตัวก่อนนะคะ ส่วนตัวแล้วแต่ก่อนไม่ค่อยสนใจเรื่องการทำประกันไม่ว่าจะเป็นประกันประเภทไหน แต่ปัจจุบัน รับรู้ได้อย่างหนึ่งนะคะว่า ประกันฯไม่ว่าจะประกันชีวิต หรือ ประกันภัย ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของสังคมไปแล้ว

    สาเหตุ : ความเสี่ยงในรูปแบบต่างๆ หลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นด้านสุขภาพ ทั้งการเสียชีวิตด้วยโรคแปลกๆ ที่เราเองไม่เคยคิดว่าจะมีบนโลกใบนี้ และที่หนีไม่พ้นและไม่น่าเกิดขึ้น คือ อุบัติเหตุ อาจมาจากความเร่งรีบของสังคม อาชีพของคนในสังคมที่มีหลากหลายกันไป ไม่ว่าจะเป็นความเสี่ยงในรูปแบบใดทั้งหมดล้วนเป็นสิ่งที่เราไม่สามารถคาดเดาได้ล่วงหน้าค่ะ แม้แต่บริษัทประกันภัยเองก็ต้องแบกรับความเสี่ยงนั้นเช่นกัน

    ทีนี้เรามาเข้าเรื่องกันเลยดีกว่านะคะ เพราะวันนี้เราจะมาบรรเลงความรู้เบาๆ เกี่ยวกับประกันภัยกันค่ะ

    ประเภทของการประกันภัย (ยกมาเพื่อให้เข้าใจง่าย http://tsl.tsu.ac.th/)

    ในการแบ่งประเภทของการประกันภัยนั้น เราพิจารณาการแบ่งประเภทได้เป็น 2 ลักษณะ คือ

    1. การแบ่งประเภทของการประกันภัย ตามหลักวิชาการประกันภัย

    2. การแบ่งประเภทของการประกันภัตามหลักการทางธุรกิจประกันภัย


    การแบ่งประเภทของการประกันภัย ตามหลักวิชาการประกันภัย สามารถแบ่งได้เป็น 3 ประเภทใหญ่ๆ คือ

    1. การประกันภัยบุคคล ( Insurance of the person ) เป็นการประกันภัยเกี่ยวกับภัยที่ก่อให้เกิดความเสียหายเกี่ยวกับบุคคลหรือที่เกิดกับบุคคล ซึ่งได้แก่

    • การประกันชีวิต
    • การประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคล
    • การประกันสุขภาพ

    2. การประกันภัยทรัพย์สิน ( Property Insurance ) หมายถึง การประกันที่บริษัทผู้รับประกันภัยทำสัญญายินยอมที่จะชดใช้ค่าสินไหมทดแทนหรือชดใช้เงินจำนวนหนึ่ง ให้กับผู้เอาประกันภัยในกรณีที่เกิดความเสียหายเกี่ยวกับทรัพย์สินที่เอาประกัน ซึ่งได้แก่

    • การประกันอัคคีภัย
    • การประกันภัยรถยนต์
    • การประกันทางทะเลและขนส่ง
    • การประกันภัยเบ็ดเตล็ด

    3. การประกันภัยความรับผิดตามกฎหมาย ( Liability Insurance ) หมายถึง การประกันที่บริษัทผู้รับประกันภัย ทำสัญญายินยอมที่จะชดใช้ค่าสินไหมทดแทน หรือชดใช้เงินจำนวนหนึ่งให้กับบุคคลภายนอกผู้ได้รับความเสียหายที่เกิดกับชีวิต ร่างกาย หรือ ทรัพย์สิน ของบุคคลภายนอกนั้น อันเกิดจากการกระทำของผู้เอาประกันภัย ซึ่งได้แก่

    • การประกันภัยความรับผิดชอบของบุคคลต่อบุคคลอื่น
    • การประกันภัยความรับผิดชอบของผู้ประกอบวิชาชีพเฉพาะต่อบุคคลอื่น
    • การประกันภัยความรับผิดชอบของธุรกิจต่อบุคคลอื่น

    การแบ่งประเภทของการประกันภัย ตามหลักการทางธุรกิจประกันภัย สามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ

    1. การประกันชีวิต ( Life Insurance )

    2. การประกันวินาศภัย ( Non-Life Insurance ) ยอดฮิตในปัจจุบันเลยค่ะ เป็นการประกันภัยใดๆ

    ที่ไม่ใช่การประกันชีวิต ซึ่งแบ่งได้เป็น 4 ประเภท คือ

    •  การประกันอัคคีภัย
    •  การประกันภัยรถยนต์
    •  การประกันทางทะเลและขนส่ง
    •  การประกันภัยเบ็ดเตล็ด

    โดยลักษณะของประกันภัย

    1. เป็นสัญญาที่ไม่มีแบบ แต่เมื่อเกิดขึ้นแล้วมีผลบังคับตามกฎหมาย เป็นสัญญาปากเปล่า การออกกรมธรรม์เป็นการออกหลักฐานว่าได้มีการทำสัญญาประกันภัย จึงเรียกได้ว่า สัญญาประกันภัยเป็นทีมาของกรมธรรม์

    2. เป็นสัญญาที่ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือจึงฟ้องร้องได้

    3. เป็นสัญญาต่างตอบแทน

    4. เป็นสัญญาที่มีค่าตอบแทนที่ไม่เท่าเทียมกัน

    5. เป็นสัญญาเพื่อการเสี่ยงภัยหรือการเสี่ยงโชค ถ้าเกิดภัย ผู้รับประกันต้องจ่ายค่าสินไหม แต่ถ้าไม่เกิดภัยไม่ต้องจ่าย

    6. เป็นสัญญาเพื่อการชดใช้ค่าสินไหมทดแทน

    7. เป็นสัญญาที่อาศัยอนาคตไม่แนนอน อาจจะเกิดหรือไม่เกิดก็ได้

    8. เป็นสัญญาเพื่อประโยชน์แก่บุคคลภายนอก

     

    ขายประกันภัยดีจริงหรือ?? คงไม่มีคำตอบใดมีค่าเท่ากับคำว่า “ดี”  เพราะการขายประกันสิ่งที่ผู้ขายจะได้คือ

    1. ความรู้เรื่องประกันภัย และความรู้นี้มีค่ากว่าเงิน เราสามารถนำไปช่วยเหลือสังคมได้ รวมทั้งเพื่อน พ่อแม่ พี่น้อง

    2. รายได้ที่แลกมาด้วยความอุตสาหะอย่างแท้จริง เพราะเมื่อก้าวเข้าสู่วงการแล้วเราจะกลายเป็นผู้ช่วยเหลือสังคม แม้บางครั้งเราจะไม่ได้อะไรตอบแทนมาเลยนอกจากคำว่า “ขอบคุณมาก” แต่เราก็ยิ้มได้

    3. รายได้คุ้มค่าเหนื่อย เพราะเป็นไม่ได้ง่ายนัก เราต้องเอาความรู้เพื่อไปแรกกับใบอนุญาตซึ่งหลายท่านที่เคยเข้าสอบจะเข้าใจค่ะ การสอบครั้งเดียวผ่าน มันยาก//แต่คุ้มค่า

    4. เมื่อเข้าสู่วงการแล้ว สิ่งที่ผู้ขายจะได้

    • ส่วนลดแสนมหึมาจากการขายประกันภัย ไม่ว่าจะเป็นภาคบังคับ พรบ.รถยนต์/ หรือภาคสมัครใจ
    • ซื้อใช้เองก็ได้ในราคาที่ถูก (ถูกจริงๆค่ะ) บอกต่อก็ได้ค่าแนะนำเพิ่ม
    • สร้างรายได้ให้ครอบครัว ทำเป็นธุรกิจได้สบายๆ
    • มีบริษัทโบรคเกอร์หลากหลายที่สามารถให้ส่วนลดพิเศษแก่ท่านมากกว่าที่ท่านจะติดต่อบริษัทประกันเอง และที่สำคัญไม่บังคับยอดขาย มีการตลาด support ท่านได้ตลอด ท่านเพียงขายและส่งงาน Online แค่มือถือ 1 เครื่องก็ทำได้แล้วค่ะ  อีกทั้ง มีระบบขยายสายงาน และมีการอบรมให้ฟรี มีทีมงาน support เรื่องข้อมูล ที่เราไม่ต้องเหนื่อยคลิกหาเอง ลองศึกษาข้อมูลที่เว็บนี้ดูค่ะ http://www.srikrungthaibroker.com 

    อยากมีรายได้เสริม หรือธุรกิจเป็นของตัวเอง แบบง่ายๆ ไม่ต้องลงทุน ให้ท่านสมัครเป็นสมาชิกของโบรคเกอร์ที่ไหนสักแห่งเพื่อให้ท่านส่งงานได้ทุกบริษัทฯประกันภัย โดยไม่ต้องติดต่อเอง เชื่อค่ะอย่างน้อยบริษัทโบรคเกอร์เหล่านั้นจะคอยดูแลท่านเป็นอย่างดีจนกว่าท่านจะบินได้… และเมื่อวันใดท่านแกร่งพอที่จะบินได้ จะไม่มีใครรั้งท่านได้แน่นอนค่ะ ลองดูนะคะ

     

     

     

     

     

     

     
  • Srikrungthaibroker.com

    Srikrungthaibroker.com เวลา 1:53:52 pm on Tuesday ที่ 5 July 2016 เพอมาลิงค์ | ตอบ

    ค่าความเสียหายส่วนแรก กับ การเคลม?? 

    หลายครั้งที่หลายท่านจะมีความสงสัยเรื่องค่าความเสียหายส่วนแรกที่เกิดขึ้นเวลาขอเคลม?? วันนี้ขออนุญาตแบ่งปันประสบการณ์เกี่ยวกับความหมายของทั้ง 2 คำ หวังว่าคงเป็นประโยชน์บ้างไม่มากก็น้อย เพื่อได้เป็นประโยชน์เมื่อบังเอิญเกิดขึ้นกับคนใกล้ตัวหรือกับตัวเอง เราควรจะทำอย่างไร??

    คำแรก  ” ค่าเสียหายส่วนแรก ”  แบ่งเป็น

    1. ค่า  Deductible (ดิดั๊กทิเบิล)  หรือ แบบเข้าใจง่ายๆ มันคือค่าเสียหายส่วนแรกที่เป็นค่าดำเนินการ ที่เกิดจากการเคลมที่นอก ยกตัวอย่างเหตุที่ต้องจ่าย Deducitible  เช่น รถถูกขีดข่วนหรือถูกกลั่นแกล้ง/หินหรือวัสดุอื่นๆ กระเด็นใส่/ เฉี่ยวกิ่งไม้ สายไฟ หรือลวดหนาม/ รถตกหลุมหรือครูดพื้นถนน/ เหยียบตะปู วัสดุมีคม หรือยางฉีก  ซึ่งต้องจ่ายที่ 1,000 บาท  แต่หากกรณีไม่ถูกเรียกเก็บ 1,000 บาท ต้องระบุเหตุได้ชัดเจน ยกตัวอย่างดังนี้

    • รถชนกับพาหนะอื่นและแจ้งรายละเอียดคู่กรณีให้บริษัทประกันฯได้
    • ชนกับที่ยึดแน่นตรึงตรากับพื้นดิน เช่น  เสา / ประตู / เสาไฟฟ้า / กำแพง / ป้ายจราจร หรือ ทรัพย์สินอื่นที่ยึดแน่นตรึงตรากับพื้นดิน
    • ชนต้นไม้ยืนต้น ฟุตบาธ ราวสะพาน
    • ชนกองดิน หรือชนหน้าผาชนคน ชนสัตว์
    • รถพลิกคว่ำ

    2. ค่า Excess  (เอ็กเซส)  คือ ค่าเสียหายส่วนแรกที่ผู้เอาประกันตกลงร่วมกันกับบริษัทประกันว่าจะจ่ายในกรณี

    • เงื่อนไขกรมธรรม์บังคับตามข้อตกลง(การยอมรับเงื่อนไขทำให้เบี้ยประกันราคาถูกลง)  แต่เมื่อไม่ทำตามเงื่อนไขที่ได้ระบุในกรมธรรม์ เช่น กรณีได้ระบุผู้ขับขี่ในกรมธรรม์/ได้ระบุประเภทรถใช้เพื่ออะไร??  แต่ขณะเกิดเหตุพบว่า ผู้ขับขี่มิใช่บุคคลที่ระบุในกรมธรรม์/และรถไม่ใช่ประเภทที่ระบุในกรมธรรม์ (ยกตัวอย่าง ขณะทำประกันแจ้งรถเป็นส่วนบุคคล แต่ตอนเกิดเหตุเป็นรถใช้ในการพาณิชย์ เป็นต้น) ค่าเสียหายส่วนแรกตามเงื่อนไขจะต้องจ่าย 8,000-10,000 บาท แบ่งเป็นก. 2,000 บาทแรก สำหรับความเสียหายต่อทรัพย์สินบุคคลภายนอก (รถ อาคาร กำแพง ฯลฯ)ข. 6,000 บาทแรก สำหรับความเสียหายต่อตัวรถยนต์ของเรา (ที่เกิดการชน / คว่ำค. ใช้รถผิดจากประเภทจากที่ระบุในกรมธรรม์ เช่น กรมธรรม์ระบุการใช้รถยนต์ว่า “ใช้ส่วนบุคคล ไม่ใช่รับจ้างหรือให้เช่า” แต่เราเอาไปหาลำไพ่รับจ้างส่งของ เอาไปให้เช่า เมื่อเกิดอุบัติเหตุแล้วคนที่ขับเป็นฝ่ายผิด เราต้องรับผิดชอบเอง 2,000 บาทแรก สำหรับความเสียหายต่อทรัพย์สินบุคคลภายนอก (รถ อาคาร กำแพง ฯลฯ)
    • ความเสียหายส่วนแรกโดยสมัครใจ(การตกลงร่วมกันทำให้เบี้ยประกันราคาถูกลง)  ทั้งผู้เอาประกันและผู้บริษัทประกันตกลง เมื่อเกิดเหตุหากผู้เอาประกันผิดจะต้องจ่ายค่าเสียหายส่วนแรกตามที่ระบุในกรมธรรม์ แต่ส่วนที่เกิน บริษัทประกันจะเป็นผู้รับผิดชอบ  เพิ่มเติม..// กรณีเคลมอู่ซ่อมต้องเป็นอู่ในเครือเท่านั้นจึงจะสามารถจ่ายเพียงค่าเสียหายส่วนแรก หากไม่ใช่อู่ในเครือผู้เอาประกันจะต้องจ่ายเต็มจำนวนซ่อม และติดต่อเบิกคืนจากบริษัทประกัน โดยผู้ตั้งเบิกต้องเป็นชื่อที่ระบุในกรมธรรม์  

             ** สถิติการติดต่อเคลมสำหรับกรมธรรม์ที่ระบุความเสียหายส่วนแรก 10 ปี ขอเคลม 1 ครั้ง  เนื่องจากผู้ขับขี่จะมีความระมัดระวังมากขึ้นนั่นเอง ซึ่งสถิติแจ้งเคลมน้อยกว่าการประกันทั่วไปที่ไม่ระบุความเสียหายส่วนแรกถึง 80%

    ** อย่างไรก็ตาม การติดต่อทำประกันผู้เอาประกันควรสอบถามตัวแทนประกัน หรือโบรคเกอร์ให้ชัดเจนเกี่ยวกับเงื่อนไขต่างๆ เพื่อไม่ให้เสียสิทธิ์ที่ควรได้รับ

    สำหรับ ประกัน 2+ และ 3+  การคุ้มครองตัวรถที่ทำประกันต้องเป็นเหตุที่มีคู่กรณีเท่านั้น ดังนั้นความหมายของ ประกัน 2+ และ 3+ (จะไม่รวมไว้ในค่า Deductible ใน ข้อ 1. ทั้งหมดจะมีเพียงบางส่วน)

    ผู้เขียนได้พยายามเรียบเรียงความรู้ทั้งที่ศึกษามาเอง ทั้งประสบการณ์ หากผิดพลาดขาดตกไป ชี้แจงแนะนำเพิ่มเติมได้นะคะ  แล้วพบกันใหม่ค่ะ ^^

     
  • Srikrungthaibroker.com

    Srikrungthaibroker.com เวลา 3:22:13 pm on Tuesday ที่ 28 June 2016 เพอมาลิงค์ | ตอบ

    ซื้อประกันผ่านตัวแทน หรือผ่านนายหน้าดี?? 

    จากที่พอทราบกันมา บางท่านอาจจะเคยได้ทราบแล้วว่าตัวแทนกับนายหน้ามีความแตกต่างกันอย่างไร  ให้หมายความรวมทั้ง ตัวแทนหนายหน้าประกันวินาศภัย/และประกันชีวิต  แต่สำหรับท่านที่ยังสงสัย บทความนี้น่าจะทำให้ท่านได้เข้าใจความหมายและข้อเด่นข้อด้อยระหว่าง “นายหน้า และ ตัวแทน” ได้มากขึ้น

    ตัวแทน  จะต้องสังกัดบริษัท และส่งงานได้เฉพาะบริษัทที่ตัวเองสังกัดเท่านั้น โดยบริษัทจะส่งผู้สมัครไปสอบ เพื่อให้ได้รับใบอนุญาตตัวแทน

    นายหน้า  จะไม่สังกัดบริษัท ดังนั้น จะส่งงานกับบริษัทใดก็ได้ แต่จะต้องติดต่อสอบใบอนุญาตนายหน้า กับสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริม การประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เอง

    “ซึ่งตามกฏหมาย เมื่อมีบัตรตัวแทนแล้วจะไม่สามารถมีบัตรนายหน้าได้ หรือไม่สามารถเป็นนายหน้าได้ เฉกเช่นเดียวกัน เมื่อมีบัตรนายหน้าแล้วจะไม่สามารถมีบัตรตัวแทน หรือเป็นตัวแทนได้ ต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง”  จนกว่าจะมีการคืนใบอนุญาตอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือจนกว่าบัตรอย่างใดอย่างหนึ่งจะหมดอายุไป จึงจะสามารถเลือกได้อีกครั้ง

    คราวนี้เรามาดูกันว่า จะซื้อประกันผ่านตัวแทนหรือนายหน้าดี??

    หากตัดสินใจซื้อผ่านตัวแทน?? โดยส่วนมากรถใหญ่ป้ายแดงอาจไม่ค่อยได้มีสิทธิเลือก เพราะปัจจุบันส่วนมากบริษัทรถ จะมีการแถมประกันภัยให้กับลูกค้า หรือกรณีไม่แถมก็จะมีพนักงานของศูนย์เสนอทางเลือกให้ ซึ่งไม่น่าเกิน 2 บริษัทฯ เพราะทุกอย่างจะดูรีบทุกขึ้นตอน เราอาจเสียโอกาสในการได้เลือกบริษัทประกันที่มากกว่านี้ ดังนั้น .-

    • ข้อเสียเปรียบ คือ เราจะซื้อประกันในราคาที่แพงกว่าเพราะไม่มีบริษัทที่เป็นคู่แข่งให้ต้องปรับลดราคาเข้าแข่งขันกัน
    • ข้อได้เปรียบ  คือ เรามีโอกาสได้ติดต่อโดยตรงกับบริษัทประกันภัยฯ เพราะตัวแทนก็คือคนที่ทำงานให้บริษัทประกัน ส่วนนี้เราได้เปรียบเรื่องของความคุ้นเคย เมื่อท่านชำระเบี้ยแล้วได้ใบเสร็จของบริษัทประกันภัย เป็นการการันตีว่าท่านได้กรมธรรม์แน่นอน ก็จะตัดปัญหาเรื่องความกังวลว่าจะถูกโกงค่าเบี้ยประกันหรือไม่ ท่านสามารถต่อรองราคาได้เท่าสวนลดสูงสุดที่กฏหมายให้บริษัทประกัน ไม่เกิน 12% ส่วนมากจะไม่ทราบค่ะเพราะคิดว่าราคาที่ตัวแทนเสนอนั้นได้รับส่วนลดมาแล้ว

    หากตัดสินใจซื้อผ่านนายหน้าหรือโบรคเกอร์??

    • ข้อได้เปรียบ  แน่นอนค่ะ ท่านจะได้รับส่วนลดที่มากกว่า เพราะโบรคเกอร์มีอำนาจต่อรองกับบริษัทประกันภัยค่อนข้างมาก เนื่องจากโบรคเกอร์หาลูกค้าให้กับบริษัทประกันภัยได้จำนวนมากนั่นเอง โบรคเกอร์สามารถจะดึงลูกค้าที่เข้ามาติดต่อไปที่บริษัทประกันใดก็ได้ และนี่คืออำนาจต่อรอง  ทั้งนี้ประโยชน์อีกอย่างคือ ท่านสามารถสืบราคาได้จากนายหน้าหลายต่อหลายครั้งจนกว่าท่านจะได้ราคาและการคุ้มครองที่ท่านพอใจ แต่โดยส่วนมากโบรคเกอร์จะเลือกบริษัทที่เบี้ยถูก คุ้มครองดีให้อยู่แล้ว แต่หากท่านมีบริษัทที่ท่านชอบ ท่านสามารถสอบถามเบี้ยและขอส่วนลดที่พึงจะได้จากโบรคเกอร์หรือนายหน้า ซึ่งโดยส่วนมาก ลูกค้าจะได้รับส่วนลดที่มากพอสมควร
    • ข้อเสียเปรียบ  คงเป็นเรื่องของความรู้สึก เกี่ยวกับความเชื่อมั่นในโบรคเกอร์หรือนายหน้า เพราะท่านต้องให้โบรคเกอร์ติดต่อกับบริษัทประกันแทนท่าน ดังนั้นเพื่อเพิ่มความเชื่อมั่นมากขึ้น จึงควรตัดสินใจเลือกโบรคเกอร์ที่เชื่อถือได้เพื่อตัดปัญหาเหล่านี้ไป  ท่านสามารถเข้าตรวจสอบใบอนุญาตนายหน้า เพื่อเป็นตัวช่วยให้ท่านอีกช่องทางหนึ่ง ตามลิงค์ข้อมูลนี้นะคะ http://eservice.oic.or.th/eservice/Search/Broker/PersonAllow.aspx

    จบแล้วค่ะ หากผิดพลาดส่วนใหน ยินดีรับคำติดชมจากทุกท่านนะคะ ผู้เขียนหวังเป็นอย่างยิ่งว่า หลายท่านคงได้รับประโยชน์ไม่มากก็น้อย  ขอบคุณที่ติดตามและอ่านบทความนี้นะคะ แล้วเจอกันใหม่ค่ะ   ^^

     คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ ตัวแทน/นายหน้า ?? คลิกที่นี่นะคะ

     

     
  • Owen Preeda เวลา 10:26:08 am on Thursday ที่ 12 May 2016 เพอมาลิงค์ | ตอบ

    ปริญญาลูกชาวนา 

    สวัสดีดีครับเพื่อนๆพี่ๆน้องๆ ใครๆก็มีความฝันใช่ไหมครับตอนเด็ก มีใครมั่งตอนเด็กอยากเป็นคุณครู ทหาร ตำรวจ หมอ อาชีพเหล่านี้วนเวียนในหัวเราเรื่อยๆมา หรือจะกล่าวได้ว่า พ่อแม่ญาติพี่น้องก็เห็นด้วยกับหลายหลายอาชีพ. แต่อย่าอคติกับผมนะครับ ทุกอาชีพมีดีหมดแหละครับ แต่ว่าจะเป็นอาชีพในอนาคตของใครๆนั้นผมก็คงให้คำตอบนี้ไม่ได้แน่นอน มาเริ่มเล่าก่อนละกันครับเกริ่นซะยาวเป็นการแนะนำตัวก่อนครับ?   ก่อนจะเริ่มว่าผมเป็นใครมาจากไหนผมขอแนะนำตัวก่อนนะครับ. ผมชื่อโอหรือเพื่อนๆชอบติดปากว่า โอเว่น 555. ยินดีที่รู้จักกับทุกคนนะครับ ว่าแต่ผมจะเริ่มยังไงก่อน เอาเป็นว่าผมเป็นลูกชาวเรียนจบปริญญาตรี ผลึกผันตัวมาเป็น ชาวไร่ชาวนาชาวสวนอีกครั้งหลังจากวิ่งหน้าตามหาฝันสู่เมืองหลวงสักประมาณปี52นานเหมือนกันครับ7ปี สำหรับผมนะ มีรอยยิ้ม น้ำตาและมิตรภาพ ประสบการณ์ชีวิตที่โรงเรียนและมหาลัยไม่ได้สอน ยังไงอย่าเพิ่งเบื่อสิ่งที่ผมพยายามเล่านะครับเป็นประสบการณ์ที่คนๆหนึ่งอยากแชร์มุมมองให้เพื่อนๆพี่ๆน้องๆคิดตามไปกับผม

     
  • No more salary เวลา 12:50:56 am on Monday ที่ 4 January 2016 เพอมาลิงค์ | ตอบ

    ชีวิตที่ไม่อยากมีเงินเดือนแล้ว No more Salary 

    ตัดสินใจเขียนบันทึกตั้งเป้าหมาย 2 ปี เพื่อทำตามความฝันที่ชัดเจนอีกครั้ง หลังจากไม่รู้สึกมีความฝันแบบนี้มานาน แต่เป็นความฝันที่ค่อนข้างทำให้ตัดสินใจลำบากว่ามันจะไปรอดหรือไม่ เพราะครั้งนี้เดิมพันความมั่นคงชีวิต การงาน ครอบครัวในอนาคต จากนี้อีก 104 สัปดาห์ คงได้รู้ว่าความฝันมันจะสำเร็จไหม? โดยส่วนตัวมีความเชื่อมั่นอย่างแรงกล้า เพราะพิสูจน์ด้วยอดีตที่ผ่านมาตลอดชีวิต 30 กว่าปี ว่าถ้าเราได้ลองชอบอะไร คลั่งไคล้อะไร เราก็จะทำสิ่งนั้นอย่างเต็มที่โดยก่อนหน้านี้ไม่เคยได้ตั้งเป้าหมายที่ชัดเจน แต่พอมานึกย้อนดู แต่ละเรื่องที่เราได้ทำ มันไปได้ค่อนข้างดีในระดับหนึ่ง เล่นฟุตบอลก็มีโอกาสเป็นตัวมหาลัย เล่นดนตรีก็เป็นวงแนวหน้าของมหาลัย อยากพัฒนาภาษาอังกฤษแบบก้าวกระโดดก็ทำได้เร็วเกินคาด อยากเติบโตในอาชีพการงาน มันก็เป็นไปตามที่เราฝันทั้งหมด มีโอกาสได้เห็นหนังสือ The secret  ของพี่สาวตั้งแต่เพิ่งเรียนจบ อ่านแล้วก็รู้สึกเฉยๆ หนังสือไรวะ อ่านไม่รู้เรื่องเลย แต่เมื่อโตขึ้นมา มีความคิดลึกซึ้งเกี่ยวกับชีวิตมากขึ้น มีโอกาสขุดมาอ่านอีกที อ่าว เฮ้ย กฎนี้มันมีจริงนี่หว่า และมันเกิดขึ้นกับตัวเราจริงก่อนที่จะรู้ความลับที่เค้าบอกในหนังสือด้วยซ้ำ ทฤษฎีอะไร กฎอะไร ไม่รู้เรื่องมาก่อน แต่พออ่านปั๊บ รู้เลยว่า ที่ผ่านมา เราได้แต่ละอย่างมามันเป็นไปตามระบบความคิดแบบนั้นเป๊ะเลย ทบทวนตัวเองหลายๆรอบ จริงๆแล้วคงไม่ใช่พลังจักรวาลอันใด แต่อยู่ที่ตัวเราเท่านั้นเอง ที่เป็นคนขีดเขียนให้ชีวิตเราจะไปทางไหน แต่ก็ลองคิดถามตัวเองหลายครั้ง ว่าทำไมแต่ละเรื่องมันไปไม่สุดของมัน คำตอบที่ได้คือ “มึงเลิกมันก่อนไง” 

    วัยเด็ก

    ตอนเรียนมักจะมีคนถามว่า “โตขึ้นหนูอยากเป็นอะไรจ๊ะ?” จำได้ว่า เป็นคำถามที่ตอบยากจริงๆ เพื่อนๆตอบกันว่าอยากเป็นหมอ ตำรวจ ทหาร ครู พ่อครัว แม่ครัว บลาๆๆๆ เยอะไปหมดเลย แต่เท่าที่จำได้ด้วยความจำวัยเด็กที่เลือนลาง จำได้น้อยมาก แต่เรื่องนี้จำแม่นมากเลย คำตอบที่ตอบคนที่ถามไปก็คือ “ผมอยากเป็นนักธุรกิจครับ” ทั้งที่ตอนนั้นยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่านักธุรกิจคืออะไร ทำอะไร รู้แต่ว่านักธุรกิจใส่สูท ฝูกเนคไทเท่ห์ๆ แต่ไม่ถึงขนาดปักใจว่าต้องเป็นให้ได้ อาจเป็นแค่คำตอบแกนๆแก้เขิน เพราะไม่รู้อยากเป็นอะไร อันอื่นๆ ฟังดูแล้วก็ไม่เห็นอยากจะเป็นเลย แอบคิดในใจว่า ไม่เป็นอะไรเลยได้ไหม ต้องเป็นอะไรด้วยเหรอ งง?

    วัยรุ่น

    โตขึ้นมาเรื่องเรียนไม่ต้องพูดถึง เอาแค่ประทังตัวรอดไปปีๆ เรียนหนังสือมาวิชาอะไร อาจารย์ชื่ออะไร สายศิลป์ สายวิทย์ ตอนเลือกไม่รู้ว่าต่างกันอย่างไรด้วยซ้ำ ตอนเข้ามหาลัย เลือกสี่อันดับคนละเรื่องเลย ยังโชคดีอยู่ที่มันก็สอบติดไปได้เรื่อยๆ เหมือนกัน จำพ่อแม่บอกตอน ม.6 ใกล้ๆจะเอ็นได้ว่า ถ้าสอบรัฐบาลไม่ติด พ่อแม่ก็ไม่มีเงินส่งเรียนเอกชนเหมือนพี่สาวหรอกนะ เพราะเพิ่งผ่านปี 40 เจ๊งกันมาหมาดๆ เหมือนกัน เราก็เข้าใจ แต่เผอิญสอบติดแฮะ ตอนเรียน ก็เหมือนเดิม เรียนอะไรบ้าง มันเกี่ยวกับอะไร ไม่รู้เลย ถามว่าที่เรียนจบมา จะเอาไปทำอาชีพอะไรได้บ้าง เท่าที่เห็นก็รับราชการกันทั้งนั้น ทำไงดี ไม่อยากทำอะไรพวกนี้เลย แต่ก็เรียนมาจนจบจนได้แฮะ แต่ตอนนั้นก็รู้ว่าสิ่งที่ชอบและคลั่งไคล้อย่างเดียวเลยก็คือ อยากเป็นนักดนตรี

    วัยทำงาน

    ตอนแรกที่บ้านจะไม่ยอมให้มาทำงาน อยากให้ทำธุรกิจที่บ้าน แต่ก็คิดว่าอย่างน้อยก็ลองเอาวุฒิมาใช้ดูหน่อยซิ กว่าที่บ้านจะยอมให้ออกมาทำงานก็ช้ากว่าคนอื่นไปกว่าครึ่งปีละ ก็เริ่มมาหางานทำใน กทม. เดินแบบ walk in ไปทั่ว คิดๆดูแล้วตลกดีเหมือนกัน เราเคยเห็นในหนัง คนเค้าหางานเค้าทำยังงี้กันนี่หว่า สักพัก ก็ได้งานเอง ที่ไหนได้ ตอนนั้นเค้าสมัครผ่านเนตกันหมดแล้ว บักห่าเอ้ย แต่ตอนไปสมัครตึกโน้นตึกนี้ รู้สึกสนุกมาก เหมือนมันกำลังลุ้นว่า ชีวิตของเราเองจะพัดพาไปทางไหนนะ (รู้สึกดีทุกครั้งที่เจอจุดเปลี่ยนแบบนี้)  สมัครแต่ละที่ก็ถามแบบโง่ๆ จบอันนี้มา ทำอะไรได้บ้างครับ? แล้วก็กรอกไปเรื่อยสนุกดี สุดท้ายไม่นานก็มีลมพัดพาให้ได้งานที่แรก โห งานมันหาง่ายจัง ไม่เหมือนในหนังเลย 555  ตอนนั้นงานที่่ให้ไปทำเราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าต้องทำอะไร  ทำอะไรบ้าง คิดง่ายๆว่า เออ ทำงานในบริษัทก็เป็นนักธุรกิจแล้ว ลองดูๆ

    สิ่งที่คิดว่าเราทำได้ คือ เราทำงานกับคนเยอะมากตอนเรียน พอมีทักษะในการประสานงาน ก็เลยลองดู ทำไปทำมา เออ ไม่ยากแฮะ สนุกดี หลังจากนั้น ชีวิตก็วนเวียนในสายอาชีพนี้มาตลอด เผลอแปบเดียวจะครบรอบ 12 ปีแล้วนะเนี่ย??? ตลอด 12 ปี บอกเลยว่าเราก็สนุกกับงานมาก มีความท้าทายใหม่ๆขององค์กรมาให้เราได้ลองความสามารถตลอด องค์กรไหนไม่ท้าทายไม่สนุก เราก็ย้าย จนมาลงตัวกับบริษัทสุดท้าย ที่มีหลายโจทย์ หลาย location ไม่เบื่อ แล้วก็ เพลิดเพลินไปกับการใช้ชีวิตตามที่สังคมคนทำงานเค้านิยมกัน เลิกงานสังสรรค์ มีความรัก เดินห้าง กินข้าวแพงๆ ซื้อรถ แต่งงาน ซื้อบ้าน เลี้ยงหมา มีลูก มีครอบครัวที่อบอุ่น  เติบโตในหน้าที่การงาน มีเงิน จนถึงตอนนี้สงสัยเริ่มแก่ เริ่มขบคิดกับตัวเองมากขึ้น ลองคิดดูแล้วที่เราทำมาตลอดช่วงวัยทำงานนี้ มันใช่ความสุขจริงๆเหรอ สิ่งที่เราต้องการเป็นแบบนี้เหรอ ทั้งๆที่ก็เพิ่งย้ายมาโปรโมทใหม่ๆ น่าจะมีไฟ มีแรงพิสูจน์ฝีมือ แต่กลับรู้สึกว่า ตอนนี้เรากำลังทำอะไรอยู่ ชีวิตของเราจะเป็นแบบนี้ไปอีกกว่า 30 ปี? ยิ่งลองมาเขียนบล๊อกก็ยิ่งชัดเจนกับตัวเองว่า สิ่งที่เราเคยชอบเคยทำ เราไม่ได้จับมันนานแค่ไหนแล้ว? เราชอบออกกำลังกาย เราชอบเล่นดนตรี ชอบใช้เวลากับตัวเองเยอะๆ ทุกวันนี้เราห่างจากมันมาแค่ไหนแล้ว ทำไมยิ่งโตขึ้น เรายิ่งทำในสิ่งที่เราชอบไม่ได้ ยิ่งโตขึ้น เรายิ่งมีเวลาให้ตัวเองน้อยลงเรื่อยๆ 12 ปีที่ผ่านมา ทำไมเราถึงไม่ได้ทำสิ่งที่ชอบได้มากกว่านี้ เริ่มคิดถึงเรื่องเก่าๆ สิ่งที่เราชอบ ทำไมเราจึงเลิกทำ ทำไมเราไม่ได้ทำ เราค่อยๆปล่อยสิ่งที่ชอบหายไปจากชีวิตเราทีละอย่างๆ

    สิ่งที่หายไป

    เมื่อก่อนเรามีเวลาทำสิ่งที่ชอบตอนไหนเวลาไหนก็ได้ ไปไหนเมื่อไหร่ก็ได้ ไม่อยากทำก็อยู่เฉยๆ แต่พอมาทำงานประจำ สิ่งแรกที่หายไปเลยก็คือ “เวลา” มนุษย์เงินเดือนหลายคนบอกว่าสิ่งที่เราแลกไปไม่ใช่เวลานะ เป็นความสามารถและไอเดียของเรามากกว่า ซึ่งเราก็เคยคิดอย่างนั้น จนวันนึงที่เรารู้มาอย่างหนึ่งก็คือ ไม่ว่าเราจะทำงานดี ไม่ดี  เก่ง ไม่เก่ง มีผลงาน ไม่มีผลงาน เป็นพนักงานระดับล่างหรือระดับบน ทุกคนต่างก็ต้องให้ “เวลา” ในการไปทำงานประจำนั้นๆ ซึ่งไม่แปลก และเป็นสิ่งที่เรายอมรับได้ตั้งแต่เริ่มมาสมัครเป็นพนักงานแล้ว แต่สิ่งหนึ่งที่สำคัญมากๆ และมันหายไปพร้อมๆกับเวลา นั่นก็คือ “ความฝัน” การเป็นพนักงานประจำไม่ได้ทำให้ความฝันมันหายไป แต่การที่ต้องใช้ชีวิตประจำวันเหมือนๆเดิม ตื่นเช้า ขับรถ เจอรถติด ถึงที่ทำงาน ประชุม ตอบเมล ขับรถ กลับบ้านค่ำๆ เข้านอน ตื่นแต่เช้า วนอย่างนี้ 5 วันต่อสัปดาห์ ดูเหมือนไม่เยอะนะ ลองเป็นแบบนี้สิ เราทำงาน 71%ของสัปดาห์ หรือ 71% ของ 12 ปี เริ่มเยอะใช่ไหม มีเสาร์อาทิตย์ที่ดูเหมือนเป็นวันที่เราได้ทำสิ่งที่ชอบ แต่ก็หมดไปกับสิ่งสำคัญก่อนก็คือ การดูแลบ้าน ดูแลลูก ดูแลครอบครัว ถามว่าในรอบ 1 ปีมีโอกาสกี่ครั้งที่เราได้ไปสถานที่ใหม่ๆ ผู้คนใหม่ๆ เหตุการณ์ใหม่ๆ รวมถึง แรงบันดาลใจใหม่ๆ ก็ไม่แปลกที่เราก็มักจะหลงไปกับภาระกิจหน้าที่ที่เราต้องเจอเฉพาะหน้าในแต่ละวันๆ จนลืมว่าตัวเองชอบอะไร หรือสิ่งที่ทำอยู่ใช่สิ่งที่เราอยากได้ อยากเป็นจริงๆหรือไม่?

     

     
  • สหาย

    สหาย เวลา 11:52:01 am on Wednesday ที่ 25 November 2015 เพอมาลิงค์ | ตอบ

    5 ขั้นตอนการรักษา อาการเบื่อโลก 

     

    คุณเคยรู้สึกเบื่อๆอย่างไม่มีเหตุผลบ้างไหม?

     

    อาการเบื่อที่มันผ่านเข้ามาในชีวิตเราอย่างไม่มีสาเหตุ

    ความรู้สึกแย่ๆที่เข้ามาในหัวเราตลอดเวลา มันปะปนกันจนอธิบายไม่ถูกว่าเรื่องอะไร

    มันทั้งเหงา เศร้า เสียใจ ผิดหวัง ท้อแท้ แต่ก็ไม่รู้ต้นเหตุของมัน

    และต่อให้พยายามหาวิธีแก้ โดยการดูหนังตลก แต่ก็ไม่ตลก พยายามคุยเรื่องสนุก แต่ก็ไม่สนุก

    บรรยากาศรอบตัวมันดูมืดๆ หมองๆ ไม่สว่างสดใส และดูไม่แจ่มแจ้ง

    อาการเช่นนี้ ผมขอเรียกมันง่ายๆว่า “อาการเบื่อโลก”

     

     

    อาการเบื่อโลกเกิดจากอะไร?

     

    อาการเบื่อโลก เกิดจากการที่เราใช้ชีวิตซ้ำไปซ้ำมาเป็นวงจรเดิมๆ ในระยะเวลานานหลายปี

    มันมักเกิดขึ้นกับคนในวัยที่เริ่มทำงานไปได้สักระยะหนึ่ง ซึ่งมันจะค่อยๆสะสมอยู่ในจิตลึกๆ

    มักมีอาการเริ่มต้นคือไม่อยากตื่นนอนไปทำงาน เมื่อเลิกงานก็ไม่อยากเข้าบ้าน แต่ก็ไม่รู้จะไปไหน

    สุดท้ายก็ต้องมาจบอยู่ที่หน้าคอม หรือบนเตียงนอนที่บ้าน

    อาการต่อมาคือเริ่มไม่มีสมาธิกับงานที่รับผิดชอบ และเริ่มเปิดหางานตามเวป หรือแหล่งหางานต่างๆ

    แต่เมื่อสุดท้ายไม่มีที่ใดตอบรับ หรือรู้สึกไม่มั่นใจที่จะเปลี่ยนงาน

    ก็จะกลับมาทำงานแบบเดิมๆ ในที่เดิมๆ โดยทำงานไปด้วยความรู้สึกเบื่อๆเหมือนเดิม

     

     

    เมื่อการทำงานกลายเป็นเรื่องน่าเบื่อ ส่งผลกระทบให้เรื่องต่างๆดูน่าเบื่อ

    กินอะไรก็ไม่อร่อย เที่ยวก็ไม่สนุก คุยกับใครก็ไม่เพลิดเพลิน

    และหลายครั้งจะชอบนำชีวิตคนอื่นมาเปรียบเทียบกับชีวิตตัวเอง

    ชอบนั่งดูรูปคนอื่นไปเที่ยว ยิ้ม หัวเราะ พูดคุยกันอย่างสนุกสนาน

    แต่ยิ่งดูสิ่งเหล่านั้นมากเท่าไหร่ ภายในใจก็กลับยิ่งเศร้าหมองลงไปเรื่อยๆ

     

    จนบางครั้ง ก็พยายามหาทางออกให้ตัวเอง โดยการไปเที่ยวและถ่ายรูปยิ้มแย้มบ้าง

    แต่สุดท้าย ลึกๆในใจตัวเองนั้นก็รู้ดีว่า สิ่งที่แสดงนั้นไม่ได้ออกมาจากใจ

    ภาพที่ออกมาอาจดูยิ้ม แต่ในใจกลับยิ่งเศร้า และสุดท้ายก็กลับไปอยู่ในอาการเดิมๆ ในที่เดิมๆ

     

    อาการเบื่อโลกมีวิธีแก้หรือไม่?

     

    สำหรับวิธีแก้อาการเบื่อโลกนี้ มีอยู่หลายแบบ แตกต่างกันออกไป

    โดยที่บางคนอาจใช้เวลารักษาไม่นาน แต่บางคนอาจต้องใช้ระยะเวลานานหน่อย

    แต่ไม่ว่าจะยังไง ทุกคนก็สามารถหลุดพ้นจากอาการเบื่อโลกนี้ได้

    โดยการ ปรับ เปลี่ยน ตามขั้นตอนทั้ง 5 ข้อ ดังต่อไปนี้

     

    1.ปรับ เปลี่ยน สถานะ

    หากคุณเป็นคนโสด แนะนำให้หาแฟนซ่ะ!!!

    เพราะการมีแฟน อาจทำให้บางคนหายจากอาการนี้ได้เลยทีเดียว

    ดังเช่นคำกล่าวที่ว่า “ความรักชนะทุกอย่าง” ไม่เว้นแม้กระทั้งอาการเบื่อโลก

    ส่วนใครที่มีแฟนอยู่แล้ว แนะนำว่าให้ทบทวนตัวเองดูใหม่ ว่าจริงๆแล้วตอนนี้คุณรู้สึกอย่างไรกับแฟน

    เพราะอาการเบื่อโลกนั้น ส่วนมากมักไม่ค่อยเกิดขึ้นกับคนมีความรัก (แฟน)

    ยกเว้นก็แต่ตอนนี้คุณคบกับแฟนของคุณด้วยเหตุผลอื่นที่ไม่ใช่ความรัก…

     

    2.ปรับ เปลี่ยน เวลาการดำเนินชีวิต

    อาจฟังดูยาก ที่จะเปลี่ยนเวลาคนที่ทำงานประจำ แต่ก็ใช้ว่าจะทำไม่ได้

    เช่นลองนอนให้ไวขึ้น และตื่นไปทำงานให้เช้าขึ้น เปลี่ยนเวลาในการกินข้าว

    ร่วมถึงเปลี่ยนเวลาในการออกกำลังกาย หรือ เปลี่ยนวัน เวลา ในการพบปะเพื่อนฝูง

    เพราะการทำเช่นนี้มันอาจจะทำให้คุณได้เจออะไรใหม่ๆบ้าง

     

    3.ปรับ เปลี่ยน รูปแบบการใช้ชีวิต

    รูปแบบการใช้ชีวิตในที่นี้คือ ที่พัก การเดินทาง การกิน การเที่ยว ดูหนัง อ่านหนังสือฯ

    อาจเปลี่ยนห้องหอ หรือเปลี่ยนเส้นทางในการเดินทางไปทำงาน อาจจะถึงที่ทำงานช้า แต่เราก็แค่ตื่นให้ไวขึ้น

    เปลี่ยนร้านอาหารบ่อยๆ อย่ากินอาหารจำเจ เปลี่ยนสไตล์หนังที่ดู และแนวหนังสือที่อ่าน

    สุดท้ายคุณควรออกเดินทางไปเที่ยวในที่ที่ไม่เคยไปบ่อยๆ ไกลบ้าง ใกล้บ้าง ตามที่เราสะดวก

    เพราะบางที ไม่แน่น่ะครับ สิ่งที่คุณถูกใจ มันอาจอยู่ไม่ใกล้ ไม่ไกลตัวคุณ

     

    4.ปรับ เปลี่ยน บุคลิกตัวเอง

    เสื้อผ้า หน้า ผม เครื่องแต่งกาย ลองส่องกระจกแล้วคิดดูว่าจะเปลี่ยนอะไรบ้าง

    เปลี่ยนแนวเสื้อผ้าที่ใส่บ้าง เพราะไม่แน่คุณอาจเป็นพวกไม่ได้ใส่ในสิ่งที่ชอบ แต่ใส่สิ่งที่มี

    คุณก็แค่ลองปรับ เปลี่ยน ทรงผม เสื้อ กางเกง รองเท้า หมวก รวมไปถึงจัดห้องหอใหม่ดูบ้าง

    เพราะการทำเช่นนี้ คุณอาจจะเจอสิ่งที่คุณชอบ มากกว่าสิ่งที่คุณเป็นอยู่ก็ได้

     

    5.ปรับ เปลี่ยน แนวคิดทัศนคติ

    เรื่องแนวคิดเป็นสิ่งที่จะว่ายากก็ยาก จะว่าง่ายก็ง่าย ที่จะปรับเปลี่ยน

    แต่ในที่นี้ผมจะแนะนำให้คุณลองอยู่กับตัวเองมากๆ ซึ่งไม่ได้หมายความว่าอยู่คนเดียว

    อาจเดินทางไปที่ท่องเที่ยวที่สงบๆ อย่างเช่น อุทยาน,พิพิธภัณฑ์,โบราณสถาน,วัด

    หรือ ลองไปเยี่ยมเยือนสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า บ้านพักคนชรา ร่วมถึงพวกสถานพินิจ

    สถานที่เหล่านี้อาจทำให้คุณได้คิด และอาจมีมุมมองอะไรใหม่ๆ เกิดขึ้นมาก็ได้

     

    และนี่เป็นขั้นตอนทั้ง 5 ข้อ ที่ผมมั่นใจว่าจะสามารถช่วยคนที่อยู่สภาวะอาการเบื่อโลกได้ไม่มากก็น้อย

    สาเหตุที่ผมมั่นใจเช่นนั้น ก็เพราะทั้ง 5 ขั้นนี้ ผมได้เรียบเรียงจากประสบการณ์ของตัวเอง

    โดยการที่ใช้ตัวเองเป็นหนูทดลองอย่างไม่ตั้งใจมาแล้วว่า มันได้ผลจริงๆ

     

    แล้วคุณล่ะครับเคยมีอาการเบื่อโลกบ้างหรือป่าว?

    หากมี คุณได้ลองทำขั้นตอนทั้ง 5 ข้อนี้หรือยัง?

     

     
  • สหาย

    สหาย เวลา 2:30:45 pm on Saturday ที่ 21 November 2015 เพอมาลิงค์ | ตอบ

    1 ปี กับ 55 สถานที่ ที่ยังไม่เคยไป... 

    วันนี้มาขอฝากเนื้อฝากตัวกับการเขียนบล็อกเป็นครั้งแรก

    ซึ่งผมมีโอกาสได้เขียนคอลัมน์ให้กับอาจารย์ท่านหนึ่ง เป็นอาจารย์ตอนที่ผมเรียนมหาวิทลัย

    และท่านได้แนะนำให้ลองมาเขียนบล็อก เพื่อเก็บไว้เป็นความรู้

    เป็นแรงบรรดาลใจ ให้กับคนอื่น และเก็บไว้เป็นผลงานให้กับตัวเอง

    วันนี้ผมจึงขออนุญาตประเดิมบล็อกแรกด้วยการนำประสบการณ์การเดินทางตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา

    มาให้ทุกท่านได้ชม และ อ่าน โดยหวังว่าบล็อกแรกของผมนี้ จะมีประโยชน์แก่ผู้ที่เข้ามารับชม ไม่มากก็น้อย

    ผมเป็นคนๆหนึ่ง ที่ชอบการเดินทาง…
    เพราะผมรู้สึกว่า การเดินทาง มันทำให้ผมได้เรียนรู้ และมีความสุข
    ไม่ว่าก่อนเดินทาง ผมจะมีปัญหาอะไร แต่เมื่อได้เริ่มเดินทางแล้วนั้น ทุกอย่างจะหยุดลง
    และทุกครั้งที่กลับมาจากการเดินทาง ผมก็มักจะพบทางออกเสมอ

    เพื่อนๆเคยนับไหมครับว่า ในหนึ่งปี เราได้ไปสถานที่ที่ยังไม่เคยไปมาทั้งหมดกี่แห่ง
    ส่วนตัวผมเองนั้น ตอนแรกก็ไม่เคยมานั่งนับว่าไปมากี่ครั้ง กี่แห่ง แต่พอมีเวลา ก็เลยลองนับๆดู ปรากฏว่า มันเยอะใช้ได้เลยทีเดียว
    เพราะภายในหนึ่งปีมานี้ ผมได้เดินทางไปสถานที่ที่ผมยังไม่เคยไปมาก่อนมากถึง 55 แห่ง!!! (เยอะมากสำหรับคนหาเช้ากินค่ำอย่างผม)

    ชอบมีคนถามผมเสมอว่า ทำไมถึงชอบเดินทาง?
    คำตอบสั้นๆที่น่าจะครอบคลุมที่สุดก็คือ “มันทำให้ผมมีความสุข”
    เพราะทุกครั้งที่ผมได้เดินทาง ผมจะตื่นเต้นทุกครั้ง ไม่ว่าสถานที่นั้น จะใกล้ หรือ ไกล
    และนี่เป็นสถานที่ต่างๆ ที่ผมยังไม่เคยไป และได้มีโอกาสไปในรอบ 1 ปีมานี้

    1.แก่งกระจาน (4 ตุลาคม 2557)
    “เริ่มสถานที่แรก เป็นสถานที่ที่ผมผ่านไป ผ่านมา หลายต่อหลายครั้ง แต่ไม่เคยได้ผ่านเข้าไป
    นี่จึงเป็นครั้งแรกที่ผมได้เข้าไปเที่ยวอย่างจริงจัง (ส่วนมากเที่ยวแต่ชะอำ)

    2.สวนรถไฟ (15 ตุลาคม 2557)
    “สถานที่ที่อยู่กลางเมืองหลวง แต่ผมไม่เคยมีโอกาสได้ไปเลยสักครั้ง
    นี่จึงนับเป็นครั้งแรกที่ผมได้มีโอกาสเข้าไปชื่นชมความสวยงามของสถานที่แห่งนี้”

    3.สนามหลวง ยามค่ำคืน (25 พฤศจิกายน 2557)
    “ถ้าพูดถึงสนามหลวง ผมเองเคยมาหลายครั้งแล้ว แต่ยังไม่เคยมาตอนกลางคืนเลยสักครั้ง
    จึงได้หาโอกาสช่วงที่เขาเริ่มจัดงานวันพ่อ เพราะจะมีการประดับบริเวณถนนรอบๆ ซึ่งบอกได้เลยว่า สวยมากกกก”

    4.หาดคุ้งวิมาน ถนนเฉลิมบูรพาชลทิต (4 ธันวาคม 2557)
    “เคยเห็นคนอื่นมาโพส เลยรู้สึกชอบ และอยากไป
    จึงได้ตัดสินใจเดินทางไป และก็ไม่ผิดหวังจริงๆ”

    5.อ่าวคุ้งกระแบน (5 ธันวาคม 2557)
    “เป็นสถานที่ที่เคยมาสมัยเรียน แต่ไม่เคยได้มีโอกาสนอนค้างคืนริมอ่าวเลย
    ครั้งนี้จึงได้หารีสอร์ทบริเวณริมอ่าว และได้สัมผัสความสงบ และสวยงามของที่แห่งนี้ไปหนึ่งคืน”

    6.งานดนตรี บิ๊กเมาท์เทน เขาใหญ่ (7 ธันวาคม 2557)
    “หลังจากไปพักผ่อนกายใจริมทะเลแล้ว ก็ได้เวลาปลดปล่อยอารมณ์กับงานดนตรีสนุกที่อยากไปมาหลายปีแล้วแต่ไม่มีโอกาส”

    7.สะพานข้ามแม่น้ำ วัดสะตือ (20 ธันวาคม 2557)
    “มีโอกาสพาแม่ไหว้พระ9วัด จนมีคนแนะนำให้มาวัดนี้ และก็ประทับใจกับบรรยากาศโดยรวมของวัดนี้จริงๆ”

    8.องค์พระปฐมเจย์ดี (25 ธันวาคม 2557)
    “มีเวลาไม่มาก จะอยู่บ้านก็ยังไงอยู่ เลยลองหาที่ใกล้ๆ ที่ยังไม่เคยไปดู ก็มาสะดุดกับที่นี่ ยิ่งใหญ่และงดงามสมคำร่ำลือจริงๆ”

    9.เขาค้อ (31 ธันวาคม 2557)
    “เป็นการเดินทางที่ไม่ได้ตั้งเป้าหมายไว้ ขับรถไปคนเดียว เรื่อยๆ ขับตามป้ายโน้น นี่ นั้น
    แต่พอรู้ตัวอีกที รถผมก็จอดอยู่ที่จุดชมวิวของเขาค้อแล้ว”

    10.สะพานมอญ (7 มกราคม 2558)
    “อีกสถานที่ท่องเที่ยว ที่มาตามรูปภาพของคนอื่น เห็นแล้วชอบเลย
    พอมีโอกาสจึงไม่รอช้า มุ่งหน้ามาเที่ยวซ่ะเลย”

    11.ทุ่งโสนริมทาง (9 มกราคม 2558)
    “ระหว่างขับรถกลับจากกาญฯ พอขับรถไปนานๆ มีอาการง่วง หันเห็นต้นไม้ใหญ่ และทุ่งดอกโสน จึงได้จอดรถนอนพักและถ่ายรูป”

    12.สะพานท่าเรือ เกาะช้าง (10 กุมภาพันธ์ 2558)
    “ขับรถไปตามถนน จนสุดแผ่นดินที่สะพานแห่งนี้
    เป็นสะพานที่ทอดยาวไปสู่ทะเล เพื่อต่อเรือไปยังเกาะช้าง”

    13.ริมหาดสวนสน (19 กุมภาพันธ์ 2558)
    “เป็นครั้งแรกมีโอกาสได้ไปเที่ยวหาดสวนสน จังหวัดระยอง เห็นเรือประมงแล้วดูแบบว่าเป็นวิถีชาวบ้านดี เลยขอถ่ายรูปไว้สักรูป”

    14.เมืองลำปาง ( 26 กุมภาพันธ์ 2558)
    “อีกหนึ่งเมืองที่ผู้คนมักพูดถึง จึงไม่แปลกอะไรที่เมื่อผมมีโอกาสแล้ว จะต้องเดินทางมาที่นี่”

    15.ดอยอินทนนท์ (28 กุมภาพันธ์ 2558)
    “สูงสุดแดนสยาม ถ้ายังไม่เคยมา ก็อย่าช้า รีบมาเลยครับ”

    16.ดอยสุเทพ (28 กุมภาพันธ์ 2558)
    “ที่ยอดฮิต ของนักท่องเที่ยว เมื่อได้มาเยือนจังหวัดเชียงใหม่
    พอมาเห็นที่นี่แล้วมีคำๆหนึ่งที่ผมคิดได้ทันทีที่เห็นคือ…
    “ต่างชาติขึ้นบันได คนไทยนั่งกระเช้า” ”

    17.ปาย (1 มีนาคม 2558)
    “ที่เที่ยวยอดฮิตประจำยุคสมัย ต้องที่นี่เลยครับ ของเขาดีจริงๆ”



    18.วัดพระธาตุดอยกองมู (1 มีนาคม 2558)
    “ขับรถขึ้นเขาต่อจากปายมาอีก111กิโลเมตร ก็จะพบกับเมืองแม่ฮ่องสอน
    ซึ่งต้องบอกเลยว่า ถ้ามาถึงแม่ฮ่องสอนแล้ว ไม่ได้มาที่นี่ ถือว่ามาไม่ถึงเลยก็ว่าได้ครับ”


    19.ดอยอ่างขาง (3 มีนาคม 2558)
    “ถ้าพูดถึงความสวยงามแล้ว ที่ดอยนี้ไม่แพ้ที่ไหนในประเทศ
    ทั้งวิวเขา ทะเลหมอก สวนดอกไม้ พุดได้ว่า มีครบเครื่องเรื่องความงดงามเลยทีเดียว”

    20.วัดกลางเวียง (4 มีนาคม 2558)
    “วัดที่ตั้งอยู่กลางเมืองเชียงราย และยังเป็นที่ตั้งของศาลหลักเมืองเชียงรายอีกด้วย”

    21.วัดพระธาตุหริภุญชัย วรมหาวิหาร (5 มีนาคม 2558)
    “หากผ่านมาจังหวัดนี้ จะไม่แวะเยี่ยมเยือนที่วัดแห่งนี้ก็คงเหมือนมาไม่ถึง”

    22.อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย (25 มีนาคม 2558)
    “เป็นหนึ่งจังหวัดที่ผมไม่เคยมาเลย แต่อยากจะมาอยู่เสมอ ไม่รู้ว่าเพราะอะไร
    และเมื่อมีเวลา ผมก็ไม่พลาดที่จะแวะมาเยี่ยมเยือนที่นี่สักครั้ง”

    23.หมู่บ้านมังกรสวรรค์ (31 มีนาคม 2558)
    “มีเวลาน้อย เลยนึกๆดูว่าสุพรรณพอมีที่ไหนที่ยังไม่เคยไป ก็เจอที่นี่เลย”

    24.พระมงคลมิ่งเมือง (5 เมษายน 2558)
    “มีโอกาสได้ไปงานแต่งงานรุ่นน้องที่ร้อยเอ็ด ขับผ่านจังหวัดอำนาจเจริญ
    เลยหาที่เที่ยวในจังหวัดนี้ดู แล้วก็มีแม่ค้าร้านข้าวที่แวะกินแนะนำที่นี่”

    25.สะพานมิตรภาพ ไทย-ลาว 2 (6 เมษายน 2558)
    “เดินทางไปจนสุดดินแดนประเทศ ก็เจอกับสะพานแห่งนี้”

    26.สามพันโบก (7 เมษายน 2558)
    “สุดยอดแห่งสถานที่แดนอีสาน ที่ผมอยากมาเยือนนานแล้ว
    และครั้งนี้ ผมก็ได้มาจนได้ ต้องบอกเลยว่า มันสวยงามและคุ้มค่าจริงๆ”

    27.สี่แยกหน้าสถานีรถไฟ อุบลราชธานี (7 เมษายน 2558)
    “เหตุการณ์ที่ทำให้ผมได้นอนพักที่อุบลราชธานีอีกหนึ่งคืน
    นั้นคือเพื่อนรู้ใจ ที่ร่วมเดินทางกับผมมาตลอดนั้น มาเกิดไฟลุกกลางสี่แยก” T T

    28.ศาลหลักเมืองสุรินทร์ (10 เมษายน 2558)
    “ระหว่างเดินทางกลับ หลังจากเดินทางนำรถลากมาลากเพื่อนซี้ผมกลับไปไว้ที่บ้าน”

    29.เกาะสีชัง (15 เมษายน 2558)
    “หลังจากเคลียเรื่องรถไปไว้บ้านแล้ว ก็หาที่ผ่อนคลายในช่วงเทศกาล หาที่สงบๆ ที่ที่ยังไม่เคยไป
    จึงมีความคิดว่าอยากลองเที่ยวเกาะดูบ้าง แต่ก็ไม่อยากไปไกลมาก และไม่อยากเจอคนเยอะๆ ที่นี่จึงดูจะเป็นคำตอบของผมที่สุด”



    30.มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กําแพงแสน (17 เมษายน 2558)
    “กลับจากเกาะสีชัง ก็เห็นมีข่าวเรื่องดอกชมพูพันธุ์ทิพย์ยังบานอยู่ เลยอยากลองมาชมเชยดูสักครั้ง”

    31.หัวหิน (30 เมษายน 2558)
    “ผมชอบเดินทางมาชะอำ แต่ไม่เคยได้มีโอกาสเลยมาหัวหินเลยสักครั้ง
    ครั้งนี้เลยตั้งใจมุ่งตรงมา ขับเลยหาดชะอำอันเป็นที่รัก และมาพักที่ หาดหัวหินนนนนนนนน”


    32.สถานตากอากาศ บางปู (16 พฤษภาคม 2558)
    “ดูหนังเรื่อง2499 มาก็นาน เห็นนางเอกของเรื่องอยากมา
    วันนี้ผมเลยมาฉลองการตัดผมใหม่ที่นี่ซ่ะเลย” ^ ^

    33.เมืองโบราณ (16 พฤษภาคม 2558)
    “มาถึงสมุทรปราการ ถ้าไม่ได้แวะที่นี่ ก็คงเหมือนมาไม่ถึง
    ต้องบอกได้เลยครับว่า ใครมีลูกพาลูกมา ใครมีหลาน พาหลานมา รับลองว่า คุ้ม!!!”

    34.วัดโบสถ์ (31 พฤษภาคม 2558)
    “อยู่ใกล้บ้านแท้ๆ แต่ไม่เคยแวะมา
    ได้แต่ขับรถผ่านไป ผ่านมา เห็นแต่หลวงพ่อโตองค์ใหญ่ๆ แต่ไม่เคยได้เข้ามาสักที”

    35.ผาเดียวดาย (ุ5 มิถุนายน 2558)
    “ชื่อของผา วิว บรรยากาศ และ อารมณ์ ชั่งเหมาะสมกับผมจริงๆ”

    36.ทุ่งหญ้าและผืนน้ำ เขาใหญ่ (5 มิถุนายน 2558)
    “ขับรถลงจากผาเดียวดาย ก็ได้เห็นคนกำลังถ่ายรูปแต่งงานกันอยู่
    ก็เลยจอดรถและลงมานั่งเล่นไปหลายชั่วโมงเลยทีเดียว”

    37.Art in paradise พัทยา (13 มิถุนายน 2558)
    “มาเดินเที่ยวพัทยายามค่ำคืน หลังจากไม่ได้มานานมาก
    พอเช้าวันรุ่งขึ้นก็ลองหาที่เที่ยวดู ก็มาสะดุดกับที่นี่”


    38.ปางสีดา (28 มิถุนายน 2558)
    “หลังจากไม่ได้ลงแข่งวิงมาราธอนมานาน ครั้งนี้มีเวลาและโอกาส ก็ได้ลงสมัครดู
    มันชั่งเป็นการทรมานร่างกายดีนัก แต่ก็เป็นการได้พัก ได้ชื่นชมธรรมชาติ และบรรดาผีเสื้อไปในเวลาเดียวกัน”

    39.อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า ลานหินปุ่ม (17 กรกฎาคม 2558)
    “ช่วงฝนตกใหม่ๆ ลองเปลี่ยนบรรยากาศเที่ยวบนภูเขาช่วงฤดูฝนดู ก็ได้อีกอารมณ์เหมือนกัน”

    40.ภูทับเบิก (17 กรกฎาคม 2558)
    “ขับรถขึ้นเขาไปอีกหน่อย ก็มุ่งสู่สถานที่ยอดนิยม ของคนชอบอากาศเย็น”

    41.สระน้ำผุด ปากช่อง (25 กรกฎาคม 2558)
    “อันนี้ก็เห็นจากที่คนอื่นเขามาเที่ยวแล้วแชร์ๆกันมา
    อยู่บ้าน อากาศร้อนๆ อบๆ เลยตัดสินใจมากระโดดน้ำเล่นที่นี่ซ่ะเลย”

    42.ผาเก็บตะวัน (25 กรกฎาคม 2558)
    “หลังจากเล่นน้ำเสร็จ ก็ได้แต่งตัว และมุ่งหน้าสู่ดินแดนอากาศดี วังน้ำเขียวววววว”

    43.บ้านสวน (25 กรกฎาคม 2558)
    “ขับรถกลับบ้าน พอมาถึงบริเวณบ้านสวน ก็สะดุดกับร้านตัดผมที่เหมือนจะปิดกิจการไปแล้ว หรือ เขาทำโชว์ขึ้นผมไม่รู้
    แต่คือแบบว่า มันโดนมากๆ เลยเดินย้อนกลับมา ขอถ่ายรูปไว้เป็นที่ระลึกซ่ะหน่อย”

    44.ทุ่งดอกกระเจียว (27 กรกฎาคม 2558)
    “เหตุเกิดจากการนอนไม่หลับ เลยหาที่เที่ยว และเมื่อเจอที่นี่ ก็ได้ลุกขึ้นขับรถออกกลางดึก มุ่งตรงๆๆๆ จนมาถึง”


    45.วัดไชยวัฒนาราม (5 สิงหาคม 2558)
    “ยิ่งใกล้ เหมือนยิ่งไกล อยู่ควรมองเห็นเท่าไหร่ เรายิ่งกลับมองไม่เห็น
    มีคนแนะนำให้ผมได้รู้จักกับวัดแห่งนี้ ซึ่งหลังจากวันนั้น ผมก็ไปวัดนี้บ่อยมาก
    เพราะทั้งบรรยากาศ ทั้งความสวยงาม ในยามพระอาทิตย์ใกล้ตกดินนั้น หาที่ใดเปรียบได้จริงๆ”

    46.วัดพระศรีสรรเพชร (7 สิงหาคม 2558)
    “หลังจากเริ่มหลงสเน่ห์กรุงเก่าเข้าแล้วนั้น ก็ได้เริ่มหาวัดเก่าที่ยังไม่เคยได้ไปดู”

    47.หาดบางแสน ฝั่งหัวหาด (15 สิงหาคม 2558)
    “พูดถึงหาดบางแสน ผมเองก็เคยมาอยู่บ่อยครั้ง แต่ครั้งนี้เป็นครั้งแรก ที่ขับรถมาตามGPS และได้เจอบริเวณนี้
    ซึ่งผมเองก็เรียกไม่ถูกนักว่าเขาเรียกว่าบริเวณไหน แต่ขอเรียกง่ายๆว่า หัวหาดบางแสนแล้วกัน”

    48.ถนนคนเดิน บางแสน (15 สิงหาคม 2558)
    “มาแบบบังเอิญ เจออแบบงงๆ ไม่มีการหาข้อมูลมาก่อน
    ขับรถลงเรียบหาดมาเรื่อยๆ จนสุด เห็นรถเยอะๆ คนเยอะๆ เลยจอดบ้าง ก็ได้พบกับที่นี่”

    49.อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ (29 สิงหาคม 2558)
    “ฤดูฝน คนมาเที่ยวเขาจะน้อย ผมเลยตัดสินใจมา และก็พบว่ามันน้อยจริงๆ
    มีคนกางเต้นท์อยู่4-5หลังเท่านั้น ทำให้บรรยากาศสงบสุดๆไปเลย”

    50.บ่อน้ำร้อน หินดาด (30 สิงหาคม 2558)
    “ขับรถลงเขามาร้อนๆ ก็มองหาร้านข้าวริมทาง ก็เจอกับป้ายบ่อน้ำร้อน
    จึงไม่รอช้า เลี้ยวรถเข้าไปทันที และก็ต้องบอกว่า ไม่ผิดหวังจริงๆ”

    51.ไร่มันริมทาง กาญจนบุรี
    “เคยไหมที่ขับรถไปแล้วเห็นวิวสวยๆ อยากลงไปถ่ายรูป แต่ไม่ได้จอดรถ และปล่อยให้วิวเหล่านั้นผ่านไป
    ทั้งที่เราก็แค่เลือกที่จะจอดรถ ซึ่งก้เสียเวลาไม่มากมายอะไร แต่จะได้เก็บภาพที่เราประทับใจไว้ตลอดกาล
    นี่เป็นอีกหนึ่งรูป ที่ตัวผมเองตัดสินใจจอดรถ และ เดินย้อนกลับไปถ่ายรูปเพื่อมาเก็บไว้” ^ ^

    52.วัดมเหยงคณ์ (13 กันยายน 2558)
    “เที่ยงวันอาทิตย์ ต้องตื่นนอนเพราะเสียงโทรศัพท์จากเพื่อนๆ
    บอกว่าจะไปเที่ยวอยุธยาตอนเย็น ผมเองก็ไม่รอช้า ตอบรับและลุกอาบน้ำทันที
    ขอบอกเลยว่าวัดนี้เป็นอีกหนึ่งวัดที่ควรแก่การศึกษา และ ไปเยี่ยมชมดูสักครั้ง”

    53.ป้อมเพชร (21 กันยายน 2558)
    “สถานที่ที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์มาก อยู่ใกล้แค่ปลายจมูก แต่ผมกลับไม่เคยได้ไป
    เมื่อมีโอกาส ผมจึงไม่พลาดที่จะไปเยี่ยมชม”


    54.วัดหลักสี่ราษฎร์สโมสร บ้านแพ้ว (24 กันยายน 2558)
    “มีโอกาสได้ไปวิ่งมาราธอนที่วัดนี้ตอนเดือนสิงหาคม เป็นวัดที่มีพื้นที่กว้าง บรรยากาศดี ติดริมคลองดำเนิน
    หลังจากวิ่งจบ ก็ได้มานั่งพักที่ริมคลอง และได้ยกมือขอสิ่งๆหนึ่งกับพระประจำวัดแห่งนี้
    เพราะเห็นคนมาถวายประทัดและว่าวเป็นจำนวนมาก ก็เลยลองขอดูบ้าง
    ปรากฏว่า ได้ตามที่ขอ จึงได้เดินทางมาเพื่อถวายประทัดตามที่ได้เอ่ยไว้”

    55.โรงผลิตไฟฟ้ากังหันลม เขื่อนลำตะคอง (3 ตุลาคม 2558)
    “อยู่บ้านรู้สึกนอนไม่หลับ เลยอยากหาที่นอนหลับ รับลมเล่นๆ
    ก็ได้ข้อมูลมาว่า มีที่นี่ จึงได้ลองขับรถมดู และต้องบอกเลยว่า เป็นที่ปิดท้ายที่ไม่ผิดหวังเลยจริงๆ”



    และนั้นเป็นสถานที่ทั้ง 55 แห่ง ที่ผมได้เดินทางไปเยี่ยมชมมา
    เพื่อนๆละครับ 1 ปี ผ่านมา ได้เดินทางไปสถานที่ๆยังไม่เคยไปมากี่แห่ง และที่ไหนบ้าง?

    สุดท้ายนี้ ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่ากระทู้นี้คงเป็นแรงบรรดาลใจให้เพื่อนๆไม่มากก็น้อย
    ในเรื่องของการได้เดินทางออกจากบ้าน ไปยังสถานที่ๆตัวเรานั้นยังไม่เคยได้ไป

    “ความสำคัญของการเดินทาง ไม่ได้อยู่ที่ว่าเราเดินทางไปไหน
    แต่หากอยู่ที่ว่า เราเดินทางไปแล้วได้อะไรกลับมาบ้างต่างหาก”

     
  • CoachSuRAwit เวลา 12:30:59 pm on Tuesday ที่ 28 July 2015 เพอมาลิงค์ | ตอบ

    วันนี้ คุณ ลงทุนให้ กับความรู้ ในราคา เท่าไหร่ children-read-book
    คุณเคยได้ ประโยค เหล่านี้บ้าง
    ความรู้ คือขุมทรัพย์ ขุมทรัพย์ คือความรู้
    ความหิวแก้ด้วยอาหาร ความเขลาแก้ด้วยการศึกษา”   เมื่อก่อน เคยไป อบรม ต่างๆ มากมาย ที่หน่วยงานจัด ฟรี แต่แปลก ครับ  คนส่วนใหญ่ จะไป อบรม ไม่ทัน ครึ่ง วัน พักเบรค พักเที่ยง ก็ จะโดด หาย ไป เกือบครึ่งห้อง ……เพราะ มันฟรี นี่เอง คน เลย คิดว่า มัน ไม่มีราคาเลยไม่ตั้งใจ แต่ ถ้า วันนี้ มีคอร์ส อบรมเรียน รู้ มากมาย ที่เพิ่ม ความรู้ แต่มีค่าลงทะเบียน ค่าใช้ จ่าย เชื่อไหม คอร์สเหล่า นี้ คนเข้า อบรมจะตั้งใจ ไม่มี ใครโดด ไปไหน เพราะ เราต้องรับข้อมูล ให้ คุ้มค่ากับที่เรา ต้อง จ่ายไป 

            วันนี้ มีคน ประกาศ หางานทำ ผ่าน Facebook อยากหางานทำ .”งาน ดี และเงิน ดี รายได้ตามความสามารถ” ผม ตอบ ไป ให้ กับ เค้า ว่า งาน ทุกอย่าง ดี หมด แต่ ถ้าอยากรายได้ดี ที่สำคัญที่สุด คือ ต้องพัฒนาความสามารถคุณเป็น มือ อาชีพ
            
           ถ้า คุณ เป็น ช่างตัด ผม ทำไม ร้าน คน อื่น คนเข้าเยอะ แต่ร้าน คุณ คน ไม่เข้า มันเกิดอะไร ขึ้น 
    คุณ แน่ใจ แล้วใช่ไหม ว่า คุณเป็น มือ อาชีพจริงๆ ใน อาชีพ นั้นๆ  

    วัน นี้ คุณ พร้อม จะลง ทุน ใน ความ รู้ ของคุณ แค่ไหน ???

           
            Give It Forward #‎A4S

     
  • CoachSuRAwit เวลา 12:17:28 pm on Tuesday ที่ 28 July 2015 เพอมาลิงค์ | ตอบ

    อะไหล่ชีวิต 

    #อะไหล่ชีวิต …..จากการเรียนรู้ #ขอแชร์ประสบการณ์ เหตุการณ์

    จริงๆที่เกิดขึ้นกลับคนใกล้ตัวผม  ครอบครัวนึงค11310978_891507554276158_580174360_n (1)รับ ว่างานที่เลี้ยงชีวิต กับงานสร้างชีวิต มันแตกต่างกันยังไง ว่างานเลี้ยงชีวิต นี้ สรุป #มีความมั่นคง จริงๆหรือไม่

    >  พี่ที่ผม รู้จักและสนิท ในฐานะเพื่อนร่วมงาน มีลูกสาวๆ คนนึงที่เรียนเก่งมากๆ กำลังจะจบ ม.ุ6 กตัญญู ดูแม่และครอบครัว เป็นอย่างดี ความฝัน อยากเป็นพยาบาล มีอาชีพ ที่ สามารถกลับมาดูแลพ่อแม่ ยามเจ็บ ไข้
    > วันนึง หลัง เลิกงาน   ขับรถกลับบ้านหลังจากเลิกงาน ด้วยความโชคร้าย ที่เจอกับ คน ที่ขับรถไม่ชำนาญ พุ่งชน จนประสบอุบัติเหตุ ต้องผ่าตัดสมอง อาการ เป็นตาย 50:50 สุดท้าย สามารถ กลับมามีชีวิต แต่  ต้องทุพลภาพ
    >  ความเปลี่ยนไป ของ ครอบครัว นี้ เปลี่ยนแปลง อย่าง มากมาย  ลูกสาวที่เรียน เก่งมากๆ ไม่สามารถ เดินตามความฝันเดิม ได้ ต้องหา งาน ทำเพื่อเป็นค่าใช้ในครอบครัว   งาน ที่เคยทำมาเกือบ 20 ปี ก็ ต้องออกจากงาน ไม่ สามารถ ทำงานต่อในที่เดิม ได้ ได้เงิน ชดเชย จาก พรบ.จาก ประกันสังคม ก็ ไม่มากพอ ที่จะดูแลชีวิต ประจำวันในครอบ ครัว ได้ ????????
    #คำถาม   ท่านแน่ใจแล้ว ใช่ไหม ว่างานประจำที่เลี้ยงชีวิต ของท่าน      #มั่นคงจริงๆ
    สมมุติ ว่า คุณเกิด ป่วย หรือ ไม่สบาย นอน โรงพยาบาล 3 เดือน 5 เดือน หรือ 1 ปี
    นายจ้างของคุณจะจ่าย เงินเดือน โบนัส ให้ คุณเหมือนเดิม หรือ ไม่  คุณจะมีรายได้ ทุกๆ วัน หรือไม่   ถ้าคุณ ป่วย หรือไม่สามารถ ทำงานได้
    #ล้ออะไหล่ของชีวิต มีรายได้ อีก ทางนึง อีก กระเป๋า นึง ในยามที่เหตุการณ์ ที่ไม่คาดฝัน มาถึง  คุณว่าดี ไหม วันนี้ ผม ทำงานหนัก มากขึ้นกว่าเดิม นอน ดึกมากกว่าเดิม ตื่นเช้า เอาเวลา หลังเลิกงาน เวลาที่คน อื่นดู ทีวี ดูละคร  เสาร์ อาทิตย์ ที่คนอื่น นอนพักผ่อน  มาสร้างงาน ที่สร้างชีวิต ขอเป็นกำลังใจให้ ทุกๆครอบครัว ที่เดินตามฝัน และมีเป้าหมายในชีวิตตัวเอง นะครับ..
    Give It Forward #‎A4S
    “รถยนต์ ยัง มียางอะไหล่ ไว้ เปลี่ยนฉุกเฉิน ยามจำเป็น แล้ว ชีวิตของเรา จะไม่หาอะไหล่ชีวิต ไว้ได้อย่างไร”

     
c
เขียนโพสต์ใหม่
j
โพสต์ต่อไป / ความคิดเห็นต่อไป
k
โพสต์ก่อนหน้า / ความคิดเห็นก่อนหน้า
r
ตอบกลับ
e
แก้ไข
o
แสดง / ซ่อนความคิดเห็น
t
ไปที่ด้านบนสุด
l
เข้าสู่ระบบ
h
แสดง / ซ่อนความช่วยเหลือ
shift + esc
ยกเลิก