อัพเดทล่าสุด Page 10 สลับแสดงความคิดเห็น

  • Narawit Narkvivek เวลา 4:09:19 pm on Sunday ที่ 12 February 2017 เพอมาลิงค์ | ตอบ

    เป้าหมายผลงาน ควรกำหนดกี่ตัวดี ? 

    มีคำถามบ่อยมากจากการเข้าไปสอน และทำงานที่เป็นปรึกษา จากผู้บริหาร และ HR ว่า

    “อาจารย์ครับ/ค่ะ  เราควรตั้งเป้าหมายผลงานกี่ตัวดี  ? ”

     

    เป็นคำถามที่ดีมากๆ ครับ 555 เพราะจำนวน KPI มีผลต่อความสำเร็จของเป้าหมายนะครับ

    ผลการวิจัยในอเมริกา เกี่ยวกับการบริหารผลงานของบุคคลและองค์กร พบว่า

    >> เมื่อตั้งเป้าหมาย 1 – 3 ข้อ เราจะทำสำเร็จทุกข้อ

    >> เมื่อตั้งเป้าหมาย 5 ข้อ เราจะทำสำเร็จ 3 จาก 5

    >> เมื่อตั้งเป้าหมาย 10 ข้อ เราจะทำสำเร็จทุกข้อ

    >> และเมื่อตั้งเป้าหมาย 11 – 20 ข้อ เรากลับทำไม่สำเร็จสักข้อ

     

    เรื่องนี้เกี่ยวกับสมองของมนุษย์ด้วยครับ ที่ไม่สามารถทำอะไรได้เวลาเดียวกัน ทั้งหมดครับ

    ดังนั้นในการกำหนดเป้าหมายผลงาน (Performance Goal) จึงควรกำหนดแต่พอดี

    ไม่น่าเชื่อว่า มีพนักงานบางท่าน ต้องกอด KPI กลับบ้าน ถึง 20 เรื่อง

    คำถามคือ แล้วเขาจะทำสำเร็จครบทุกข้อได้อย่างไร

    การบริหารผลงานเชิงกลยุทธ์ยุคใหม่ (Strategic Performance Management ) เราจึงเริ่มที่จะทบทวนและกำหนดเป้าหมายและตัวชี้วัดให้มีจำนวนน้อยลง ไม่พร่ำเพื่อ ที่วัดกระจุกกระจิกไปหมดครับ  โดยมากสุดไม่ควรเกิน 7 ข้อ  (ถ้าเหลือ 3-5 ข้อได้จะดีมาก)

     

    สิ่งที่ท่านต้องทบทวนดู มีดังนี้

    1. Goal หรือ KPI ทั้งหมดมีกี่เรื่อง เรื่องไหนเป็น KPI ต่อเนื่อง (วัดเป็นยาวไปจบปี ) , เรื่องไหนเป็น KPI แบบมีกำหนด (วัดแบบมีระยะแน่นอน เช่น งานลักษณะโครงการ)

    ** จำนวนของบางท่านอาจจะถึง 7 เรื่อง แต่ทำในแล้วจบเป็นช่วงๆ หลายเรื่อง ก็พอที่จะโฟกัสได้ครับ

     

    1. Goal ที่นำมาวัดผลงาน จะต้องเป็นเรื่องที่เจ้าของเป้าหมาย เกี่ยวข้องกับเรื่องนั้น ไม่น้อยกว่า 50%
    2. มีเป้าหมาย เรื่องไหนบ้างที่เป็นผลงานจริง (วัดสิ่งที่ต้องทำมากกว่า Job Standard) และเรื่องไหนที่วัดงานประจำที่ยังไงก็ต้องทำอยู่แล้ว
    3. เป้าหมายแต่ละข้อเกี่ยวข้องและสนับสนุนเป้าหมายองค์กร (Corporate Goal) หรือเป้าหมายหน่วยงาน(Department Goal) ข้อไหน อย่างไรบ้าง ?

     

    ผู้บริหาร และ HROD ต้องทำความเข้าใจดีๆ ในเรื่องนี้ ไม่ใช่ว่าจะวัดมันทุกเรื่อง  ควรจะต้องเลือกเรื่องที่สำคัญมาวัด เพื่อให้องค์กรและพนักงานได้พัฒนาขึ่นและมีความต่อเนื่อง

    ไม่เช่นนั้นจะไปเป็นผลดีต่อองค์กรครับ  เช่น เป้าหมายและ KPI ที่ตั้งไว้ก็ไม่บรรลุพนักงานไม่ศรัทธาและเริ่มต่อต้านระบบแบบเงียบๆ ฯลฯ

     

    _____________________________________________

    บทความโดย

    อ. นราวิทย์ นาควิเวก  (อ.บอมส์)

    ที่ปรึกษาผู้ชำนาญการด้านระบบบริหารผลงานเชิงกลยุทธ์และระบบพัฒนาทรัพยากรบุคคลเชิงกลยุทธ์

     

    Strategic Partner & Consultant

    Email : Developmentshared@gmail.com

    LIne ID : boms.narawit

    FB Page : naraongwits.com

    http://www.narongwits.com

    Tel : 086-9834943 , 061-8295454

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     
  • เวลา 7:35:27 pm on Friday ที่ 10 February 2017 เพอมาลิงค์ | ตอบ

    ทะเลาะกับลูกเรือครั้งแรก 😂 

    น้อยครั้งมากๆที่จะบินกับลูกเรือที่ไม่มี attitude

    เพราะในแต่ละไฟลท์ แทบจะทุกไฟลท์ จะต้องมีซักคน สองคนที่เรารู้สึกว่า ไม่ชอบอินี่ 5555 ทำไมถึงมีattitude ขี้เกียจ กินแรง ทำตัวรู้เยอะ เจ้ากี้เจ้าการ

    ไฟลท์กรุงเทพที่ผ่านมาก็เหมือนกัน

    กะ(อิ)คนนี้ก็รู้สึกแปลกๆตั้งแต่ขาแรกละ ตอนที่ออกbar serviceเสร็จ เราก็เก็บคาร์ทของเรา เตรียมทำclearanceกะคนที่ทำบาร์ฝั่งเดียวกัน เก็บdrawerสำหรับออนท็อปคาร์ทน้ำของเซอร์วิสต่อไปไว้ในsoft drink containerที่เราเอาออกมา อินี่กลับมาปุ๊บ ดึงทุกอย่างออก เอาsoft drinkจากคาร์ทตัวเองใส่กลับไปทั้งที่นางไม่ได้เอามาจากคอนเทนเนอร์นี้ คือขี้เกียจอ่ะ มักง่าย แล้วก็เอาคาร์ทที่เราเตรียมไว้ไปออกกะคนที่ทำฝั่งเดียวกะเราเฉยเลย อ้าว แบบนี้ก็ได้เหรอ อันนี้เรื่องแรก

    เรื่องที่สอง ไฟลท์ฮ่องกง ขาไปไฟลท์เต็ม คาร์ทอาหารมี10คาร์ทกะลูกเรือ8คน อ่ะ โอเค มันก็ต้องมี2คนที่อาจจะต้องทำ2คาร์ท ซึ่งก็คือเราเอง 555 ตามคาด ด้วยความที่ทำเร็วมากด้วยแหละ แต่อิคนนี้คือช้าแบบตั้งใจช้าอ่ะ ทั้งที่ไฟลท์2ชั่วโมง เราทำคาร์ทที่2เสร็จละ คาร์ทแรกนางยังไม่เสร็จเลย คือถ้าจะบอกว่าตัวเองซีเนียร์เนี่ย ความเร็วในการทำคาร์ทก็บ่งบอกได้นะ มาทำตัวว่าตัวเองซีเนียร์ เจ้ากี้เจ้าการนั่นนี่ รู้ดีทุกอย่าง แต่ทำคาร์ทช้า 😒

    แล้วขากลับ ไลท์โหลด คาร์ทมี5คาร์ท ข้างหน้า3 ข้างหลัง2 ข้างหลังก็double endกันอยู่แล้วเพราะมี4คน ข้างหน้าอิคนสเปนก็ทำด้วยกันคาร์ทนึง คนมาเลก็ทำอีกคาร์ท อินี่ก็ทำอีกคาร์ท ข้างหลังต้องเอาคาร์ทไปออกข้างหน้าเพราะข้างหน้าทำอะไรช้ามากกกก ก็เลยเสร็จก่อน มายืนพัก กินน้ำกินท่ากันในแกลลี่ รอทำชากาแฟ,clearance อะไรก็ว่าไป อินี่เข็นคาร์ทมา พูดว่ามีใครจะช่วยเสิร์ฟน้ำหน่อยมั้ย ทุกคนก็นิ่ง 555 ไม่มีใครช่วย นางก็เอาไปฟ้องหัวหน้าข้างหน้าว่าข้างหลังยืนกันนิ่งๆไม่มีใครช่วยนางเลย หัวหน้านางก็มาคุยกะหัวหน้าเรา หัวหน้าเราก็ไฝว้ใหญ่ 555

    ขากลับดูไบ ตอนทำspecial meals เราก็ถือถาดออกสเปเชี่ยลมีลไปสามรอบละ กลับมาในแกลลี่ก็ไม่เห็นนางออกไปในเคบินบ้าง จนเหลือ4ถาดสุดท้าย ถาดนึงอยู่แถวหลังๆ อีก3ถาดอยู่แถวหน้าๆ ก็คิดว่านางควรออกบ้างนะ นางก็ถามว่าถือ4ถาดไหวมั้ย เลยบอกว่าฉันไม่อยากถือ4ถาด นางก็บอกว่า อ้าว แต่ยังไงก็ต้องไปข้างหน้าอยู่แล้วนี่ คือในใจคิดว่าอย่างน้อยแบ่งกัน2-2มะ อย่าเอาเปรียบ ไม่ทำ5ไรเลยแบบนี้ ก็บอกอีกรอบว่าไม่อยากเอาไป4ถาด นางก็บอกว่าแต่ยังไงก็ต้องไปข้างหน้าอยู่แล้วไม่ใช่เหรอไง จุดนั้นคือรำคาญความขี้เกียจของอินี่มาก เลยบอก โอเค ไอโนวยูด้อนท์วอนนาเทคอิท แล้วก็เดินไปเลย รำ ทีนี้พอเรามาออกคาร์ทน้ำข้างหลัง ก็ต้องผ่านคาร์ทนาง นางก็ถามว่า ก่อนหน้านี้ยูพูดว่าอะไร ก็บอกนางไปว่าพูดแบบนี้ๆ นางก็บอกว่าเราพูดหยาบคายกับนาง นางไม่ได้ไม่อยากเอาไป แต่นางต้องช่วยหัวหน้าในแกลลี่ (เค้าขอหรือทำตัวให้ยุ่งๆ ทำเป็นช่วยเองก็ไม่รู้) บอกว่าเราrude นี่เลยแบบ โอเค เอางี้ใช่มะ บอกเพอเลยจ้าว่าเดี๋ยวขอคุยหน่อย อินี่มีattitudeมากเลย พี่เพอเห็นด้วย 5555 ก็ไปเล่าให้หัวหน้าเราฟัง เล่าให้เพอฟังอีก หัวหน้าก็ช่วยเคลียร์ให้ คุยกะหัวหน้าข้างหลัง เรียกอินี่มาคุย มันก็บอกว่าแบบ เหมือนหาว่ามันขี้เกียจ ไม่อยากทำงาน ถ้าคิดว่ามันไม่ช่วยหรืออะไรก็ถามสิ อย่าหาว่ามันไม่อยากทำ (เพราะเ-มิงขยันมากเลยสินะ 🌼🌼🌼) เราก็อธิบายในมุมมองเราไป อยากจะพูดว่ารู้สึกตั้งแต่ขาแรกละ เรื่องเมื่อวานทุกคนก็รู้สึกหมดว่าหล่อนน่ะมีattitude แต่ไม่อยากพูด มันมีปัญหาเรื่องนี้ก็คุยแค่เรื่องนี้ แต่เรื่องเมื่อวานส.ก็ขอนางคุยต่อ นางก็แถๆว่านางไม่ได้โกรธหรืออะไร แค่บ่นๆว่าไม่มีใครช่วยนางเลย ส.ก็ย้ำไปว่าแต่ทุกคนทำงานเหมือนกันหมดไม่ได้มีใครทำน้อยกว่าใคร แต่ส.ก็มาพูดกะเราทีหลังว่าอินี่มีattitudeจริง หาว่าคนอื่นrude นางก็rudeเหมือนกันนั่นแหละ ส.ก็มาเตือนเราทีหลังว่าต่อไปก็ระวังหน่อยแล้วกันเวลาพูดอะไร มันก็จะเข้าใจผิดกันแบบนี้ เอาจริงๆปกติไม่เคยพูดนะ ก็จะบ่นกะคนไทยหรือกับลูกเรือด้วยกันไม่กี่คนว่ารู้สึกว่าอินี่ขี้เกียจ ก็ไม่ยุ่งกะมันอีก จบ แต่นี่เพราะเจอมาทุกขาว่ามันเป็นคนแบบนี้ ขาสุดท้ายเลยปรี๊ดหลุดพูดไปเลย ก็ขอให้ไม่เจอะไม่เจอนางอีกละกันในชาตินี้ นางเดเนียลา ชาวแคนาเดี้ยน บรัยยยยย 👋🙄

     
  • เวลา 1:47:35 pm on Friday ที่ 10 February 2017 เพอมาลิงค์ | ตอบ

    ธุรกิจขายบิ๊กอายเริ่มง่ายๆหากใจรัก 

    สวัสดีค่ะ วันนี้นุ่นอยากจะมาแชร์เรื่องราวเกี่ยวกับธุรกิจที่นุ่นทำอยู่นะคะ นั่นก็คือ ธุรกิจขายส่งคอนแทคเลนส์ค่ะ ก่อนอื่นนุ่นอยากจะเล่าให้ฟังก่อนว่าเพราะอะไรนุ่นถึงได้มาทำธุรกิจนี้นะคะ ช่วงเมื่อ 5 ปีก่อน นุ่นก็เคยเป็นแม่ค้าขายเสื้อผ้าแฟชั่นมาก่อน แต่ก็ประสบปัญหาอย่างหนึ่ง คือ ลูกค้ามักจะไม่ตัดสินใจซื้อทีเดียว แต่จะเดินเปรียบเทียบหลายๆร้านก่อน แล้วจะมีเพียงบางส่วนเท่านั้นที่กลับมาซื้อในภายหลัง นุ่นรู้สึกว่ายิ่งขายก็ยิ่งเหนื่อย ทีนี้ช่วงนั้นเป็นช่วงที่กระแส คอนแทคเลนส์ที่นำเข้าจากประเทศเกาหลี หรือว่า บิ๊กอาย ได้รับความนิยมจากคนไทยเป็นอย่างมาก นุ่นเห็นร้านต่างๆที่ขายบิ๊กอาย เหมือนว่าจะขายง่ายกว่า คือ ลูกค้าเดินเข้ามาแล้ว 90% ซื้อเลย โดยเฉพาะถ้าเป็นลูกค้าประจำนี่เวลาเข้ามาก็ซื้อเกือบจะ 100% นุ่นคิดว่าสินค้านี้มันเฉพาะเจาะจงดี เพราะ คนรู้อยู่แล้วว่าต้องการอะไร และ ซื้อได้ที่ไหน เมื่อเข้าร้านมาจะต้องเจอกับอะไรบ้าง ส่วนมากก็เข้ามาดูหาลายที่ชอบ แล้วก็จบไป แตกต่างจากเสื้อผ้าที่เหมือนเป็นการมาเลือกเฟ้น เพื่อหาชุดที่ดีที่ดีที่สุดจากร้านเรา และ ร้านอื่นๆ ก่อนที่จะตัดสินใจซื้อภายหลัง

    หลังจากนั้นนุ่นเลยตัดสินใจขายลองคอนแทคเลนส์ดีกว่า ปรากฏว่าหน้าร้านขายปลีกขายดีมาก ก็เลยเริ่มขยับมาขายคอนแทคเลนส์ราคาส่งบ้าง ทีนี้ก็รู้สึกว่าอะไรๆมันง่ายขึ้นเยอะ เพราะ ยิ่งถ้าเป็นลูกค้าขายส่งเนี่ย เค้าเหมือนเอาไปต่อยอดทำอาชีพอีกทีหนึ่ง สินค้าจึงมีการซื้อซ้ำจากลุกค้าเดิมๆ แล้วก็มีเพิ่มเติมลูกค้าใหม่ๆมากขึ้น ซึ่งทำให้ฐานลูกค้าของนุ่นมีมากขึ้นรื่อยๆ ในขณะที่ เมื่อราคาบิ๊กอายที่เป็นราคาปลีกถูกลง ทำให้ปริมาณการซื้อใช้ง่ายขึ้น

    พอเวลาผ่านแล้วกว่า 5 ปี ธุรกิจนุ่นโตขึ้นจากตอนที่ขายปลีกหน้าร้าน กว่า 300 เท่า จากเมื่อก่อนที่อาศัยอยู่ในหอพักแคบ เลยทำธุรกิจขายส่งในนั้น ในครึ่งปีแรก ก็ขยับขยายออกมาซื้อบ้านเป็นของตัวเอง เพื่อที่จะสามารถลงของสำหรับขายส่งได้ในปริมาณที่มากขึ้น ปัจจุบันนี้แม้ว่าธุรกิจขายบิ๊กอายราคาส่งจะมีการแข่งขันที่สูงขึ้น แต่คู่แข่งส่วนใหญ่นั้น คือ เป็นคนที่ลงตลาดตั้งแต่กระแสบิ๊กอายเริ่มเข้ามาตั้งแต่แรกอยู่แล้ว ไม่มีหน้าใหม่เข้ามาเล่น เพราะ ร้านขายส่งที่จำหน่ายบิ๊กอายอยู่นั้น ต่างก็โตขึ้นๆ สำหรับหน้าใหม่ที่เข้ามาในวงการนี้อาจจะมองว่าเป็นการลงทุนที่ไม่คุ้ม เพราะใช้เงินลงทุนสูงมาก และ ก็มีระบบการจัดการที่เยอะมากในเรื่องของสต็อคของที่มีความซับซ้อนสูง

    นุ่นเชื่อว่าในวิกฤตนั้นมีโอกาสเสมอ

    ขายส่งคอนแทคเลนส์

     
  • เวลา 1:02:27 pm on Monday ที่ 6 February 2017 เพอมาลิงค์ | ตอบ

    คุณเคยมีความฝันไหม??? 

    ชีวิตของเรานี่มันเหนื่อยเนอะ เรียน เล่น กิน นอน แต่หลายๆคนคงถามนี่หรอที่เรียกว่าเหนื่อยอะ บางสิ่งบางอย่างมันรับรู้ได้นะ แต่มันก็อธิบายไม่ได้ ความรู้สึกทุกอย่างมันเสียใจไปหมดอะ มันคิดมากว่าเราจะต้องไปต่อที่ไหน คนอื่นคิดกับเรายังไง(หลายๆคนบอกอย่าได้แคร์แต่จิงๆมันทำได้ยากมากเลยนะ) แต่ช่างเหอะมันไม่ได้สำคัญ แต่ที่สำคัญคือเราทำตามความฝันเราได้ไหม

    ความฝันคืออะไร?? นิยามในความคิดของเราคือ สิ่งที่เราคิดเราต้องการและต้องทำมันให้สำเร็จ แต่มันคงไม่ใช่ทุกคนหรอกนะที่ทำได้อะ มันต้องอยู่ที่ว่าเราจะทำยังไงไปให้ถึงความฝันของเรา เส้นทางมันเต็มไปด้วยอุปสรรคทุกอย่างเราก็ต้องผ่านมันไปให้ได้ ฝันมาคู่กับความหวัง มันอาจจะมีผิดหวังบ้าง สมหวังบ้าง แต่ทั้งหมดมันก็คือประสบการณ์ชีวิตนะ เราเคยล้ม เราเคยพลาด แต่มันขึ้นอยู่กับว่าใครที่จะลุกขึ้นมาทำให้ความฝัน ให้ความหวังเป็นจริงก็เท่านั้นเอง เรารู้ทุกคนมีความฝัน เราก็เป็นคนหนึ่งนะที่มีความฝันเราทำมันสำเร็จแล้วด้วยซ้ำ แต่มันก็ไปอยู่ที่ตรงนั้นไม่ได้ ถ้าถามว่าเพราะอะไร มันไม่ใช่เพราะเราแต่มันเป็นเพราะอุปสรรครอบข้างไง ฉะนั้นทุกสิ่งทุกอย่างมันขึ้นอยู่กับเรา50%และสิ่งรอบข้าง50% ชีวิตมันไม่ได้เป็นที่เราตามที่เราหวังหรอก ถ้าเราทำมันสำเร็จมันก็มีความสุขและhappy and a good life. Everything in the world we can do it love you all

    ชีวิตมันเป็นของเราต้องเป็นคนกำหนดมันเอง แต่มันต้องดูรอบข้างด้วย มันอาจจะมีอะไรหลายๆอย่างที่ขัดใจเราแต่จำเอาไว้ คนที่พยามเท่านั้นที่จะถึงจุดหมาย อาจจะไม่ใช่ในเร็วๆนี้แต่มันก็ต้องมีสักวันหนึ่งละ😊

     

     
  • เวลา 9:30:17 am on Monday ที่ 6 February 2017 เพอมาลิงค์ | ตอบ

    ย้อนความหลัง..สิงคโปร์กับที่รัก 

    มกราปีที่แล้ว (10 jan 16) ได้ไฟลท์ไปสิงคโปร์

    ที่รักก็น่ารักใจหาย มาหาด้วย >< ทั้งๆที่มีเวลาได้อยู่ด้วยกันแค่ประมาณ24-26ชม.เท่านั้น

    เรามาถึงก่อน นอนรออยู่ที่โรงแรม ที่รักนั่งรถไฟจากสนามบินมาหาที่โรงแรม

    แต่ก่อนที่จะไปกินข้าวกัน ก็ต้องรอฟี่มาหาที่ห้องก่อน แลกยูนิฟอร์มกันใส่สนุกสนานเชียว 555

    จากนั้นก็เดินออกไปหม่ำๆกัน ที่รักจองร้านปูผัดซอสไว้ที่esplanade จองมาจากไทยเลย โรงแรมก็โลเคชั่นดีมากกกก เดินนิดเดียวถึงแถว esplande,marina bay,merlion แล้ว

    IMG_2473

     

     

    รูปจากไอจีที่รัก มาแบบกะทันหันสุด 5555 คือถ้าขยับซ้ายไปอีกนิดจะเห็นmarina bayเลย

    IMG_2462

     

    (ประมาณนี้เลย อันนี้ถ่ายจากบัสตอนใกล้จะถึงโรงแรม)

     

    วันนั้นสิงคโปร์แดดร้อนมากกกกก เดินกันเหงื่อเหนียว เอาจริงๆไม่รู้สึกเหมือนอยู่สิงคโปร์เลย เหมือนอยู่ดูไบ 555 แขก ผิน อินโด มันดูไบมากๆ

    ถึงร้านแล้ว เห็นที่รักเคยบอกว่ามันมีร้านปูผัดซอสหลายร้านที่ดังๆ จำไม่ได้ว่าชื่ออะไรบ้าง เหมือนจะร้านจัมโบ้อะไรประมาณนี้ แต่ร้านที่มากินชื่อร้าน No signboard

    IMG_2461

    บรรยากาศในร้าน เข้ามาก็รู้สึกถึงความแพง 555 เหมือนภัตตาคารอาหารจีนดีๆเลย

     

     

    IMG_2463

     

    อันนี้เมนูที่สั่ง สั่งกัน3อย่าง มีปูผัดซอส (เลือกประเภทปูกันมั่วๆซั่วๆมาก เน้นราคาถูก 55 คือไม่รู้จริงๆว่าปูแบบไหนเนื้อเยอะ แบบไหนอร่อย แบบไหนแกะง่ายแกะยาก) ไกลๆนั่นข้าวผัดปู แล้วก็หอยเชลล์ผัดเม็ดมะม่วงหิมพานต์ ส่วนหมั่นโถวทอดนั่นมากับปูผัดซอส จิ้มซอสกินอร่อยมว้ากกกกกกกกกกกกกกก

    IMG_2465

    คนเก่งของหนูแกะปูได้เป็นก้อนเลยยยย เก่งมากๆเลยค่ะ 😘😘

    ค่าเสียหายมื้อนั่นไม่แน่ใจว่าเท่าไหร่ น่าจะประมาณเกือบสามพันบาทไทยอยู่นะ 😅 (ที่รักอ่านแล้วบอกว่า3พันอะไรล่ะ? หกพันค่ะมื้อนั้น! 😱😱😱)

    หลังจากนั้นก็เดินเล่นริมesplanadeกัน ถ่ายรูปวิวmarina bay ถ่ายกับmerlion

    IMG_2466

     

    IMG_2467

     

    พอถ่ายจนหนำใจแล้วก็หาที่เดินเล่นต่อ แวะร้านขายของที่ระลึกดูของเล็กๆน้อยๆ หาที่นั่งพักเพราะเมื่อยและร้อนมากกก ที่รักอยากเดินไปไชน่าทาวน์ ก็โอเคค่ะ ไปกัน!

    IMG_2468 IMG_2469 IMG_2470

     

    ถ่ายรูปให้ที่รักเยอะแยะเลย แต่ไหนไชน่าทาวน์? 55555 ไกลมากกกก เดินไม่ถึงซะที เหนื่อยร้อนจนจะเป็นลมจนที่รักต้องพาแวะเข้าห้าง เล่นเกมส์แก้เหนื่อย 555 แล้วก็เดินกลับโรงแรม

    ตอนแรกกะว่าจะมานอนเอนหลัง อาบน้ำที่โรงแรมแล้วลงไปเดินเล่นชมแสงสีกัน แต่อินี่หลับจ้าาา ตื่นมาก็น่าจะประมาณสี่ทุ่มแล้ว เลยนั่งรถไฟไปกินข้าวมันไก่กัน ที่รักก็หาข้อมูลมาเรียบร้อยว่าไปที่โรงแรมอะไรซักอย่าง 55

    IMG_2464

     

    ตอนแรกกะจะเอามาแบ่งกัน แต่ฟาดคนเดียวเรียบเลย 5555 ที่รักเลยกินบักกุดเต๋แทน 😝

    จากนั้นก็กลับมานอนสลบกันที่โรงแรม รอตื่นบินกลับดูไบตอนเช้า ที่รักก็บินกลับไทยเหมือนกัน ก็ไปสนามบินพร้อมกันเลย

    IMG_2472

     

    หลังจากบินกลับก็ได้ลีฟกลับไทย7วันทันที ถึงดูไบก็กลับกรุงเทพเลย แต่จำได้ว่าไฟลท์แรกไม่ได้ขึ้นเพราะเต็ม 55 ต้องรอไฟลท์ต่อไป ตอนนั้นอารมณ์เฟ้งฟ้างมาก อยากกลับบ้านสุดๆ แต่ก็ได้กลับ ไว้จะมาอัพบล็อกเนอะว่า7วันแรกที่กลับบ้านหลังจากไม่ได้กลับเลยเกือบ5เดือนไปทำอะไรมาบ้าง (จริงๆมีไฟลท์กรุงเทพช่วงกลางๆธันวา2015 แต่คือทำไฟลท์กลับแค่24ชม. แต่อันนี้คือลาพักร้อนยาว7วันเลย) เอาจริงๆก็จำไม่ค่อยได้เท่าไหร่ อาจจะขาดๆไปบ้าง จะพยายามไล่เรียงเนอะ เอาไว้อ่านเองด้วยเวลาเหงาๆหรือตอนที่เวลาผ่านไปนานๆจะได้มีไว้เตือนความจำว่าเราทำอะไรมาบ้าง

    Good times come and go, but the memories will last forever… 💕

     
  • เวลา 4:10:23 am on Monday ที่ 6 February 2017 เพอมาลิงค์ | ตอบ

    โพสต์แรกของบล็อก...นอนไม่หลับ 

    ฉลองโพสต์แรกที่เขียนลงบล็อกโดยการ…ไม่มีอะไรจะเขียน 55555

    ประเด็นคือนอนไม่หลับ เดี๋ยวนี้มีปัญหากับการนอนมาก นอนไวแล้วตื่นประมาณเที่ยงคืน ตี1 ตี2 เป็นแบบนี้ตลอด

    นี่ก็ว่าไม่ได้เครียดอะไร ก่อนนอนก็สบายดี ง่วงมากด้วย แอร์ก็เย็น ผ้าห่มก็อุ่น ก็งงเหมือนกันว่าทำไมนอนยากแบบนี้

    แล้วพรุ่งนี้เป็นrest (restคือวันหยุดเพื่อเตรียมบินไฟลท์หลังเที่ยงคืน) จะได้นอนก่อนบินมั้ยให้ทาย

    แต่เออ ก็ไม่แน่นะ ถ้ามันไปง่วงช่วงเย็นๆ ก็จะตื่นประมาณเที่ยงคืนงี้อีก เป็นเวลาที่ต้องตื่นแต่งตัวพอดี ก็อาจจะดี 55555

    แต่ถึงไทยอาจจะตายได้ ง่วงตายแน่ๆ แต่แพลนเยอะมาก ตระเวนรอบกรุงเทพเลยจ้า

    ที่รู้สึกว่าควรมาเขียนบล็อก เพราะบล็อกมันจะเป็นที่ของเราจริงๆ หลายๆอย่าง หลายๆความรู้สึก หลายๆความคิดไม่กล้าโพสต์ในเฟสเพราะกลัวคนจะรำคาญ แค่นี้ก็คงรำคาญกันจะแย่ละ 555 แค่อยากหาพื้นที่ระบายความรู้สึก ไม่งั้นอาจเป็นบ้าตายได้

    วันนี้ไม่บ้าเท่าเมื่อวาน เมื่อวานบ้ามาก นอนร้องไห้คิดถึงบ้านเป็นจริงเป็นจัง ตลกมาก 55555

    เฮ้อออ…เหงาจัง อยากกลับบ้าน

     
  • KaewZz Mx เวลา 2:13:16 am on Saturday ที่ 4 February 2017 เพอมาลิงค์ | ตอบ

    เที่ยวเชียงใหม่ 5 วัน กับเงิน 5000!!!!!!! 

    สวัสดีค่ะ

    วันนี้เราจะมารีวิวไปเที่ยวเชียงใหม่ 5 วัน กับเงิน 5000 กันค่ะะ ไม่มีอด ไม่มีมาม่าแน่นอนนน!

    (เราไปกับแฟน2คน เฉลี่ยแล้วหมดไปคนละ5000บาทนะคะ)

    เป็นครั้งแรกกับการรีวิว ขาดตกบกพร่อง หรือภาษาไม่สวย ต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยน๊าาา ไม่ถนัดเขียนอะไรแบบนี้ ถนัดพูดสื่อสารมากกว่าค่ะ><

     

    โอเครรร พร้อมแล้ววววว ไปเริ่มกันเลยน๊าาาาา>>>>>>>>

    19/12/59

    ออกเดินทางไปเชียงใหม่ โดย นครชัยแอร์ รอบ 21.30น. เรานั่งแบบ First class 30ที่นั่งนะคะ ราคา 759 บาทค่ะ

    จะถึงเชียงใหม่เวลา 06.15น. (ประมาณ 9 ชั่วโมงค่า) เป็นการนั่งรถทัวร์ไปเชียงใหม่ครั้งแรก ตื่นเต้นมากๆเลยค่ะ หลับๆตื่นๆ เป็นว่าเล่นเลยยย

    แต่โดยรวมถือว่าดีค่ะ สนุกดี^^

     

    20/12/59

    06.25น. ถึงเชียงใหม่แล้วค่าาาาาาาาาาาา รถจอดที่สถานีเดินรถนครชัยแอร์เลยนะคะ ติดกับอาเขตเลย สะดวกมากๆ

    แวะเข้าห้องน้ำ ล้างหน้า แปรงฟัน กินข้าวกันก่อนค่ะ

     

    หลังจากที่เรากินข้าวกันเสร็จแล้ว เราก็เดินไปที่ร้าน Bikky Chiangmai สาขาอาเขต อยู่ใกล้ๆ เดินไปนิดเดียวก็ถึงค่ะ

    เพื่อจะไปเช่ารถมอเตอร์ไซค์ สำหรับใช้ในการเดินทางเที่ยวเชียงใหม่ 5 วันนี้ค่ะ

    รถที่เราเช่าคือ รถ Honda Click i 125 ค่ะ ค่าเช่าวันละ 300 บาท เราเช่า 5 วัน 1500 บาทค่ะ

    ที่นี่ไม่ต้องจ่ายค่ามัดจำรถนะคะ แค่มีบัตรประชาชนไปก็พอค่ะ จ่ายเงินค่าเช่าตอนนั้นเลย

    (ใครอยากได้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเช่ารถที่นี่ ลองเสิชในกูเกิ้ล หรือ เข้าในเฟสบุ๊ก ของทางร้าน Bikky ได้เลยนะคะ รีวิวเยอะมากๆค่ะ)

     

    เมื่อได้รถแล้ว เราก็เริ่มออกเดินทางได้เลยค่าาาาาา

    (อ้ออ ลืมบอก! ทางร้านมีน้ำมันมาให้เราประมาณ3ขีด เราจึงไปเติมเพิ่ม ค่าน้ำมัน 100 บาทค่ะ ได้เต็มถังเลย)

    เรามุ่งหน้าไปอ.เชียงดาว เพื่อจะไปที่บ้านทะเลดาว ดอยหลวงเชียงดาวนะคะ

    อ.เชียงดาว อยู่ห่างจากตัวเมืองเชียงใหม่ ประมาณ 100โล (ไกลมากกกกกกกกกกก) แต่ไม่หวั่นค่ะ เพราะเราอยากมาที่นี่มากๆ><

     

    เดินทางไปได้ประมาณ 30 กิโล เราก้แวะพักคน พักรถ กันก่อนค่ะ

    นั่งกินกาแฟที่ Amazon มองดูดอยหลวงเชียงดาวที่อยู่ไกลลิบๆ แต่ยังมองเห็น5555555

    (ค่าเสียหาย 110บาท)

    เมื่อกินเสดแล้ว เราก็เริ่มเดินทางกันต่อเลยค่ะ หนทางยังอีกยาวไกลลลลลล

     

    (เด๋วมาต่อนะคะ วันนี้แค่นี้ก่อน เป็นการเขียนบล็อกครั้งแรก รีวิวครั้งแรก ยังทำอะไรไม่ค่อยเป็น อยากใส่รูปแต่ไม่รู้ใส่ตรงไหน ขอไปหาข้อมูลก่อนนะคะ แล้วจะมาเขียนต่อค่ะ)

     
  • เวลา 2:15:34 pm on Wednesday ที่ 1 February 2017 เพอมาลิงค์ | ตอบ

    จากขายปลีกมาสู่ขายส่งบิ๊กอาย 

    สวัสดีค่ะ กลับมาพบกับกูรูด้านการขายส่งบิ๊กอายอีกเช่นเคยนะคะ วันนี้ร้าน BIGEYEINW (บิ๊กอายเทพ) ได้มีคำถามจากทางบ้านที่น่าสนใจอยู่คำถามหนึ่ง เกี่ยวกับการจะขยายธุรกิจจากเปิดร้านแผงลอยขายปลีกบิ๊กอาย แล้วจะทำอย่างไรให้สามารถขยับขยายธุรกิจขึ้นมาเป็นขายส่งบิ๊กอายได้ โดยที่ไม่ต้องใช้เงินลงทุนตูมเดียวเป็นจำนวนมาก จะสามารถเป็นไปได้หรือไม่… เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา เรามาฟังคำตอบกันดีกว่าค่ะ

    จะทำอย่างไรให้สามารถขยายธุรกิจขายปลีกคอนแทคเลนส์แบบแผงลอยให้กลายเป็นขายส่งคอนแทคเลนส์ที่มีขนาดใหญ่ขึ้นมาได้ โดยที่ไม่ต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมาก ?

    1. ก่อนอื่นนุ่นต้องบอกก่อนว่าการขยายธุรกิจไม่จำเป็นต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมากๆเสมอไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคนที่มีธุรกิจเป็นของตัวเองอยู่แล้ว เพราะสามารถสร้างกำไรจากธุรกิจที่มีอยู่ได้ โดยเราจะนำเงินส่วนกำไรนี้ไปต่อยอดเงินทุนให้กับธุรกิจค่ะ ด้วยการสั่งซื้อสินค้ารอบต่อไปในปริมาณที่มากขึ้น และ พยายามทำอย่างนี้ทุกๆรอบค่ะ และ ท่านจะสังเกตได้ว่า ยอดขายจะโตขึ้นตามสัดส่วนของการสั่งซื้อสินค้าที่มากขึ้นอีกด้วยค่ะ การที่ไม่กู้หนี้ยืมสิน หรือ ใช้เงินลงทุนมากๆในคราวเดียว ข้อดีก็คือ เราปิดประตูความเสี่ยงทิ้งไป ทำให้ธุรกิจคอนแทคเลนส์ราคาส่งของเราสามารถโตขึ้นได้อย่างเป็นธรรมชาติค่ะ
    2. การเปิดรับพรีออร์เดอร์สินค้า ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ทำให้ธุรกอจเติบโตขึ้นได้โดยไม่ต้องมีความเสี่ยงมาก เพราะ เรามีโวลุ่มการสั่งซื้ออยู่ในมือซึ่งเป็นรายรับที่ค่อนข้างแน่นอน และ เราสามารถพรีออร์เดอร์ได้ไม่จำกัดจำนวน ทำให้ธุรกิจของเราสามารถเติบโตขึ้นได้โดยที่ไม่จำเป็นต้องมีสินค้าอยู่ในมือ ณ ขณะนั้น แต่โจทย์ที่สำคัญ ก็คือ จะทำอย่างไรให้ลูกค้าเชื่อถือ ที่จะจ่ายเงินค่าสินค้า หรือ ค่ามัดจำไว้ก่อน นั่นเองค่ะ
    3. การอาศัยสต็อคสินค้าของร้านอื่น หรือ ร้านคู่แข่งไปก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปัจจุบันนี้ร้านบิ๊กอายราคาส่งที่ขายแบบออนไลน์มักจะนิยมใช้วิธีกันในช่วงเริ่มต้นธุรกิจ พูดง่ายๆคือ เมื่อเรามีออร์เดอร์ลูกค้าส่งอยู่ในมือ เราก็ไปจัดของที่สต็อคของคนอื่น เพื่อนำของไปส่งให้ลูกค้าของเราอีกทีหนึ่งก็ได้ค่ะ หรือ อีกวิธีก็คือ ติดต่อร้ายค้าที่เป็นร้านขายส่งบิ๊กอาย แล้วโยนออร์เดอรืลูกค้าเราไปให้เลย พร้อมทั้งให้เค้าบริการแพ็คและจัดส่งให้เลยทีเดียว แต่วิธีการหลังนั้นแม้ว่าจะสะดวกสบายกว่า ประหยัดค่าใช้จ่ายกว่าก็จริง แต่ก็มีความเสี่ยงตรงที่ หากร้านขายส่งนั้นไม่มีความซื่อสัตย์เค้าก็จะแย่งลูกค้าที่ติดต่อผ่านทางเรา โดยในครั้งต่อไปอาจจะเสนอราคาส่งให้ใหม่ก็ได้ เพราะมีรายชื่อลูกค้าอยุ่ในมือแล้ว เราไม่อาจจะทราบได้ว่าเขาจะนำไปทำอะไรต่อหรือไม่
     
  • เวลา 2:01:49 pm on Wednesday ที่ 1 February 2017 เพอมาลิงค์ | ตอบ

    ใจสู้หรือเปล่า 

    คุณเคยรอคอใครสักคนไหม…รอคอยแบบไม่มีจุดหมายปลายทาง ว่าอีกนานแค่ไหน

    มันเหนื่อยใช่ไหมละ มันเป็นการฝึกความอดทน ความซื่อสัตย์ชั้นเลิศของคนเราเลยทีเดียว เพราะในชีวิตของเราที่ดำเนินไปในแต่ละวัน บางคนอาจเจอผู้คนกลุ่มเดิม บางคนพบเจอผู้คนหลากหลาย เช่นนี้เหมือนเป็นแบบทดสอบความอดทน ยับยั้งชั่งใจคนเราได้ดีเลยที่เดียว โดยเฉพาะความซื่อสัตย์ต่อคนที่เป็นปลายทาง หรือจุดหมายของคุณ

    เมื่อคุณผ่านจุดๆนี้ไปได้ คุณจะรู้ว่ามันยิ่งใหญ่ มีคุณค่า และสมแก่การรอคอยของคุณเลยทีเดียว

     
  • เวลา 3:16:32 pm on Friday ที่ 27 January 2017 เพอมาลิงค์ | ตอบ

    วิธีการต่อรองเพื่อให้ได้ราคาส่งบิ๊กอายถูกที่สุด 

    สวัสดีค่ะ ท่านผู้อ่านที่สนใจสาระน่ารู้เกี่ยวกับขายส่งคอนแทคเลนส์ทุกท่าน วันนี้นุ่นอยากจะเล่าประสบการณ์เล็กๆน้อยๆที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจที่นุ่นทำอยู่โดยตรง เผื่อว่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่ทำธุรกิจแบบขายส่งทั่วๆไป หรือแม้แต่ผู้ที่ทำธุรกิจขายส่งบิ๊กอายอยู่ก็ตาม นุ่นเองก็คลุกคลีอยู่ในวงการนี้มากว่า 5 ปี ทราบดีว่าในฐานะที่เราจะต้องรับสินค้าจากผู้จำหน่ายสินค้าในราคาส่งนั้นมีความต้องการอะไรบ้าง สิ่งสำคัญก็ คือ เรื่อง “ราคาส่ง” ที่ถูกลง และ สิ่งที่สำคัญตามลงมาก็อาจจะเป็นเรื่อง การให้เครดิต การบริการ การจัดส่ง เป็นต้น ถ้ายังไงวันนี้นุ่นขอโฟกัสมาที่ประเด็นราคาส่งที่เป็นประเด็นที่สำคัญที่สุดก็แล้วกันนะคะ มาดูกันค่ะว่านุ่นมีวิธีในการต่อรองราคาส่งให้ถูกลงได้อย่างไร (นุ่นขอเล่าที่เป็นประสบการณ์ที่นุ่นใช้แล้วได้ผลของนุ่นจริงๆนะคะ ถูก-ผิดอย่างไรก็ขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วยค่ะ)

    วิธีการต่อรองราคาขายส่งบิ๊กอายให้ถูกลง

    1. เน้นความสัมพัธ์ที่มีกับผู้จำหน่ายสินค้า สิ่งสำคัญ คือ ความอ่อนน้อมถ่อมตน ให้เกียรติกัน ในช่วงโอกาสสำคัญๆ นุ่นมักจะถือโอกาส หาของขวัญไปให้เป็นน้ำใจกัน ก่อนจะทำการสั่งซื้อสินค้าทุกครั้งก็จะสอบถามสาระทุกข์สุขดิบกันไป เพียงเท่านี้ก็ทำให้ผู้จำหน่ายสินค้ารู้สึกดีกับเราแล้วค่ะ
    2. เล่าให้ฟังถึงสถานการณ์แข่งขันกันในปัจจุบันว่าเราได้ประสบกับปัญหาการตัดราคาบิ๊กอายราคาส่งอย่างไรบ้าง (แต่ตัวเราต้องไม่ใช่ฝ่ายตัดราคาก่อนนะคะ) เหมื.02.00อนเป็นการบอกเล่าให้เค้ารู้สึกเห็นใจเรา แต่ไม่ใช่เป็นการผลักภาระไปให้นะคะ หลังจากนั้นก็ลองคุยกับเค้าดูว่าเค้าสามารถช่วยเหลือเราอย่างไรได้บ้าง จะทำอย่างไรให้เราได้เรตบิ๊กอายราคาส่งที่ถูกลงกว่าเดิมเพื่อให้เรามีกำไรเหลือที่จะให้ธุรกิจไปต่อได้ ตรงนี้เขาจะเสนอมาเองค่ะว่าเราจะต้องทำอย่างไรบ้าง ซึ่งนับว่าเป็นการคุยกันเพื่อหาจุดกึ่งกลาง คือ ไม่มีใครได้เปรียบ – เสียเปรียบ
    3. ชื่นชมเขาจากใจจริง ไม่ว่าใครก็ชอบการถูกชื่นชมค่ะ ในที่นี้เราจะต้องหาข้อดีในตัวของเขา อาจจะชมเกี่ยวกับสินค้าของเขาก็ได้ หรือ บอกเล่าประสบการณ์ของลูกค้าเราว่ารู้สึกอย่างไรบ้าง เมื่อเขาคุยกับเราทุกครั้งแล้วเขารู้สึกดีกันเราทุกครั้ง ก็มีโอกาสที่เขาจะคอยเชียร์ธุรกิจเราเหมือนกันจ้า

    ในช่วงหลังที่นุ่นได้ปฎิบัติครบทั้ง 3 ข้อ ก็ทำให้ได้คอนแทคเลนส์ราคาส่งถูกลงทุกครั้งที่มีการซื้อของเพิ่ม แต่ในหลายๆครั้งเราก็ควรที่จะต้องเพิ่มโวลุ่มการสั่งซื้อด้วยเช่นกัน เพื่อให้ทางฝ่านจำหน่ายสินค้าได้ผลประโยชน์เช่นกัน ในขณะที่เราก็ได้รับผลประโยชน์ด้วย และ ยังเป้นข้อดีในการทำให้เราขยายธุรกิจออกไปได้เองอีกด้วยค่ะ สังเกตได้เลยว่า เมื่อไหร่ที่ของมีมากขึ้น จำนวนลูกค้าก็จะมีมากขึ้นตามมาค่ะ

    บิ๊กอายราคาส่ง

     
c
เขียนโพสต์ใหม่
j
โพสต์ต่อไป / ความคิดเห็นต่อไป
k
โพสต์ก่อนหน้า / ความคิดเห็นก่อนหน้า
r
ตอบกลับ
e
แก้ไข
o
แสดง / ซ่อนความคิดเห็น
t
ไปที่ด้านบนสุด
l
เข้าสู่ระบบ
h
แสดง / ซ่อนความช่วยเหลือ
shift + esc
ยกเลิก