Updates from มิถุนายน, 2017 สลับแสดงความคิดเห็น

  • LifeJourney เวลา 11:55:55 am on Sunday ที่ 18 June 2017 เพอมาลิงค์ | ตอบ

    เกรดสำคัญไฉน 

    เริ่มแรกก่อน เกรดคือไร??? ก่อนจะพูดถึงเกรด จะทำความเข้าใจให้ตรงกันก่อน เกรดในที่นี้หมายถึง ระดับคะแนนในการเรียน ที่ถูกมองเป็น “ตัวชี้วัด” ไม่ใช่เกรดสินค้า บลาๆๆ ===== ตัวชี้วัด ??? วัดอะไร ใครเคยสงสัยมั้ยว่าเกรดมันวัดอะไร คนได้เกรดแพงๆ ฉลาดกว่าจริงหรอ คนได้เกรดดีๆ ตอนนี้ยังเก่งอยู่มั้ย ??? ………………………………………..ถ้ามองดีๆ ตัวชี้วัดที่พูดถึงเมื่อกี้ ทิ้ง key ไว้ 2 ตัว……… ไม่สิ 3  นอกจาก เวลา และความฉลาด ก็ความรับผิดชอบอีกอย่างที่ไม่ปรากฏตัว

    เริ่มจาก key ที่ซ่อนตัวอยู่ละกัน “ความรับผิดชอบ” === driving factor ตัวใหญ่ๆ ของเกรด เกรดสามารถใช้วัดความรับผิดชอบของคุณได้จริงๆสำหรับคนธรรมดา ที่ไม่ได้เทพ (อ่านหนังสือคืนเดียว กดเอ ) เรื่องนี้เกรดวัดได้จริงๆ ส่วนตัวเคยพิสูจน์มาแล้ว ปีหนึ่งปีสอง ฟิตมาก แรงเหมือนกราฟเส้นตรงสโลป0 แรงไม่ตก แต่มันไม่มีอะไรที่จะอยู่กับเราไปได้ตลอดหรอก ปีสามเลยเป็นการพิสูจน์ว่าที่ เค้าบอกกันว่า ไม่ค่อยได้อ่านเลย แต่กดเอ (ในแง่คิดของคนธรรมดาเราๆ) มันจริงมั้ย  ก็ยิ้มกันไปตอนผลออก

    เพื่อนอีกคนนึงของความรับผิดชอบก็อาจจะ “ความฉลาด” มั้ง ทำไมมันถึงเป็นเพื่อนกันน่ะหรอ เหตุผลมันก็คือ สองอย่างนี้เป็นสิ่งที่ เกรดแยกแยะไม่ได้ ถ้าจะให้อธิบาย ได้เกรดดีๆ บอกไม่ได้ว่า ฉลาด เพราะเพื่อนของมันซ่อนตัวอยู่ ขับดันอยู่ข้างหลัง ได้เกรดดี ไม่เท่ากับ ฉลาดขั้นเทพ ก็ได้ แต่มีความรับผิดชอบมากพอ แต่ในทางเดียวกันคุณจะรู้ได้ยังว่า จริงๆอาจจะฉลาดขั้นเทพ แต่ไม่ได้รับผิดชอบมากขนาดนั้นหล่ะ หรือทั้งฉลาดทั้งขยัน

    ตัวสุดท้าย “เวลา” ตัวนี้ค่อนข้างโดดเดี่ยวออกมาจาก อีก 2 ตัว เพราะมันไม่ใช่ สิ่งที่เกรดต้องการชี้วัด แต่ส่วนตัวคิดว่าสำคัญพอควร     เพราะเวลาสื่อถึง “การหมดอายุ” ได้ ====เกรดตอนนี้ฉันดี อนาคตฉันยังเก่งอยู่แน่??? วลีนี้เป็นตลกร้ายของคนหลายคน “เพราะ” ในแง่มุมส่วนตัวของเรา มันไม่จริงเลย อย่างที่รู้กันเวลาพรากอะไรหลายๆอย่างไปจากเรา ความรู้ก็เช่นกัน “เคย” ได้เกรดดี มีความรู้  แต่มันอยู่ในกรอบของอดีต เกรดบอกได้ว่า ในอดีตคุณเคยทำได้ดีขนาดไหน ความรับผิดชอบตอนนั้นเป็นอย่างไร ความฉลาดที่สามารถพัฒนาหรือเสื่อมถอยได้เป็นอย่างไร “ตอนนั้น”  แล้วตอนนี้หล่ะ ??? สำหรับบางคนมันวัดผลได้ สำหรับบางคนไม่

    แล้วสงสัยมั้ย ทำไมเกรดจึงสำคัญๆทั้งที่ชี้ความชัดเจน ของความรับผิดชอบ ความฉลาดไม่ได้ชัดเจน จะเสนอคีย์เวิร์ดอีกหนึ่งคำ คือ ความเก่ง ด้วยความที่ความเก่งค่อนข้างเป็น คำที่นามธรรมพอควร ไม่รู้ว่าความเก่งจริงๆมันมีอะไรเป็นส่วนประกอบชัดเจนที่ชั่งตวงวัดได้เลย  ว่าอะไรกี่ส่วน ส่วนตัวจึงมองว่า ความรับผิดชอบ กับความฉลาด รวมๆกันก็คงเป็นความเก่ง แต่ความเก่งก็มีข้อกังขาอยู่ดีเพราะ “เวลา” คำเดียว เวลาทำให้เกิดการบิดเบือนเกรดได้ มันจึงวัดได้แค่แนวโน้มที่ควรจะเป็น แต่มันเป็นแค่แนวโน้ม มีโอกาสสูงที่จะเป็นจริง แต่โอกาสที่ผิดก็ไม่มีอะไรบอกว่าน้อย เพราะ เกรดชี้วัดคนที่เป็นสิ่งมีชีวิต ที่ยกตัวเองเป็นสัตว์ประเสิร์ฐ มีชีวิตจิตใจ พลิกขาวเป็นดำได้ง่าย ถึงแม้มันจะไม่ได้บอกผลได้ 100 % แต่มันก็ดูจะน่าเชื่อมากที่สุดแล้ว (ละเรื่องประสบการณ์เอาไว้) และสิ่งสุดท้ายที่มีประโยชน์คือ การประเมินคนคร่าวๆด้วยเกรดจะช่วยลดระยะเวลาได้ เพราะถ้าไม่มีตัวชีวัด จะสามารถตัดเรื่องเวลาได้ คือ ไม่สนใจอดีตของคุณ มาดูปัจจุบัน และพิสูจน์ด้วยการกระทำเลยดีกว่า real กว่า แต่……..ใครจะทนรอคุณขนาดนั้น ต้องเสี่ยง จำเป็นมั้ย???

    ทั้งหมดนี้เป็นความเห็นส่วนตัวไม่มีเจตนาในการบิดเบือนโต้แย้งแง่คิดใดๆ หรือพาดพิงผู้ใด และผู้เขียนยังอ่อนหัดในการเขียนนัก ผิดพลาดใดๆขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย 

     
  • prangthegorgeous

    prangthegorgeous เวลา 1:57:53 pm on Friday ที่ 17 March 2017 เพอมาลิงค์ | ตอบ

    01--Kuwait Airways สมัครสายการบินแรก ตึงงงงง 

    เริ่มที่ตอนปีสี่เทอมสองนะคะ ตั้งใจว่าเริ่มลุยช่วงนี้แหละ แต่แอบบอกว่าช้าไป น้องๆที่เรียนมหาลัยเตรียมตัวเร็วๆไว้ยิ่งดีค่ะ เดี๋ยวจะอธิบายนะคะว่าทำไมถึงช้าไป

    เห็นประกาศรับสมัครลูกเรือคูเวตจากในเฟสบุ๊คของเพื่อนสักคน

    เราก็สะดุดกึกในใจนะ แบบ วะ เอาวะลองเถอะ เอาวุฒิแค่มอหกเอง ลองไปโลดดดดดดดด

    สนามแรกเนอะ ตื่นเต้นมันก็ตื่นเต้นแหละ แต่มีความกังวล ไม่มั่นใจหลายๆอย่าง

    หาสูท รองเท้า หน้า ผม เอกสาร ทุกอย่างดูรีบๆไม่เป๊ะเท่าไหร่ แต่อยากลองล้วนๆ

    เราหาทุกอย่างจากสยามนะคะ ใส่สูทสีดำแขนสั้นธรรมดามาก เสื้อตัวในสีแดง

    คือมันก็สวยแหละค่ะ แต่มันจะซ้ำๆกันเยอะมากๆๆๆๆๆๆๆๆ บางชุดนี่แฝดชัดๆ เราคิดว่าจุดนี้ส่วนหนึ่งทำให้เรากลืนไปกับคน ไม่โดดเด่นนะ

    เพราะเราก็ไม่ชอบที่เราดูคล้ายคนอื่นนะคะ เลยตั้งใจว่าคราวหน้าจะต้องแตกต่างและเด่นกว่านี้

    พอดีว่าเราเคยสอบโทอิคไว้แล้วนานแล้วล่ะเกือบหมดอายุ จริงๆไม่ต้องใช้นะ แต่เรามีเลยเอาติดไปด้วย ได้795

    First Session

    Pre-screen: ตัดภาพมาที่โรงแรมที่รีครูทเลยนะคะ เกริ่นก่อนว่า คูเวตใช้เอเจนซี่หาลูกเรือให้คือ meccti ซึ่งดำเนินการโดยโรงเรียนสอนแอร์แห่งหนึ่ง

    ทั้งกรรมการ และสตาฟคือคนจากโรงเรียนนี้ทั้งหมด  ***ซึ่งเรามาทราบหลังเข้าพรีสกรีนแล้วนะคะ แล้วแบบประมาณ80%ของคนที่ได้คือมาจากนักเรียนของรร.นี้ค่ะ

    ช่างมันก่อนเนอะ เราว่าไปตามสเตปปกติ

    เราหาข้อมูลมาว่าสตาฟทำงานช้ามาก และคนเยอะ ให้ไปเช้าๆซึ่งจริงนะคะ ทุกโพรเสสคือนานมากๆ มากกกกกกกกกกกกกกกก

    เราได้คิวแรกๆนะ ไปถึงประมาณเจ็ดโมง รับคิวเพื่อชั่งนนและสส—ต่อคิวชั่งนน+สส—ต่อคิวตรวจเอกสาร—ตรวจเอกสาร—รับหมายเลขประจำตัว–เข้าห้องรวมรอพรี

    ซึ่งทั้งหมดนี้ 11 โมงก็ยังไม่ได้เริ่มพรีนะคะ

    กรรมการมาช้ามากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก รอจนเมื่อยค่ะ แล้วยังมีพักกินข้าวด้วยนะเออ

    เราได้พรีประมาณเที่ยงครึ่งค่ะ คนสัมภาษณ์ก็คือครูฝรั่งในรร.สอนแอร์อันนั้นแหละ ถามถั่วไป และเร็วมากค่ะ ไม่ถึงนาทีเนอะ

    ประมานนี้นะคะไม่เป๊ะนะ

    Good morning sir  — good morning. How are you today?

    I’m very good. How about you?— Good.  Wow Can you speak ***?

    Yes I can. I study this language as my major.— Very good. So tell me about your work experience.

    Certainly, เล่าไปค่ะ คือเรายังเรียนอยู่เนอะ เราเลยเล่าเรื่องฝึกงานกับตอนไปเวิคที่อเมริกาค่ะ

    Okay Thank for coming today.  Have a great day.

    Thank you very much. You too

    แค่นี้แหละค่ะ เราพูดเสียงดัง ยิ้มและดูมั่นใจนะ แต่ในใจนี่สั่นมาก555555

    ยังค่ะยัง  ยังไม่จบ

    ก่อนก่อนจากห้องต้องให้กรรมการผู้หญิงคนไทยที่เป็นเจ้าของโรงเรียนดูสภาพผิวหน้าและฟันค่ะ

    เขาจะพูดว่า Give me big smile แล้วให้เราแบบเอียงหน้าไปมา ไรงี้

    จบละค่ะ ขั้นตอนนี้

    เราต้องรอให้เข้าพรีกรีนครบ200คนแรกก่อนถึงจะทราบผลนะคะ รอถึงประมาณบ่ายสอง กรรมการก็จะมาประกาศหมายเลขที่ได้ไปต่อค่ะ

    โอเค……เราผ่านนะ แต่งงๆ ก็ดีใจแหละ ตกพรีสกรีนนี่เจ็บอย่าบอกใคร ตกรอบแรกอะ เอ๊ะ หรือจะเรียกด่วนชั่งนนสสว่าด่านแรก5555

    ที่นี้

    เขานัดหมายให้มาร่วมฟังรายละเอียดสายการบินและขั้นตอนต่อไปตอน 18.30

    ซึ่งจริงๆคือ 20.30 ค่ะ เขาให้อ่านข้อตกลงเบื้องต้น เงื่อนไข เงินเดือน บลาๆ แล้วเซ็นรับทราบ เสร็จเกือบสี่ทุ่ม!!!!!!

    ทั้งวันหมดไปกับการรอ TT

    สรุปคือเรามา 7.00 ออกจากรร เกือบ 22.00

     

    Final Session

    English test นัดมาที่รรเดิมนะคะ หลังจากพรีสองวัน นัดเวลามา8.30 กรรมการมา 11โมง เริ่มสอบ 11.30ได้ เซ็งมากกกกกก ไม่โปรเลย เสียเวลาสุดๆ

    ข้อสอบเป็นเลือกตอบ50ข้อ 20หรือ30นาทีเนี่ยแหละ มีเลขประมาน 10กว่าข้อ เกี่ยวกับคิดtime zone+exchange rate ไม่ยากค่ะ เราเรียนสายศิลป์มาทั้งชีวิตยังคิดได้

    ส่วนอังกฤษประมานโทอิคแต่ง่ายกว่าและสั้นกว่ามาก รอบนี้คัดคนออกอีกครึ่ง เหลือสัก80คนได้ อ้อ ผ่านพรีกรีนเข้ามาน่าจะ100นิดๆค่ะ

     

    Group discussion  กลุ่มละ10คนค่ะ เรียงตามหมายเลข เขาบรีฟว่าหน้าผมต้องเป๊ะๆๆๆๆๆๆ เพราะเขาดูทุกอย่าง และหลังจากขั้นตอนนี้ต้องไปถ่ายรูป

    เข้าไปก็มีเก้าอี้ล้อมเป้นวงกลม ให้เราคิดอีเว้นของสายการบิน คือเราไม่รู้จริงๆว่าเขาดูอะไร คือคนมันเยอะมาก แบ่งกันพูดก็ไม่เชิง มันกลัวไม่ได้พูดมากกว่า

    บางคนสำเนียงไม่ได้เลย บางคนภาษาคือตะกุกตะกัก บางคนพูดเยอะ เราได้พูด2-3ครั้ง นี่แบบหาจังหวะมากนะ มันไม่มีช่องเลย

    ตัดจบเลยแล้วกัน ว่า เราตกรอบนี้

    บอกตรงๆเราเฟลมาก เพราะคนตกรอบนี้น้อยมากอ่ะ 10กว่าคนเองที่ตก แล้วทำไมเราถึงตก

    ถึงเราจะมาแบบไม่ได้เตรียมตัวและยังเรียนไม่จบ พอตกรอบเข้าจริงๆ คือสะเทือนใจอ่ะ55555 เสียใจอยู่ดี เฮ้อ

     

    เป็นไงคะ สายการบินแรก ไม่มีอะไรยากขนาดนั้น แค่รอ รอ รอ รออออออออออออออออออออ ฝึกความอดทนขั้นสุดค่ะ

    เราคงไม่ไปอีกแล้วค่ะสายนี้ เราคิดว่ามันไม่โปร่งใส เราคนนอกสถาบันเค้านี่นา ฮ่าๆ แต่ก็มีคนนอกที่ได้เป็นนะ น้อยมากค่ะ นอกนั้นเด็กรรนั้นได้

     

    ***ใช้วิจารณญานในการอ่านนะคะ เราเขียนจากประสบการณ์ตรงและความรู้สึกของเรา

     
  • prangthegorgeous

    prangthegorgeous เวลา 1:11:19 pm on Friday ที่ 17 March 2017 เพอมาลิงค์ | ตอบ

    Let me introduce myself :D แนะนำตัวกันก่อนค่า 

    สวัสดีค่ะทุกคน  ยินดีที่ได้ร่วมแบ่งปันและพูดกันนะค้าาา

    เขียนบล็อกครั้งแรก ไม่ราบรื่นมากขออภัยไว้ล่วงหน้านะคะ

    ตั้งใจว่าจะเขียนเรื่องประสบการณ์สมัครแอร์ล่าปีกของเรา จนกว่าจะได้น้า และจิปาถะ บลาๆ

    ตอนนี้ยังไม่ได้เป็นน้า ยังเรียนไม่จบเลยค่ะ แฮ่ๆ แต่ใกล้มากแล้ว

    ^^

    เราเรียนอยู่ปีสุดท้าย เทอมสุดท้าย คณะทางภาษา มหาลัยสีชมพูแถวสามย่านค่า

    ณ วันนี้ที่เรากำลังเขียนเราสมัครไปแล้วถึงสามสายการบิน ตั้งใจจะบันทึกไว้ทุกครั้ง แต่คิดว่าเล่าให้เพื่อนๆทราบด้วยน่าจะเป็นประโยชน์มากกว่า

    เลยนำมาเล่าสู่กันฟัง ซึ่งข้อมูลอาจจะไม่เหมือนกันทุกครั้งที่สมัคร บางอย่างปรับเปลี่ยน เพิ่มหรือลด เพื่อนๆต้องติดตามจากสายการบินโดยตรงน้า

     

    พอแค่นี้ก่อนแล้วกันค่า ติดตามอ่านกันได้นะคะ

     

     
  • Latty Abagnaly เวลา 7:44:17 pm on Friday ที่ 24 February 2017 เพอมาลิงค์ | ตอบ

    เส้นทางการบินเปลี่ยนชีวิตให้เป็นนางฟ้า | APDI หลายชาติศาสนาสู่ความเป็น The best training 

    IMG_4772IMG_4776IMG_4778ขอบเขตของอุตสาหกรรมการบินกว้างเกินกว่าการโดยสารและขนส่งทางอากาศ สถาบันฯ จึงมีการค้นคว้าและพัฒนาหลักสูตร จากผู้มีประสบการณ์จริงในแต่ละแขนงธุรกิจ จนออกมาเป็นหลักสูตรวิชาเอก ที่ผลิตนักศึกษาเข้าสู่ตลาดแรงงานมากถึง 7 กลุ่มวิชาเอก ได้แก่
    การบริการบนเครื่องบิน (In-flight Service)
    การบริการภาคพื้น (Ground Service)
    การขนส่ง (Cargo)
    การบริการในลานจอดอากาศยาน (Ramp Service)
    การสำรองที่นั่งและงานบัตรโดยสาร (Reservation and Ticketing)
    ครัวการบิน (Catering)
    การตลาด (Marketing)IMG_4773

    สถาบันพัฒนาบุคลากรการบิน (Aviation Personnel Development Institute )
    ชื่อสาขา
    ธุรกิจการบิน (Airline Business )
    ชื่อปริญญา
    ศศ.บ. (ธุรกิจการบิน) (ศิลปศาสตรบัณฑิต (ธุรกิจการบิน) )
    รายละเอียด
    จำนวนอาจารย์ต่อนักศึกษาเฉลี่ยต่อห้อง คือ 1:40
    ห้องเรียนและห้องปฏิบัติการ
    ห้อง In-flight Service Mockup
    ห้อง Ground Service Mockup
    ห้อง Reservation Training Room
    Aviation Training Center
    KBU Air Booking
    สถาบันฯมีความร่วมมือกับองค์กรภายนอก ดังนี้ MOU wingspan , MOU Nok air
    คุณสมบัติ
    สำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าระดับมัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่า
    เป็นผู้มีคุณสมบัติตามระเบียบของมหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิตว่าด้วยการศึกษาระบบหน่วยกิต
    แผนการเรียน
    วิทย์ – คณิต
    ศิลป์ – คำนวณ
    ศิลป์ – สังคม
    ศิลป์ – ภาษา
    ศิลป์ – จีน
    ศิลป์ – ญี่ปุ่น
    เทียบเท่า (อาชีวะ)
    เทียบเท่า (กศน.)
    สำเร็จการศึกษา ม.6
    นานาชาติ
    สำเร็จการศึกษานานาชาติ
    ค่าเทอม
    หน่วยกิตละ 1,200 บาท
    ค่าใช้จ่ายต่อเทอมประมาณ 30,000 บาท
    ค่าใช้จ่ายรวมตลอดทั้งหลักสูตรประมาณ 240,000 บาท
    ทุนการศึกษา
    กยศ. กรอ.
    ได้รับการรับรองจาก
    สภาวิชาชีพ.
    เส้นทางอาชีพและความก้าวหน้า
    ขอบเขตของอุตสาหกรรมการบินกว้างเกินกว่าการโดยสารและขนส่งทางอากาศ สถาบันฯ จึงมีการค้นคว้าและพัฒนาหลักสูตร จากผู้มีประสบการณ์จริงในแต่ละแขนงธุรกิจ จนออกมาเป็นหลักสูตรวิชาเอก ที่ผลิตนักศึกษาเข้าสู่ตลาดแรงงานมากถึง 7 กลุ่มวิชาเอก ได้แก่
    การบริการบนเครื่องบิน (In-flight Service)
    การบริการภาคพื้น (Ground Service)
    การขนส่ง (Cargo)
    การบริการในลานจอดอากาศยาน (Ramp Service)
    การสำรองที่นั่งและงานบัตรโดยสาร (Reservation and Ticketing)
    ครัวการบิน (Catering)
    การตลาด (Marketing)

     
  • Pichaya Wongves เวลา 1:47:35 pm on Friday ที่ 10 February 2017 เพอมาลิงค์ | ตอบ

    ธุรกิจขายบิ๊กอายเริ่มง่ายๆหากใจรัก 

    สวัสดีค่ะ วันนี้นุ่นอยากจะมาแชร์เรื่องราวเกี่ยวกับธุรกิจที่นุ่นทำอยู่นะคะ นั่นก็คือ ธุรกิจขายส่งคอนแทคเลนส์ค่ะ ก่อนอื่นนุ่นอยากจะเล่าให้ฟังก่อนว่าเพราะอะไรนุ่นถึงได้มาทำธุรกิจนี้นะคะ ช่วงเมื่อ 5 ปีก่อน นุ่นก็เคยเป็นแม่ค้าขายเสื้อผ้าแฟชั่นมาก่อน แต่ก็ประสบปัญหาอย่างหนึ่ง คือ ลูกค้ามักจะไม่ตัดสินใจซื้อทีเดียว แต่จะเดินเปรียบเทียบหลายๆร้านก่อน แล้วจะมีเพียงบางส่วนเท่านั้นที่กลับมาซื้อในภายหลัง นุ่นรู้สึกว่ายิ่งขายก็ยิ่งเหนื่อย ทีนี้ช่วงนั้นเป็นช่วงที่กระแส คอนแทคเลนส์ที่นำเข้าจากประเทศเกาหลี หรือว่า บิ๊กอาย ได้รับความนิยมจากคนไทยเป็นอย่างมาก นุ่นเห็นร้านต่างๆที่ขายบิ๊กอาย เหมือนว่าจะขายง่ายกว่า คือ ลูกค้าเดินเข้ามาแล้ว 90% ซื้อเลย โดยเฉพาะถ้าเป็นลูกค้าประจำนี่เวลาเข้ามาก็ซื้อเกือบจะ 100% นุ่นคิดว่าสินค้านี้มันเฉพาะเจาะจงดี เพราะ คนรู้อยู่แล้วว่าต้องการอะไร และ ซื้อได้ที่ไหน เมื่อเข้าร้านมาจะต้องเจอกับอะไรบ้าง ส่วนมากก็เข้ามาดูหาลายที่ชอบ แล้วก็จบไป แตกต่างจากเสื้อผ้าที่เหมือนเป็นการมาเลือกเฟ้น เพื่อหาชุดที่ดีที่ดีที่สุดจากร้านเรา และ ร้านอื่นๆ ก่อนที่จะตัดสินใจซื้อภายหลัง

    หลังจากนั้นนุ่นเลยตัดสินใจขายลองคอนแทคเลนส์ดีกว่า ปรากฏว่าหน้าร้านขายปลีกขายดีมาก ก็เลยเริ่มขยับมาขายคอนแทคเลนส์ราคาส่งบ้าง ทีนี้ก็รู้สึกว่าอะไรๆมันง่ายขึ้นเยอะ เพราะ ยิ่งถ้าเป็นลูกค้าขายส่งเนี่ย เค้าเหมือนเอาไปต่อยอดทำอาชีพอีกทีหนึ่ง สินค้าจึงมีการซื้อซ้ำจากลุกค้าเดิมๆ แล้วก็มีเพิ่มเติมลูกค้าใหม่ๆมากขึ้น ซึ่งทำให้ฐานลูกค้าของนุ่นมีมากขึ้นรื่อยๆ ในขณะที่ เมื่อราคาบิ๊กอายที่เป็นราคาปลีกถูกลง ทำให้ปริมาณการซื้อใช้ง่ายขึ้น

    พอเวลาผ่านแล้วกว่า 5 ปี ธุรกิจนุ่นโตขึ้นจากตอนที่ขายปลีกหน้าร้าน กว่า 300 เท่า จากเมื่อก่อนที่อาศัยอยู่ในหอพักแคบ เลยทำธุรกิจขายส่งในนั้น ในครึ่งปีแรก ก็ขยับขยายออกมาซื้อบ้านเป็นของตัวเอง เพื่อที่จะสามารถลงของสำหรับขายส่งได้ในปริมาณที่มากขึ้น ปัจจุบันนี้แม้ว่าธุรกิจขายบิ๊กอายราคาส่งจะมีการแข่งขันที่สูงขึ้น แต่คู่แข่งส่วนใหญ่นั้น คือ เป็นคนที่ลงตลาดตั้งแต่กระแสบิ๊กอายเริ่มเข้ามาตั้งแต่แรกอยู่แล้ว ไม่มีหน้าใหม่เข้ามาเล่น เพราะ ร้านขายส่งที่จำหน่ายบิ๊กอายอยู่นั้น ต่างก็โตขึ้นๆ สำหรับหน้าใหม่ที่เข้ามาในวงการนี้อาจจะมองว่าเป็นการลงทุนที่ไม่คุ้ม เพราะใช้เงินลงทุนสูงมาก และ ก็มีระบบการจัดการที่เยอะมากในเรื่องของสต็อคของที่มีความซับซ้อนสูง

    นุ่นเชื่อว่าในวิกฤตนั้นมีโอกาสเสมอ

    ขายส่งคอนแทคเลนส์

     
  • Pichaya Wongves เวลา 2:15:34 pm on Wednesday ที่ 1 February 2017 เพอมาลิงค์ | ตอบ

    จากขายปลีกมาสู่ขายส่งบิ๊กอาย 

    สวัสดีค่ะ กลับมาพบกับกูรูด้านการขายส่งบิ๊กอายอีกเช่นเคยนะคะ วันนี้ร้าน BIGEYEINW (บิ๊กอายเทพ) ได้มีคำถามจากทางบ้านที่น่าสนใจอยู่คำถามหนึ่ง เกี่ยวกับการจะขยายธุรกิจจากเปิดร้านแผงลอยขายปลีกบิ๊กอาย แล้วจะทำอย่างไรให้สามารถขยับขยายธุรกิจขึ้นมาเป็นขายส่งบิ๊กอายได้ โดยที่ไม่ต้องใช้เงินลงทุนตูมเดียวเป็นจำนวนมาก จะสามารถเป็นไปได้หรือไม่… เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา เรามาฟังคำตอบกันดีกว่าค่ะ

    จะทำอย่างไรให้สามารถขยายธุรกิจขายปลีกคอนแทคเลนส์แบบแผงลอยให้กลายเป็นขายส่งคอนแทคเลนส์ที่มีขนาดใหญ่ขึ้นมาได้ โดยที่ไม่ต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมาก ?

    1. ก่อนอื่นนุ่นต้องบอกก่อนว่าการขยายธุรกิจไม่จำเป็นต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมากๆเสมอไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคนที่มีธุรกิจเป็นของตัวเองอยู่แล้ว เพราะสามารถสร้างกำไรจากธุรกิจที่มีอยู่ได้ โดยเราจะนำเงินส่วนกำไรนี้ไปต่อยอดเงินทุนให้กับธุรกิจค่ะ ด้วยการสั่งซื้อสินค้ารอบต่อไปในปริมาณที่มากขึ้น และ พยายามทำอย่างนี้ทุกๆรอบค่ะ และ ท่านจะสังเกตได้ว่า ยอดขายจะโตขึ้นตามสัดส่วนของการสั่งซื้อสินค้าที่มากขึ้นอีกด้วยค่ะ การที่ไม่กู้หนี้ยืมสิน หรือ ใช้เงินลงทุนมากๆในคราวเดียว ข้อดีก็คือ เราปิดประตูความเสี่ยงทิ้งไป ทำให้ธุรกิจคอนแทคเลนส์ราคาส่งของเราสามารถโตขึ้นได้อย่างเป็นธรรมชาติค่ะ
    2. การเปิดรับพรีออร์เดอร์สินค้า ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ทำให้ธุรกอจเติบโตขึ้นได้โดยไม่ต้องมีความเสี่ยงมาก เพราะ เรามีโวลุ่มการสั่งซื้ออยู่ในมือซึ่งเป็นรายรับที่ค่อนข้างแน่นอน และ เราสามารถพรีออร์เดอร์ได้ไม่จำกัดจำนวน ทำให้ธุรกิจของเราสามารถเติบโตขึ้นได้โดยที่ไม่จำเป็นต้องมีสินค้าอยู่ในมือ ณ ขณะนั้น แต่โจทย์ที่สำคัญ ก็คือ จะทำอย่างไรให้ลูกค้าเชื่อถือ ที่จะจ่ายเงินค่าสินค้า หรือ ค่ามัดจำไว้ก่อน นั่นเองค่ะ
    3. การอาศัยสต็อคสินค้าของร้านอื่น หรือ ร้านคู่แข่งไปก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปัจจุบันนี้ร้านบิ๊กอายราคาส่งที่ขายแบบออนไลน์มักจะนิยมใช้วิธีกันในช่วงเริ่มต้นธุรกิจ พูดง่ายๆคือ เมื่อเรามีออร์เดอร์ลูกค้าส่งอยู่ในมือ เราก็ไปจัดของที่สต็อคของคนอื่น เพื่อนำของไปส่งให้ลูกค้าของเราอีกทีหนึ่งก็ได้ค่ะ หรือ อีกวิธีก็คือ ติดต่อร้ายค้าที่เป็นร้านขายส่งบิ๊กอาย แล้วโยนออร์เดอรืลูกค้าเราไปให้เลย พร้อมทั้งให้เค้าบริการแพ็คและจัดส่งให้เลยทีเดียว แต่วิธีการหลังนั้นแม้ว่าจะสะดวกสบายกว่า ประหยัดค่าใช้จ่ายกว่าก็จริง แต่ก็มีความเสี่ยงตรงที่ หากร้านขายส่งนั้นไม่มีความซื่อสัตย์เค้าก็จะแย่งลูกค้าที่ติดต่อผ่านทางเรา โดยในครั้งต่อไปอาจจะเสนอราคาส่งให้ใหม่ก็ได้ เพราะมีรายชื่อลูกค้าอยุ่ในมือแล้ว เราไม่อาจจะทราบได้ว่าเขาจะนำไปทำอะไรต่อหรือไม่
     
  • Pichaya Wongves เวลา 12:42:41 pm on Tuesday ที่ 24 January 2017 เพอมาลิงค์ | ตอบ

    เทคนิคมัดใจลูกค้าสำหรับแม่ค้าขายบิ๊กอาย 

    สวัสดีค่ะ วันนี้นุ่นและร้านขายส่งบิ๊กอาย BIGEYEINW ก็ได้มีสาระดีๆมาฝากกับทุกท่านอีกเช่นเคยนะคะ สำหรับวันนี้นุ่นอยากจะให้คำแนะนำกับแม่ค้าเกี่ยวกับเทคนิคในการมัดใจลูกค้าค่ะ นุ่นเชื่อว่า หากท่านสามารถมัดใจลูกค้าได้ ก็จะทำให้ได้เก็บสะสมฐานลูกค้าให้เพิ่มมากขึ้น รายได้ก็จะเพิ่มขึ้นตามมาค่ะ เคยสังเกตไหมคะว่าทำไมบางร้านค้าถึงได้มีลูกค้ามากมาย และ ทำไมลูกค้าถึงได้ไม่เปลี่ยนใจเลย แม้ว่าก็มีสินค้าของร้านอื่นที่ขายเหมือนกัน นั่นก็เป็นเพราะนอกจากร้านค้านั้นจะมีสินค้าเป็นที่ต้องการของลูกค้าแล้ว เขาก็ยังสามารถมัดใจลูกค้าได้ จนกลายเป็นลูกค้าประจำนั่นเองค่ะ

    เทคนิคมัดใจลูกค้าจนกลายเป็นลูกค้าประจำ

    1. มารยาทของแม่ค้าบิ๊กอาย ไม่ว่าจะเป็นแม่ค้าขายบิ๊กอายปลีก หรือ แม่ค้าขายบิ๊กอายราคาส่งก็ตาม นับว่าเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง กับการกล่าวคำว่า “สวัสดีค่ะ” “ขอบคุณค่ะ” “ขอโทษค่ะ” รวมทั้งการพูดแบบมีหางเสียงต่างๆ
    2. การให้คำแนะนำที่ดีกับลูกค้าที่ต้องการซื้อบิ๊กอาย ซึ่งมาจากความรู้ในตัวสินค้า และประสบการณ์จากการขายสินค้า ที่จะทำให้ตัวแม่ค้ารู้ว่า บิ๊กอายแบบไหนที่ซึ่งเป็นโจทย์ที่ลูกค้ากำลังต้องการอยู่ นั่นเองค่ะ
    3. อย่าสักแต่ “ ขาย ” อย่างเดียว สิ่งที่สำคัญมากกว่าการเอาแต่ขายก็ คือ การทำสิ่งที่ลูกค้าจะได้ประโยชน์มากที่สุด พูดง่ายๆก็คือ เห็นแก่ผลประโยชน์ของลูกค้า ไม่ใช่ผลประโยชน์ของตัวเอง เราต้องแนะนำลูกค้าด้วยความจริงใจ หาสินค้าที่จะดีที่สุดต่อลูกค้า ไม่ว่าท้ายที่สุดแล้วลูกค้าจะตัดสินใจซื้อหรือไม่ก็ตาม แต่อย่างน้อยๆเมื่อลูกค้ารู้สึกว่าได้อะไรกลับไป โอกาสหน้าเมื่อเค้าต้องการบิ๊กอายสักคู่เค้าจะนึกถึงเราค่ะ
    4. อ่านสถานการณ์แล้วทำในสิ่งที่ลูกค้ารู้สึกสบายใจ ซึ่งน่าจะต้องประกอบกับประสบการณ์ของแม่ค้าในการอ่านสถานการณ์ด้วยค่ะ แต่สิ่งนึงที่พึงสังเกต คือ ลูกค้ามี 2 ประเภท คือ ชอบเลือกเองแบบเงียบๆ กับ ชอบถามชอบคุย และ ต้องการคำแนะนำ สำหรับในกลุ่มแรกเค้าจะไม่ยิงคำถามเราเยอะ จะเข้าเรื่องเลยว่าเค้าต้องการบิ๊กอายแบบไหน สีไหน ค่าสายตาอะไร เราก็เพียงแค่แนะนำโซนที่มีคอนแทคเลนส์ตามที่ลูกค้าต้องการ แล้วให้เค้ามีพื้นที่ส่วนตัวในการเลือก เราเพียงพูดแค่ว่า “คอนแทคเลนส์ตามที่พี่ต้องการอยู่ทางโซนนี้ค่ะ พี่เลือกตามสะดวกเลย หากพี่ต้องการอะไรก็เรียกหนูได้เลยนะคะ” เป็นต้น สำหรับลูกค้ากลุ่มที่สอง เค้าจะเปิดตัวกับเราเองเลย ซึ่งเราจะรู้ได้เอง เราต้องสังเกตว่าเขาต้องการอะไรบ้าง เช่น ชอบคุยเล่น หรือ ชอบได้รับคำแนะนำแบบเป็นเรื่องเป็นราว เราก็จัดให้เค้าเลยจ้า สิ่งสำคัญ คือ ไม่ว่าเขาจะซื้อหรือไม่ก็ต้องให้เค้าได้อะไรกลับไป อย่างน้อยๆก็รอยยิ้มค่ะ

    เป็นอย่างไรบ้างคะสำหรับทริคง่ายๆที่ช่วยมัดใจลูกค้า นุ่นเป็นร้านคอนแทคเลนส์ราคาส่งจึงได้มีโอกาสคลุกคลีกับลูกค้าทุกวัน สิ่งหนึ่งที่เป็นได้อย่างชัดเจน คือ ลูกค้าต้องการความจริงใจมากกว่าการที่เราจ้องแต่จะขายค่ะ

    ขายส่งบิ๊กอาย

     
  • Fon Fon Fon เวลา 2:19:51 pm on Saturday ที่ 31 December 2016 เพอมาลิงค์ | ตอบ

    จะปีไหนก็ยังเหมือนเดิม 

    เคยมีคนบอกว่า “เมื่อไหร่ที่คิดถึงเรื่องเก่าๆ นั้นหมายถึง อายุเราที่เพิ่มขึ้น” พรุ่งนี้เริ่มต้น พ.ศ.ใหม่ แต่เรายังฝังใจอยู่กับเรื่องเดิมๆ คิดย้อนหลังหลายครั้งที่ตัดสินใจผิดพลาด มีคนดีๆที่รักเราเข้ามาในชีวิตแต่กลับปล่อยไป ได้รับโอกาสการทำงานที่ดีจากผู้ใหญ่แต่เลือกเดินออกมา หลายสิ่งหลายอย่างที่วกวนอยู่ในใจไม่เคยลืม ไม่ว่านานกี่ปี ได้แต่เสียใจแต่ไม่สามารถกลับไปแก้ไขอะไรได้ บ่อยครั้งคอยบอกตัวเองว่า เราต้องอยู่กับ “ปัจจุบัน ” ทุกวันนี้เลยต้องอดทนทำในสิ่งที่ไม่ชอบให้ออกมาดี เพราะทางเลือกไม่ได้มาให้เลือกมากนัก หรืออาจเป็นเพราะโชคชะตาของแต่ละคนไม่เหมือนกัน

    😆😆😆😆

     
  • omasit

    omasit เวลา 3:43:37 am on Sunday ที่ 25 December 2016 เพอมาลิงค์ | ตอบ

    ก่อนเป็น..นักเรียนเตรียมทหาร 

    ก่อนที่มาจะเป็นนักเรียนเตรียมทหารนั้น ตัวผมเป็นคนหนึ่งที่ไม่รู้ว่าเตรียมทหารนั้น แท้จริงแล้วคืออะไร เป็นอย่างไร ถึงขั้นที่เคยคิดว่าโรงเรียนเตรียมทหารคงใช้ชีวิตเหมือนกับโรงเรียนกีฬาที่ออกกำลังกายเป็นประจำกันเลยทีเดียว แต่สาเหตุที่ทำให้ผมรู้จักโรงเรียนเตรียมทหารก็มาจากการแนะแนวของรุ่นพี่โรงเรียนมัธยมที่จบไปแล้วสอบเข้าเป็นนักเรียนทหาร ทำให้ผมจุดประกายที่จะมาเป็นนักเรียนเตรียมทหารนั่นเอง
    หลังจากที่ได้รับรู้จากรุ่นพี่แล้ว ผมจึงตัดสินใจจะสอบเข้าเป็นนักเรียนเตรียมทหาร ส่วนหนึ่งก็เพราะผมเป็นคนชอบออกกำลังกายเป็นชีวิตจิตใจอยู่แล้ว เลยคิดว่าการมาอยู่ในโรงเรียนเตรียมทหารแห่งนี้ คงจะถูกใจผมไม่น้อย แล้วมันถูกใจ ตรงความคิดรึเปล่า ฮ่าๆๆ ผมจะขออุบไว้ก่อนละกันนะครับ
    ก่อนอื่นขอเล่าเรื่องการเตรียมตัวสำหรับสอบเข้าเป็นนักเรียนเตรียมทหารก่อนละกันนะครับ ผมเรียนอยู่โรงเรียนประจำอำเภอในต่างจังหวัดแห่งหนึ่งอาจจะไม่ได้มีชื่อเสียงมากนั้น หลังจากที่ได้ตัดสินใจจะสอบแล้ว ผมก็เริ่มต้นจากการอ่านหนังสือเนื้อหาวิชา ม. ต้น ให้จบภายใน ม.3 เทอมหนึ่ง(สมัยผมสอบ เตรียมทหารยังรับ ม.3 อยู่ครับ) และแน่นอนว่า ช่วงเทอมสองของชีวิตเด็ก ม.3 นั้นเป็นช่วงแห่งการสอบ!! สอบ!! และก็สอบ!! สอบในที่นี้ก็หมายถึงสอบเข้าโรงเรียนต่างๆนี่แหละครับ ไม่ว่าจะเป็น มหิดลวิทยานุสรณ์ เตรียมอุดม รวมถึงค่ายโอลิมปิกวิชาการ ซึ่งแน่นอน ตัวผมเองไม่พลาดที่จะสอบ แต่ เดี๋ยวนะ!? ในตอนแรกผมบอกว่าจะสอบเข้าเตรียมทหารไง ใจเย็นก่อนนะครับ บางคนอาจจะสงสัยว่าทำไมผมถึงไปสอบโรงเรียนอื่นละ ผมต้องขอบอกเลยนะครับว่า ไปสอบเถอะครับ เพราะการสอบในสนามสอบหลายๆแห่งนั้น เป็นการลองสนามสอบ ลองความรู้สึกในเวลาสอบ ฝึกบริหารเวลาในการสอบ และที่สำคัญเลยนะครับ เป็นการเตรียมตัวเตรียมความรู้ให้พร้อมอยู่เสมอ เน้นย้ำไปตอนแรกแล้วนะครับ ว่าผมได้อ่านเนื้อหาที่ใช่สอบให้จบไปแล้วในเทอมแรก ซึ่งการสอบหลายๆที่นี้แหละครับช่วยผมได้มากเลย เพราะผมได้รู้ตัวจากการสอบหลายๆที่ว่าผมเป็นคนฝนกระดาษคำตอบช้าในเองครับ ทำให้ผมได้ฝึกไปใช้ในการสอบเตรียมทหารอีกที อ้อ! ลืมบอกไป ผมเป็นคนหนึ่งที่ไม่ได้เรียนโรงเรียนกวดวิชานะครับ ไม่ใช่ว่ามันไม่ดีหรอกนะครับ แต่ผมมีปัญหาบางประการที่ทำให้ไม่ได้เรียนครับ ที่บอกไว้เพราะอยากให้น้องๆที่อยากจะสอบเข้า แต่ไม่ได้มีโอกาสไปเรียนกวดวิชานั้นไม่ต้องท้อและคิดว่าจะไม่สามารถสอบได้นะครับ เพราะพี่ยืนยันแล้วว่ามันสามารถทำได้ครับ มาต่อกันดีกว่า หลังจากที่เตรียมตัวมาหลายสนามสอบ และ 1 เดือนสุดท้ายก่อนการสอบจริง ผมได้ทำการเก็บตัว(ช่วงนั้นเป็นช่วงปิดเทอมใหญ่พอดี)ฝึกทำข้อสอบ โดยผมได้ทำการจำลองสถานการณ์สอบจริง คือทำข้อสอบตามเวลาจริงและตามจำนวนข้อจริง โดยข้อสอบก็หาซื้อเอาตามร้านหนังสือนี่แหละครับ เดี๋ยวนี้มีให้เลือกค่อนข้างเยอะ และก็ทำการลุยไปเลยวันละข้อสอบ 1 เดือนก็จัดไปแล้ว 30 ข้อสอบ หลังทำข้อสอบก็อย่าลืมรวบรวมคะแนนและทบทวนเนื้อหาที่เราพลาดไปด้วยนะครับ
    หลังจากที่เตรียมตัวมาได้สักระยะเวลาหนึ่ง ต่อมาก็ถึงเวลาลุยของจริงละครับ ยอมรับว่าตื่นเต้นเพราะเป็นการเข้าไปสอบด้วยตัวเอง นั่งรถจากต่างจังหวัดเข้ากรุงเทพโดยที่เคยเข้าไปแค่ไม่ถึง 5 ครั้ง ทำให้ผมตื่นแต่เช้าเพื่อไปสอบเลยทีเดียว แต่จริงๆไม่ได้เกี่ยวกับการเตรียมตัวเท่าไรนัก ที่อยากจะบอกคืออยากให้น้องๆที่จะสอบพยายามพักผ่อนให้เต็มที่ในวันก่อนสอบและวันสอบมากกว่าครับ และหลังจากครบ 4 เหล่า ผมก็ทำการเข้าเว็บโรงเรียนทั้งสี่เหล่าทุกวันเลยครับ (ก็มันตื่นเต้นนี่ครับ 55) เพราะได้ยินมาจากพี่ๆเพื่อนๆว่า บางครั้งโรงเรียนเหล่าก็อาจจะประกาศผลสอบก่อนเวลาจริง และผลปรากฎว่า ผมสามารถสอบติดทั้งสี่เหล่าเลยครับ!!! หลังจากนั้นตัวผมก็เลือกสอบรอบสองของเหล่า ทอ. หรือนายเรืออากาศนั่นเองครับ และก็สามารถเข้ามาเป็นนักเรียนเตรียมทหารในส่วนของกองทัพอากาศ ว่าที่นักเรียนนายเรืออากาศได้ครับ
    ในบทความแรกนี้ ผมขอจบเพียงการเตรียมตัวสำหรับสอบเข้าก่อนนะครับ เดี๋ยวความพีค! ของการเข้าเป็นนักเรียนเตรียมทหาร ผมจะมาเล่าให้ฟังในวันหลัง ขอบอกเลยว่าพีคจริงๆ 555 สำหรับบทความนี้ก็ขอขอบคุณทุกๆคนที่เข้ามาอ่านและช่วยเป็นกำลังใจให้ผมด้วยนะครับ ขอบคุณครับ.

     
  • Pinknuch

    Pinknuch เวลา 1:47:43 am on Sunday ที่ 4 December 2016 เพอมาลิงค์ | ตอบ

    หนทางสู่แดนปลาดิบ 

    เราเชื่อค่ะ ว่าทุกคนมีความฝัน 

    เราเองก็มีความฝันว่าวันหนึ่งอยากออกไปเปิดหูเปิดตา ก้าวออกจากประเทศไทยดูบ้าง ฟังเรื่องราวของคนอื่นมาก็เยอะแล้ว ไม่ว่าจะจากพี่น้อง ญาติสนิทมิตรสหาย ก็เลยอยากจะลองสร้าง story ของตัวเองดูบ้าง เผื่อว่าสักวันจะได้เอาประสบการณ์ชีวิตไปเล่าให้คนอื่นๆฟัง

    แต่โอกาสถ้ามันมาถึง หากเราไม่คว้าไว้ มันก็จะจากไปโดยไม่ง้อเราสักนิด

    จริงๆแล้ว โอกาสจะได้ไปต่างประเทศมันมีมาตั้งแต่มัธยมต้นเลยก็ว่าได้ ไม่ว่าจะเป็นโครงการของ AFS UCE YFU เราก็สมัครไปนะคะ แต่ไม่จริงจังกับมันมากเท่าไหร่ สอบไปงั้นๆ เราจะเรียนสายวิทย์ตอนมหาวิทยาลัยอยู่แล้วนี่นา ไม่เห็นจำเป็นต้องไปเลย (ตรรกะตอนนั้นพังพินาศมาก 555) แค่เห็นเพื่อนสอบกันเยอะ ก็เลยลองสอบตามเฉยๆ สารภาพว่าความรู้สึกอยากไปตอนนั้นเป็นศูนย์ค่ะ ไม่ได้คิดว่าจะติดด้วยซ้ำ ตอนนั้นเลือกอเมริกาไป ปรากฏว่าดันติดสำรองอันดับที่ 100 ของโครงการ YFU (ไกลลิ่วเลย 555) แต่ก็นั่นแหละค่ะ เราก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรขนาดนั้น ก็ปล่อยเลยตามเลย (ผ่านไปแล้วสินะโอกาสของฉัน)

    เพื่อนคนอื่นๆที่ติดกันอันดับแรกๆก็ได้ไปอเมริกาในปีถัดมา เราก็คอยตามติดชีวิตเขาตาม timeline newsfeed ใน Facebook ทุกคนดูชีวิตดีมาก มีโฮสต์ มีเพื่อนต่างชาติ พอกลับมาทุกคนคล่องภาษาอังกฤษ สำเนียงเป๊ะกันมาก ไอ้เราก็เริ่มรู้สึกเสียดายขึ้นมาทันทีเลยค่ะ

    “ถ้าเกิดว่าตอนนั้นเราตั้งใจทำข้อสอบมากกว่านี้ เราจะมีโอกาสได้ไปไหมนะ” ซึ่งก็ได้แต่คิดนั่นแหละค่ะ เราย้อนเวลาไปแก้ไขอดีตไม่ได้ และที่สำคัญคือ พ่อแม่ของเราคงไม่สามารถซัพพอร์ตเราได้เพราะค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง แต่เราก็ได้แต่คิดว่า “If only…” ซ้ำไปซ้ำมา และนี่คือจุดเริ่มต้นของความรู้สึกอยากไปแลกเปลี่ยนค่ะ

    แต่สิ่งที่มาเน้นย้ำความรู้สึกนี้อีกครั้งและค่อนข้างชัดเจนคือ ตอนที่เราเลือก Admission เข้าคณะด้านภาษา ตอนอกหักจากคณะในฝันสายวิทย์ แถมดันเลือกเอกภาษาอังกฤษเสียด้วย 5555 พอได้เขามาในเอก ทำให้เราตระหนักได้ว่าจริงๆแล้วเราห่วยมาก เพื่อนทุกคนเก่ง บางคนยิ่งเคยไปแลกเปลี่ยนมา ภาษาค่อนข้างไร้ที่ติเลยทีเดียว  ความรู้สึก ‘If only..’ มันก็กลับมาอีกครั้ง ‘เห้ย เราอยากไปอ่ะ ทำไมตอนนั้นเราไม่ตั้งใจให้มากกว่านี้นะ’ ที่สำคัญคือ เมื่อเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัยแล้ว ช่องทางในการไปแลกเปลี่ยนก็จะแคบกว่าตอนมัธยม โอกาสก็น้อยลง รู้สึกเสียดายมากๆ และตอนนั้นเราก็ได้รู้จัก โครงการวิเทศ ของมหาวิทยาลัยค่ะ

    โครงการวิเทศนี้ เราสามารถไปแลกเปลี่ยนที่ต่างประเทศได้ โดยที่เสียค่าเทอมในราคาของมหาวิทยาลัยที่ไทย ฟังดูดีใช่ไหมคะ แต่! เราต้องออกค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันเอง ทั้งค่าสาธารณูปโภค ค่าเช่าห้อง ค่าเดินทาง ทุกอย่างยกเว้นค่าเทอมค่ะ แล้วยิ่งเป็นอเมริกา ประเทศที่เราอยากไปมากกก แต่ค่าครองชีพที่แพงหูฉี่ขนาดนี้ พ่อแม่เราคงส่งไม่ไหวค่ะ ก็เกือบจะยอมแพ้ไปเหมือนกันนะคะ

    โอกาสที่สอง เอาวะ อเมริกาไม่ได้ ญี่ปุ่นก็ได้วะ!

    เราเรียนภาษาญี่ปุ่นเป็นวิชาโทค่ะ (ไม่ใช่ปริญญาโทนะคะ) เรียนตั้งแต่ตอนปี 1 ด้วยเหตุผลเพียงแค่ ‘หลักสูตรบังคับให้มีวิชาโท’ ‘ภาษาญี่ปุ่นการออกเสียงน่ารักดี’ เรียนที่มหาวิทยาลัยทั้งหมด 3 ปี ฟังดูเรียนเยอะใช่ไหมคะ แต่จริงๆแล้วเราเรียนแค่เทอมละ 1 ตัวเท่านั้น (ด้วยความเป็นสายชิลไม่รีบ เก็บได้เรื่อยๆ) เท่ากับว่า เราเรียนภาษาญี่ปุ่นเพียงแค่ 6 ตัวเท่านั้น

    เมื่อเรารู้ว่ามีวิเทศของประเทศญี่ปุ่นด้วย เราก็รีบกูลีกูจอไปขอข้อมูลจากเพื่อนเอกญี่ปุ่นที่สนิทเลยค่ะ

    วิเทศของญี่ปุ่น ต่างกับ วิเทศของอเมริกาตรงไหน?

    ตรงที่… รัฐบาลญี่ปุ่นมีทุนให้นักศึกษาแลกเปลี่ยนค่ะ! เย่ๆๆ ยกตัวเอย่างเช่น ทุน JASSO เป็นทุนที่จะให้เงินนักศึกษาคนละ 80,000 เยน ทุกเดือน เป็นเวลาสูงสุด 11 เดือน (ว้าว) แต่ว่า ไม่ใช่ทุกคนจะได้ทุนนี้นะคะ ก็ต้องลุ้นกันอีกทีว่าจะได้หรือไม่ (แต่ส่วนใหญ่จะได้ค่ะ)

    ดังนั้น เมื่อได้ข้อมูลจากเพื่อนเอกญี่ปุ่นคนนั้น (ขอบคุณอย่างสูง)

    ด่านแรก เราก็ลงมือกรอกใบสมัครอย่างเหน็ดเหนื่อย ภายในเวลาประมาณ 7 วัน เขียน statement of purpose เป็นภาษาอังกฤษ ติดรูปถ่าย หาเอกสารตามที่ระบุ แล้วก็รวบรวมส่งเอกสารให้วิเทศพิจารณา หัวหมุนเลยทีเดียวค่ะ

    จากนั้นก็เตรียมตัวสัมภาษณ์กับเจ้าหน้าที่ของวิเทศ (ก็คืออาจารย์ของมหาวิทยาลัยเรานั่นแหละค่ะ และหนึ่งในนั้นคือตัวแทนจากภาควิชาภาษาญี่ปุ่น) ก็โดนถามคำถามเกี่ยวกับมหาวิทยาลัย อัตลักษณ์บลาๆ โดนยำจนเละพอสมควรค่ะ T T แล้วก็สัมภาษณ์เป็นภาษาญี่ปุ่นกับอาจารย์จากภาคญี่ปุ่น ด้วยความที่เพิ่งจะได้เรียนวิชาฟังพูดภาษาญี่ปุ่นตัวแรก ก็ตอบไปงูๆปลาๆ จนอาจารย์ทำหน้านิ่ว (ที่เด็ดสุดๆคืออาจารย์ท่านนี้สอนวิชาฟังพูดเราอยู่ค่ะ 5555)  สัมภาษณ์เสร็จนี่คิดในใจเลยว่าไม่ได้แน่ๆ เพราะเราตอบไม่ค่อยดี

    แต่! ได้ค่ะ เย่ๆๆๆ

    ด่านที่สอง เมื่อเราผ่านวิเทศของมหาวิทยาลัยแล้ว เราก็ต้องมาทำใบสมัครอีกรอบ แต่คราวนี้ทำของมหาวิทยาลัยในญี่ปุ่นค่ะ ยุ่งยากกว่าของวิเทศประมาณ 5 เท่า เราต้องเขียน statement of purpose, career goal เป็นภาษาญี่ปุ่น 5000 คำ ต้องเขียน research ที่อยากจะทำด้วย คนที่กากๆอย่างเราก็ตายสิคะ 5555 ต้องหาผู้ช่วยด่วน ได้อาจารย์คนญี่ปุ่นที่พูดภาษาอังกฤษได้มาช่วย proofread ให้ 1 คนค่ะ (ขอกราบอาจารย์ท่านนั้นอย่างงามๆ) เราต้องเขียนแล้วให้อาจารย์คอยช่วยแก้เป็นเวลาเกือบครึ่งเดือนค่ะ เพลียทั้งอาจารย์ทั้งนักศึกษาเลยค่ะกว่าจะเสร็จสมบูรณ์ เพราะภาษาญี่ปุ่นเรายังไม่แข็งแรง(มาก) บวกกับแพทเทิร์นการเขียนของภาษาญี่ปุ่น และภาษาอังกฤษไม่เหมือนกัน (เราไม่เคยเรียนวิชาเขียนของภาษาญี่ปุ่นด้วยค่ะ เลยค่อยข้างจะเป็นปัญหา) แถมยังต้องมาคิดหัวเรื่อง research อีก แล้วต้องรวบรวมเอกสารอื่นๆมาอัพโหลดอีก เอกสารทางมหาวิทยาลัยญี่ปุ่นส่งมาช่วย guide การทำใบสมัครให้เราก็เขียนคำอธิบายไม่ชัดเจนอีก ทำให้มีปัญหาเยอะแยะตามมาค่ะ ยุ่งยากสุดๆ แต่สุดท้ายก็ผ่านมาได้ และได้รับการตอบรับเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยญี่ปุ่นค่ะ *จุดพลุ*

    สิ่งที่ลุ้นจนตัวกิ่วยิ่งกว่าการตอบรับจากมหาวิทยาลัยก็คือ ทุนการศึกษา ค่ะ

    โชคร้ายคือ มหาวิทยาลัยที่เราไปเราไม่ได้ทุน JASSO ค่ะ แต่ก็ยังโชคดีอยู่บ้างที่เราได้ทุนของมหาวิทยาลัยญี่ปุ่น แต่จะได้เพียงแค่ 5 เดือนค่ะ อีก 6 เดือนก็ตัวใครตัวมัน 555555

     ยังไงก็ตามแต่ ในที่สุดก็ได้ไปญี่ปุ่นแล้ว เย่

    ดีใจไปเถอะ นี่เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น หึหึ

     

     
c
เขียนโพสต์ใหม่
j
โพสต์ต่อไป / ความคิดเห็นต่อไป
k
โพสต์ก่อนหน้า / ความคิดเห็นก่อนหน้า
r
ตอบกลับ
e
แก้ไข
o
แสดง / ซ่อนความคิดเห็น
t
ไปที่ด้านบนสุด
l
เข้าสู่ระบบ
h
แสดง / ซ่อนความช่วยเหลือ
shift + esc
ยกเลิก