Updates from กรกฎาคม, 2017 สลับแสดงความคิดเห็น

  • walinn

    walinn เวลา 1:04:42 pm on Tuesday ที่ 11 July 2017 เพอมาลิงค์ | ตอบ

    สร้างรายได้ง่ายๆจากแอพฟรี!! 

     

    วันนี้มีแอพพริเคชั่นดีๆที่สามารถสร้างรายได้ง่ายๆมานำเสนอค่ะ แอพตัวนี้มีชื่อว่า “WowApp”

    WowApp เป็นแอพตัวหนึ่ง ที่เล่นและใช้งานเหมือน Line ทุกอย่าง สามารถแชทคุยกัน ส่งรูป ส่งวิดีโอ โทรหากันฟรีๆเหมือน Line

    >> รายได้จะเกิดขึ้นจาก เมื่อเราแชทคุยกับเพื่อนๆแล้วมีโฆษณาขึ้นมาด้านบนหน้าแชท เราจะคลิ๊กดูโฆษณาหรือไม่ก็ได้เงินเหมือนกัน (แต่แนะนำว่าให้เข้าไปดูบ้างเป็นบางครั้งนะคะ)

    >> รายได้จะมากหรือน้อยเกิดจากการใช้แอพของเรา และของเพื่อนที่เราชวนมา ซึ่งเราจะได้รายได้จาก ลูก หลาน เหลน โหลน ของเพื่อนที่เราชวนมารวม 8 ขั้น ต่อการที่เราชวน 1 คน

     

     

    กิจกรรมที่สร้างรายได้ใน WowApp

    นอกจากรายได้จากการแชทแล้ว WowApp ยังมีกิจกรรมที่สามารถสร้างรายได้อีกรวมทั้งหมด 6 กิจกรรม ดังนี้

    1. รายได้จากการแชท คือ แชทเหมือนไลน์ เช่น เราแชทกันอยู่ โดยรายได้จะเกิดขึ้นมาจากค่าโฆษณาในหน้าที่เราแชทกัน (สังเกตจากด้านบนหน้าจอแชทจะมีแถบโฆษณาเล็กๆ) โดย WowApp จะแชร์รายได้สุทธิตรงนี้ให้สมาชิก 70% และทุกครั้งที่เครือข่ายของเราแชท เราก็จะได้รับรายได้เช่นเดียวกัน (จ่ายลึก 8 ชั้น)

     

     

    2. รายได้จากการซื้อของออนไลน์ จากร้านค้าออนไลน์ที่ร่วมด้วย อาทิเช่น Lazada Aoada Aliexpress หรืออื่นๆ ผ่าน WowApp ซึ่งเราจะมีรายได้เข้ามาเช่นกัน มากสุด 9% และหากคนที่เราแนะนำ ซื้อของออนไลน์ เราก็จะมีรายได้ตรงนี้ด้วย (จ่ายลึก 8 ชั้น )

    3. รายได้จากการเล่นเกมส์ ใครที่ชอบเล่นเกมส์ ไม่ว่าจะโหลดเกมส์หรือเล่นเกมส์ผ่าน WowApp ซึ่งจะมีโฆษณาเล็กๆในหน้าเกมส์ ซึ่ง WowApp จะแบ่งรายได้ตรงนี้ให้เรา 20% และถ้าคนที่เราแนะนำเล่นเกมส์โหลดเกมส์ เราก็จะได้รายได้เช่นกัน (จ่ายลึก 8 ชั้น)

    4. รายได้จากโฆษณาล๊อคสกรีน ตั้งค่าโทรศัพท์ของคุณโดยการเปิดโฆษณาล๊อคสกรีน และทุกครั้งที่คุณเปิดโทรศัพท์ คุณก็จะได้รับรายได้ 50% หรือคนในเครือข่ายของคุณเปิดโทรศัพท์ คุณก็จะได้รับรายได้เช่นกัน (จ่ายลึก 8 ชั้น)

    5. รายได้จากการโทรแบบเสียเงิน คุณสามารถโทรเข้าโทรศัพท์มือถือ และโทรศัพท์บ้าน (ที่ไม่ได้ใช้ WowApp) ได้อย่างง่ายดายในอัตราค่าโทรที่จัดว่าถูกสุดๆ!! และคุณจะได้รับรายได้ทุกครั้งเมื่อวางสาย 10% หรือคนในเครือข่ายของคุณวางสายคุณก็จะได้รับรายได้เช่นกัน (จ่ายลึก 8 ชั้น) >> หลักการคือ โทรฟรีในแอพฟรีเหมือน Line ทุกอย่าง แต่หากจะโทรเข้าเบอร์โทรศัพท์ที่ไม่ใช้ app ก็จะต้องเติมเงินเข้าแอพก่อน

    6. รายได้ฉับพลัน(รางวัลทันใจ) รับรายได้ทันทีจากการทำกิจกรรมต่างๆให้สำเร็จ เช่น ดูวิดีโอ (ดูได้ชั่วโมงละครั้งเพื่อรับ warcoin) หรือทำแบบสำรวจ การติดตั้งแอพ โหลดเกมส์ และอื่นๆอีกมากมาย รับรายได้ 50% และเมื่อเครือข่ายทำกิจกรรมต่างๆ คุณก็จะได้รับรายได้เช่นเดียวกัน (จ่ายลึก 8 ชั้น)

    **** สมัครฟรีๆเพื่อสร้างรายได้ ได้ที่ >>  เข้าร่วม

     
  • Shin28

    Shin28 เวลา 6:22:48 pm on Wednesday ที่ 14 June 2017 เพอมาลิงค์ | ตอบ

    ชำแหละเจแปน 1 ทริปแอ่วญี่ปุ่นแบบงงๆ 

    kansai…. เมื่อปลายเดือน พฤษภาคม 2560 ที่ผ่านมา จะว่าเป็นโชคดี หรือเพราะโชคชะตา ทำให้ผมได้ไปเที่ยวญี่ปุ่น แบบ กึ่งสำเร็จรูป จะว่าไปเที่ยวก็ไม่เชิง เพราะเป็นงานเก็บข้อมูลพื้นที่ศึกษา…แต่ที่ได้มา ผมว่ามีมากกว่านั้น

        ทริปที่ไปครั้งนี้ ผมทำตัวให้ตื่นเต้นมากๆ พยายามไม่จดจำรายละอียดของพื้นที่ที่ต้องไป เพื่อจะให้รู้สึกได้เต็มประสาทรับรู้  สัมผัสทุกอณูแห่งดินแดนอาทิตย์อุทัยแบบสดๆ ประมาณว่าจะไปดูหนังเรื่องนึง ซื้อตั๋วมั่วๆ แล้วเดินเข้าโรงหนังเลย เพื่อนอีกคนที่มาด้วยกันบอก “ผมเองก็มาแบบตาบอดเลยนะ ไม่ได้เตรียมตัวอะไรสักอย่าง เค้าชวนมาก็มา” ที่สุดเราก็เป็นบัดดี้แบบหายไหน หายด้วยกัน หลงก็หลงด้วยกัน….

    ….ของที่น้องสาวฝากซื้อ ผมเตรียมรูปไว้อย่างดี ใจก็คิดว่าจะไปหาซื้อที่ไหนดีน้อ…เพราะน้องกำชับว่าให้ซื้อในห้างฯนะจะได้ราคาถูกกว่าบ้านเรามากเลย….แต่ที่ที่ผมจะไปน่ะ ใช่เราพักในเมืองก็จริง แต่รุ่งขึ้นอีกวันต้องออกไปพักนอกเมือง ฉะนั้นโอกาสเดียวที่จะได้ซื้อของฝากให้น้องสาวตัวดี….ไม่รู้ว่าวันไหน… ช่วงไหน….อาจจะเป็นมีโอกาสแค่ครั้งเดียวเท่านั้น….

    …..และแล้วคณะของเราก็มาถึงสนามบิน ราวๆสี่ทุ่มของญี่ปุ่น (ตอนแรกผมก็นับนิ้วดูว่า เครื่องบินเดินทางแค่5ชัวโมง แต่ทำไมมาถึงตั้ง4-5ทุ่ม เพราะเราออกจากดอนเมืองราวบ่ายสาม นับยังไ ยังไง ก็ไม่น่าเกินสามทุ่ม ลืมไปว่าเวลาที่ญี่ปุ่นเร็วกว่าบ้านเราสองชั่วโมง) ซึ่งก็ไม่รู้ว่าสนามบินอะไร ผมยืนอยู่ส่วนไหนของเมือง เอาล่ะรู้ว่าโอซากะ แต่มันที่ไหนล่ะ ชาวคณะนำโดย น้องปุ้ม(นามสมมุติ) อาจารย์ประจำภาควิชาท่องเที่ยว จากมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง น้องเค้าดูคล่องแคล่ว สามีเคยพามาญี่ปุ่นหลายหน…ซึ่งต่อจากนี้และตลอดทริป ทั้งผมและทุกคนที่เคยมาญี่ปุ่นครั้งแรกจะฝากชีวิตไว้กับน้องเค้า ลองนึกเอานะครับว่า สมมุติเราเป็นเด็ก อ่านหนังสือไม่ออก แม่พาไปเที่ยว เราก็จะดูว่าแม่ทำอะไรบ้าง…..ไม่รู้ว่าอะไร เป็นอะไร ….ทั้งมึน ทั้งง…รอฟังคำสั่งและดูเพื่อนๆว่าไปไหนกัน หู ตาต้องเร็ว…เพราะกำชับไว้ว่าเรามีเวลาน้อย ต้องไปขึ้นรถไฟให้เร็วที่สุด

    …พอหยิบกระเป๋าได้ก็วิ่งไปขึ้นรถไฟคันเล็กๆ ….ที่จะพาเราไปสถานีรถไฟ ประมาณรถไฟฟ้าบ้านเรา…ลงจากรถไฟเล็ก ก็รีบกรูลงมาที่ชานชาลา มีตู้ขายตั๋วอัตโนมัติ เรียงกันเป็นตับราวๆ สิบกว่าตู้…แม่เจ้า ภาษาท้องถิ่นทั้งนั้นเลย….แต่พอเงยหน้าขึ้นไปดูผังรถไฟ น้องปุ้มแทบตาถลน เพราะมันดูแล้วเข้าใจยาก (จริงๆผมตาถลนกว่าอีกนะ)…ผังรถไฟฟ้า รถใต้ดินบ้านเราดูเป็นเด็กอนุบาลไปเลย ยิ่งชื่อสถานี ยิ่งไปกันใหญ่ นี่ขนาดผมผูกพันกับชื่อภาษาญี่ปุ่นมาเยอะแล้ว มาเห็นของจริงครั้งแรก ก็เข่าอ่อนไปเลย

    หลังจาก น้องปุ้ม ค้นดูชื่อที่พักคืนนี้ สักพักใหญ่ ก็ยังหาไม่เจอ คณะเราต้องรีบขึ้นเพื่อจะไม่ให้ตกรถไฟ รถไฟจะหมดตอนห้าทุ่มกว่าๆ ยิ่งรีบ ยิ่งลนลาน ชาวคณะพยายามสงบสติ ไม่ให้หล่อนรู้….”โทรหาหัวหน้าสิ”  “โทรแล้วค่ะ แกไม่รับสาย…!!!” “อ้ะ เห็นแล้ว ต้องไปลงที่ นัมบะ”  “..มาๆๆๆๆ เอาเหรียญหยอด กดปุ่ม” “….อ้าว  แล้วไงต่อ ทำไมไ่ให้กดล่ะ ” กดไปไฟไม่ติด…ทำไงล่ะที่นี้ ผมพยายามเบียดไปดู คนญี่ปุ่นข้างๆ ว่า เค้ากดอะไรบ้าง…. “อ๋อ ไม่ได้กดปุ่มระบุจำนวนตั๋วนี่เอง” …สุดท้ายกว่าจะควานหาวิธีซื้อตั๋วจากตู้ เล่นเอาเหงื่อตกทั้งๆที่อากาศเย็นสบายมากๆ…และแล้วชาวคณะทั้งเจ็ดชีวิต ก็สามารถขึ้นรถไฟญี่ปุ่นครั้งแรกได้แบบเฉียดฉิว…..ได้ชมวิวโอซากะตอนกลางคืนปลอบใจ…

    …….อ้ะ อ้ะ !!!!! บางคนในคณะตะโกนบอก(ด้วยท่าทาง) คนญี่ปุ่นมีมารยาทครับ เขาไม่คุยกันเสียงดัง…เข้าเมืองญี่ปุ่น ต้องทำตัวญี่ปุ่นตามเมือง  จริงๆ เราต้องลงสถานี เมื่อกี้เพื่อเปลี่ยนเส้นทางครับ อาจารย์….!!!!

    …….ผม (เหวออออออ……ในใจ)…..โปรดติดตามตอนต่อไป

    ขอรับรองว่าเรื่องราวทั้งหมดเป็นเหตุการณ์จริง แม้จะต้องใช้นามสมมุติก็เถอะ**

     
  • Mathinee

    Mathinee เวลา 12:27:01 am on Monday ที่ 15 May 2017 เพอมาลิงค์ | ตอบ

    6 เว็บไซต์ ติดตามไว้ เก็ตไอเดียการแต่งบ้าน 

    สวัสดีค่า บทความนี้จะเป็นบทความแรกของเมย์ที่เขียนบนเว็บไซต์ Blogger.in.th แห่งนี้นะคะ หลังจากที่เมย์ลังเลมานานว่าจะเขียนบล็อกเกี่ยวกับเรื่องราวต่างๆได้ที่ไหน ก็มีเพื่อนแนะนำมาให้ลองแวะมาที่นี่ หวังว่าผู้อ่านหรือเพื่อนๆในสังคมนี้จะให้การต้อนรับเมย์นะคะ^^ เริ่มกันเลยค่ะ

    แน่นอนว่าใครๆก็อยากมีบ้านที่ทั้งสวยงามและน่าอยู่ เมย์เองก็เช่นกันค่ะ เมย์เป็นคนที่ชอบแต่งบ้านมากๆเลยล่ะ วันนี้เมย์เลยอยากเอาเว็บที่เมย์รวบรวมไว้ เก็บเป็นไอเดียการตกแต่งบ้านเอามาฝาก เผื่อเพื่อนๆได้ลองหยิบนำไอเดียไปแต่งบ้านของตัวเองดูกัน

    1. Pinterest เว็บขวัญใจนักออกแบบที่รวบรวมดีไซน์งามๆจากทั่วโลก นำมาจัดหมวดหมู่เก็บเอาไว้ที่นี่ เรื่องแต่งบ้านก็เช่นกัน เพียงค้นหาคำว่า Home decor เท่านี้ก็จะเจอหลากหลายไอเดียเกี่ยวกับการแต่งบ้านมากมาย

    1

     

    2. Houzz เว็บนี้มีบทความเด็ดๆ หลายบทความเลย เพราะเป็นที่รวบรวมเคล็ดลับเกี่ยวกับบ้านเอาไว้มากมายเลยล่ะ ไม่ว่าจะเป็นการแต่งบ้าน รีโนเวท การปรับปรุงบ้านในด้านต่างๆ อ่านไปได้ความรู้มากมายเชียวล่ะ และการตกแต่งบ้านบางส่วนเราสามารถใช้สิ่งของรอบตัวเรามาประดิษฐ์เป็นของแต่งบ้าน(DIY)ได้ด้วย ในเว็บนั้นก็มีสอนด้วยเช่นกัน

    1

     

     

    3. บ้านและสวน นิตยสารชื่อดังเกี่ยวกับบ้านของไทย ซึ่งเมย์อ่านทั้งตัวนิตยสารและเว็บไซต์ แล้วยังมีนิตยสาร My home อีกเล่มที่อยากแนะนำให้ลองอ่าน ถ้าได้ลองเข้าไปในเว็บดูจะพบว่ามีบทความมากมายที่เขียนในภาษาไทย งานนี้ใครภาษาอังกฤษไม่ค่อยถนัดล่ะก็ สบายเลยล่ะ

    1

     

    4. Pantip (ห้องชายคา) เว็บนี้เมย์อ่านบ่อยนะ เพราะนอกจากมีกระทู้ให้ความรู้แล้ว ยังมีกระทู้ที่ถกเถียงกันทำให้เกิดมุมมองเทคนิคใหม่ๆในด้านการแต่งบ้าน หรือหากเรามีคำถามอะไร ก็โพสต์ลงไปได้เลย รอไม่นานก็จะมีคนมาตอบให้แล้ว

    1

     

     

    5. DECORIQ เว็บนี้มีของแต่งบ้านขาย ซึ่งตัวเมย์เองไปซื้อมาหลายการแล้วล่ะ นอกจากนี้ในเว็บยังให้ความรู้เกียวกับบ้านอีกด้วย เพื่อนๆลองเข้าไปดูได้เผื่อจะเก็ตไอเดียดีๆ หรือได้ของแต่งบ้านที่ถูกใจค่ะ

    1

     

     

     

    6. Facebook Group หลายคนคิดว่าเฟสเอาไว้เล่นได้อย่างเดียว แต่ถ้าเข้า ให้ถูกกลุ่ม (Group) ก็พบว่ามีกลุ่มที่ผู้ใช้คุยกันเรื่องการแต่งบ้านโดยเฉพาะ ซึ่งผู้ที่เป็นสมาชิกกลุ่มก็จะเอารูปถ่ายหรือข้อมูลมาแชร์กัน เหมาะเข้ามาเก็บไอเดียเป็นอย่างยิ่ง

    1

    สำหรับเมย์แล้ว 6 เว็บไซต์นี้ เมย์ก็ได้ไอเดียดีๆ สำหรับนำไปแต่งบ้านได้ไม่มากก็น้อย สำหรับเพื่อนๆคนไหนมีเว็บอะไรดีๆ นำมาฝากคอนเมนต์ไว้ให้หน่อยนะคะ ยังไงก็ฝากบทความแรกเอาไว้ในอ้อมอก เพื่อนๆพี่ๆด้วยนะคะ ^^

     
  • nilly_arum เวลา 9:11:20 pm on Wednesday ที่ 26 April 2017 เพอมาลิงค์ | ตอบ

    Home Drip Coffee : กาแฟดริปมิติใหม่แห่งการดื่มกาแฟ 

    กาแฟดริป หรือ Drip Coffee คือ กาแฟที่ได้รับการคัดสรรอย่างประณีต นำมาคั่วบดละเอียด 100% บรรจุในซองดริป พกพาสะดวก ให้คุณได้ ดริปกาแฟด้วยตนเองง่ายๆ ที่บ้าน หรือที่ทำงาน สามารถมอบเป็นของขวัญของฝากก็ได้ หรือจะซื้อหามารับประทานเพื่อสุขภาพตัวเองก็ดี เพราะปราศจากน้ำตาล และครีมเทียม ให้ประโยชน์ต่อร่างกาย ช่วยเร่งการเผาผลาญไขมัน ลดคอเรสเตอรอล และน้ำตาลในเลือดได้ด้วย

    อุปกรณ์ : อุปกรณ์เพียงไม่กี่ชิ้น ได้แก่

    1. กาแฟดริป 1 ซอง
    2. แก้วกาแฟ
    3. น้ำร้อน

    ขั้นตอน/วิธีการชง : วิธีการชงก็ง่ายแสนง่าย เพียงเปิดซอง แล้วเทน้ำร้อนอุณหภูมิประมาณ 90 องศาเซลเซียส ผ่านซองดริป เรียกว่า ฟิลเตอร์ (Filter) ในลักษณะเป็นวงก้นหอย ปล่อยให้น้ำกาแฟค่อยๆ ไหลผ่านและหยดลงสู่ภาชนะ/แก้วกาแฟที่รองรับอยู่ด้านล่าง จากนั้นรอเพียง 1 – 2 นาที ก็พร้อมให้คุณสัมผัสกับความหอมกรุ่น รสชาติเข้มข้นของกาแฟแท้ๆ

    ขั้นตอน/วิธีการสั่งซื้อ :

    1. เลือกรสชาติที่ชอบ / รสชาติที่ต้องการ
    2. แจ้งออร์เดอร์มาที่ com/homedripcoffee หรือ LINE ID: homedripcoffee
    3. แจ้งชำระเงินและที่อยู่สำหรับจัดส่งสินค้า
    4. รอรับกาแฟที่บ้านได้เลย (ระยะเวลาในการจัดส่งสินค้าประมาณ 1 – 2 วัน)

     

     

    72174bg2

    มาเติมเต็มช่วงเวลาการชงและดื่มกาแฟของคุณให้มีคุณค่ากับกาแฟดริป

     

    สำหรับผู้ที่สนใจสามารถเยี่ยมชมได้ที่ FB: facebook.com/homedripcoffee

    หรือสอบถามเพิ่มเติม โทร : 084-653-7686

    LINE ID: homedripcoffee

     

     

     

     
  • KaewZz Mx เวลา 2:13:16 am on Saturday ที่ 4 February 2017 เพอมาลิงค์ | ตอบ

    เที่ยวเชียงใหม่ 5 วัน กับเงิน 5000!!!!!!! 

    สวัสดีค่ะ

    วันนี้เราจะมารีวิวไปเที่ยวเชียงใหม่ 5 วัน กับเงิน 5000 กันค่ะะ ไม่มีอด ไม่มีมาม่าแน่นอนนน!

    (เราไปกับแฟน2คน เฉลี่ยแล้วหมดไปคนละ5000บาทนะคะ)

    เป็นครั้งแรกกับการรีวิว ขาดตกบกพร่อง หรือภาษาไม่สวย ต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยน๊าาา ไม่ถนัดเขียนอะไรแบบนี้ ถนัดพูดสื่อสารมากกว่าค่ะ><

     

    โอเครรร พร้อมแล้ววววว ไปเริ่มกันเลยน๊าาาาา>>>>>>>>

    19/12/59

    ออกเดินทางไปเชียงใหม่ โดย นครชัยแอร์ รอบ 21.30น. เรานั่งแบบ First class 30ที่นั่งนะคะ ราคา 759 บาทค่ะ

    จะถึงเชียงใหม่เวลา 06.15น. (ประมาณ 9 ชั่วโมงค่า) เป็นการนั่งรถทัวร์ไปเชียงใหม่ครั้งแรก ตื่นเต้นมากๆเลยค่ะ หลับๆตื่นๆ เป็นว่าเล่นเลยยย

    แต่โดยรวมถือว่าดีค่ะ สนุกดี^^

     

    20/12/59

    06.25น. ถึงเชียงใหม่แล้วค่าาาาาาาาาาาา รถจอดที่สถานีเดินรถนครชัยแอร์เลยนะคะ ติดกับอาเขตเลย สะดวกมากๆ

    แวะเข้าห้องน้ำ ล้างหน้า แปรงฟัน กินข้าวกันก่อนค่ะ

     

    หลังจากที่เรากินข้าวกันเสร็จแล้ว เราก็เดินไปที่ร้าน Bikky Chiangmai สาขาอาเขต อยู่ใกล้ๆ เดินไปนิดเดียวก็ถึงค่ะ

    เพื่อจะไปเช่ารถมอเตอร์ไซค์ สำหรับใช้ในการเดินทางเที่ยวเชียงใหม่ 5 วันนี้ค่ะ

    รถที่เราเช่าคือ รถ Honda Click i 125 ค่ะ ค่าเช่าวันละ 300 บาท เราเช่า 5 วัน 1500 บาทค่ะ

    ที่นี่ไม่ต้องจ่ายค่ามัดจำรถนะคะ แค่มีบัตรประชาชนไปก็พอค่ะ จ่ายเงินค่าเช่าตอนนั้นเลย

    (ใครอยากได้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเช่ารถที่นี่ ลองเสิชในกูเกิ้ล หรือ เข้าในเฟสบุ๊ก ของทางร้าน Bikky ได้เลยนะคะ รีวิวเยอะมากๆค่ะ)

     

    เมื่อได้รถแล้ว เราก็เริ่มออกเดินทางได้เลยค่าาาาาา

    (อ้ออ ลืมบอก! ทางร้านมีน้ำมันมาให้เราประมาณ3ขีด เราจึงไปเติมเพิ่ม ค่าน้ำมัน 100 บาทค่ะ ได้เต็มถังเลย)

    เรามุ่งหน้าไปอ.เชียงดาว เพื่อจะไปที่บ้านทะเลดาว ดอยหลวงเชียงดาวนะคะ

    อ.เชียงดาว อยู่ห่างจากตัวเมืองเชียงใหม่ ประมาณ 100โล (ไกลมากกกกกกกกกกก) แต่ไม่หวั่นค่ะ เพราะเราอยากมาที่นี่มากๆ><

     

    เดินทางไปได้ประมาณ 30 กิโล เราก้แวะพักคน พักรถ กันก่อนค่ะ

    นั่งกินกาแฟที่ Amazon มองดูดอยหลวงเชียงดาวที่อยู่ไกลลิบๆ แต่ยังมองเห็น5555555

    (ค่าเสียหาย 110บาท)

    เมื่อกินเสดแล้ว เราก็เริ่มเดินทางกันต่อเลยค่ะ หนทางยังอีกยาวไกลลลลลล

     

    (เด๋วมาต่อนะคะ วันนี้แค่นี้ก่อน เป็นการเขียนบล็อกครั้งแรก รีวิวครั้งแรก ยังทำอะไรไม่ค่อยเป็น อยากใส่รูปแต่ไม่รู้ใส่ตรงไหน ขอไปหาข้อมูลก่อนนะคะ แล้วจะมาเขียนต่อค่ะ)

     
  • Pichaya Wongves เวลา 3:16:32 pm on Friday ที่ 27 January 2017 เพอมาลิงค์ | ตอบ

    วิธีการต่อรองเพื่อให้ได้ราคาส่งบิ๊กอายถูกที่สุด 

    สวัสดีค่ะ ท่านผู้อ่านที่สนใจสาระน่ารู้เกี่ยวกับขายส่งคอนแทคเลนส์ทุกท่าน วันนี้นุ่นอยากจะเล่าประสบการณ์เล็กๆน้อยๆที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจที่นุ่นทำอยู่โดยตรง เผื่อว่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่ทำธุรกิจแบบขายส่งทั่วๆไป หรือแม้แต่ผู้ที่ทำธุรกิจขายส่งบิ๊กอายอยู่ก็ตาม นุ่นเองก็คลุกคลีอยู่ในวงการนี้มากว่า 5 ปี ทราบดีว่าในฐานะที่เราจะต้องรับสินค้าจากผู้จำหน่ายสินค้าในราคาส่งนั้นมีความต้องการอะไรบ้าง สิ่งสำคัญก็ คือ เรื่อง “ราคาส่ง” ที่ถูกลง และ สิ่งที่สำคัญตามลงมาก็อาจจะเป็นเรื่อง การให้เครดิต การบริการ การจัดส่ง เป็นต้น ถ้ายังไงวันนี้นุ่นขอโฟกัสมาที่ประเด็นราคาส่งที่เป็นประเด็นที่สำคัญที่สุดก็แล้วกันนะคะ มาดูกันค่ะว่านุ่นมีวิธีในการต่อรองราคาส่งให้ถูกลงได้อย่างไร (นุ่นขอเล่าที่เป็นประสบการณ์ที่นุ่นใช้แล้วได้ผลของนุ่นจริงๆนะคะ ถูก-ผิดอย่างไรก็ขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วยค่ะ)

    วิธีการต่อรองราคาขายส่งบิ๊กอายให้ถูกลง

    1. เน้นความสัมพัธ์ที่มีกับผู้จำหน่ายสินค้า สิ่งสำคัญ คือ ความอ่อนน้อมถ่อมตน ให้เกียรติกัน ในช่วงโอกาสสำคัญๆ นุ่นมักจะถือโอกาส หาของขวัญไปให้เป็นน้ำใจกัน ก่อนจะทำการสั่งซื้อสินค้าทุกครั้งก็จะสอบถามสาระทุกข์สุขดิบกันไป เพียงเท่านี้ก็ทำให้ผู้จำหน่ายสินค้ารู้สึกดีกับเราแล้วค่ะ
    2. เล่าให้ฟังถึงสถานการณ์แข่งขันกันในปัจจุบันว่าเราได้ประสบกับปัญหาการตัดราคาบิ๊กอายราคาส่งอย่างไรบ้าง (แต่ตัวเราต้องไม่ใช่ฝ่ายตัดราคาก่อนนะคะ) เหมื.02.00อนเป็นการบอกเล่าให้เค้ารู้สึกเห็นใจเรา แต่ไม่ใช่เป็นการผลักภาระไปให้นะคะ หลังจากนั้นก็ลองคุยกับเค้าดูว่าเค้าสามารถช่วยเหลือเราอย่างไรได้บ้าง จะทำอย่างไรให้เราได้เรตบิ๊กอายราคาส่งที่ถูกลงกว่าเดิมเพื่อให้เรามีกำไรเหลือที่จะให้ธุรกิจไปต่อได้ ตรงนี้เขาจะเสนอมาเองค่ะว่าเราจะต้องทำอย่างไรบ้าง ซึ่งนับว่าเป็นการคุยกันเพื่อหาจุดกึ่งกลาง คือ ไม่มีใครได้เปรียบ – เสียเปรียบ
    3. ชื่นชมเขาจากใจจริง ไม่ว่าใครก็ชอบการถูกชื่นชมค่ะ ในที่นี้เราจะต้องหาข้อดีในตัวของเขา อาจจะชมเกี่ยวกับสินค้าของเขาก็ได้ หรือ บอกเล่าประสบการณ์ของลูกค้าเราว่ารู้สึกอย่างไรบ้าง เมื่อเขาคุยกับเราทุกครั้งแล้วเขารู้สึกดีกันเราทุกครั้ง ก็มีโอกาสที่เขาจะคอยเชียร์ธุรกิจเราเหมือนกันจ้า

    ในช่วงหลังที่นุ่นได้ปฎิบัติครบทั้ง 3 ข้อ ก็ทำให้ได้คอนแทคเลนส์ราคาส่งถูกลงทุกครั้งที่มีการซื้อของเพิ่ม แต่ในหลายๆครั้งเราก็ควรที่จะต้องเพิ่มโวลุ่มการสั่งซื้อด้วยเช่นกัน เพื่อให้ทางฝ่านจำหน่ายสินค้าได้ผลประโยชน์เช่นกัน ในขณะที่เราก็ได้รับผลประโยชน์ด้วย และ ยังเป้นข้อดีในการทำให้เราขยายธุรกิจออกไปได้เองอีกด้วยค่ะ สังเกตได้เลยว่า เมื่อไหร่ที่ของมีมากขึ้น จำนวนลูกค้าก็จะมีมากขึ้นตามมาค่ะ

    บิ๊กอายราคาส่ง

     
  • Muy Aunsa-ard เวลา 4:58:56 pm on Sunday ที่ 22 January 2017 เพอมาลิงค์ | ตอบ

    โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ 

    บทความนี้เกิดจากการที่ผู้เขียนชื่นชอบในศาสตร์ทางด้านพลังงาน ไม่ว่าจะเป็นพลังงานไฟฟ้านิวเคลียร์หรือพลังงานทางเลือก เช่นพลังงานลม พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานความร้อนจากใต้พิภพ ฯลฯ ผู้เขียนจึงอยากเขียนและแชร์ประสบการณ์ที่ได้รับทางด้านพลังงานขณะศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาเคมีและประสบการณ์จากทำงานด้านพลังงานไฟฟ้านิวเคลียร์ ณ ประเทศเยอรมันนี  ระหว่างปี 2006-2013 โดยบทความแรกนั้นจะขอเริ่มต้นด้วยการกำเนิดของพลังงานไฟฟ้านิวเคลียร์

    เนื่องจากประเทศเยอรมันนีมีชื่อเสียงทางด้านการพัฒนาเทคโนโลยีในด้านต่างๆ โดยเฉพาะเทคโนโลยีทางด้านพลังงานไฟฟ้านิวเคลียร์ จึงทำให้มีการศึกษาค้นคว้าพัฒนาและมีงานวิจัยเกี่ยวกับไฟฟ้านิวเคลียร์ที่เป็นภาษาเยอรมันอยู่มาก ผู้เขียนจึงสนใจที่จะแปลบทความ ข่าวสารและงานวิจัยต่างๆมาให้คนไทยได้อ่านกัน

    ก่อนอื่นมาทำความรู้จักกันก่อนว่าพลังงานไฟฟ้านิวเคลียร์คืออะไร มีต้นกำเนิดมาจากไหน ลักษณะของโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์มีหน้าตาเป็นอย่างไร และทำไมประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น สหรัฐอเมริกา เยอรมันนี ญี่ปุ่น ฝรั่งเศส ฯลฯ จึงใช้พลังงานไฟฟ้านิวเคลียร์เป็นแหล่งพลังงานหลักในการผลิตกระแสไฟฟ้าให้แก่ประชาชนและขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ

    โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ เป็นโรงไฟฟ้าที่ใช้แหล่งพลังงานความร้อนจากเครื่องปฏิกรณ์ (Kernreaktor) ที่ใช้พลังงานนิวเคลียร์จากธาตุยูเรเนียมในการผลิตไอน้ำแรงดันสูง จ่ายให้กับกังหันไอน้ำซึ่งมีหน้าที่แปลงความร้อนที่มีอยู่ในไอน้ำเป็นพลังงานกล กังหันไอน้ำจะไปหมุนเครื่องกำเนิดไฟฟ้าผลิตเป็นกระแสไฟฟ้าออกมา เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ (Kernreaktor) แบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ เครื่องปฏิกรณ์แบบน้ำเดือด (Boiling Water Reactor – BWR) และเครื่องปฏิกรณ์แบบน้ำแรงดันสูง (Pressurized Water Reactor – PWR)

    ส่วนลักษณะของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์นั้น ผู้เขียนขอยกตัวอย่างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ Kernkraftwerk Obrigheim (Nuclear Power Plant Obrigheim) ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าที่ผู้เขียนไปฝึกงานอยู่ในห้องแลปเคมีเป็นระยะเวลา 6 เดือน โรงไฟฟ้านี้ใช้เครื่องปฏิกรณ์แบบน้ำเดือด (Boiling Water Reactor – BWR) จากภาพด้านล่างจะเห็นตึกที่มีลักษณะเป็นครึ่งวงกลมนั้นคือตึกที่เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ตั้งอยู่ภายใน หรือเรียกว่า Primary Cycle (Primaerer Kreislauf) ซึ่งตึกนี้ได้มีการสร้างผนังป้องกันหรือที่เรียกว่า Barrier ขึ้นมาถึง 4 ชั้นเพื่อป้องกันการปลดปล่อยของธาตุยูเรเนียมที่เป็นสารก่อมะเร็งออกมาสู่ภายนอก และลดความรุนแรงของแรงระเบิดในกรณีที่โรงไฟฟ้าเกิดการระเบิดขึ้น ส่วนตึกสี่เหลี่ยมด้านข้างขวามือของตึกเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ คือตึกที่มีเครื่องกำเนิดไฟฟ้า Generator ตั้งอยู่ภายในเพื่อแปลงพลังงานนิวเคลียร์เป็นพลังงานไฟฟ้า หรือที่เรียกว่า Secondary Cycle (Sekundaerer Kreislauf)

    New Picture (1)

    Figure 1: โรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ Kernkraftwerk Obrigheim (Nuclear Power Plant Obrigheim)

    ในบทความหน้าเราจะมาเจาะลึกกันว่าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์มีการระบบทำงานภายในอย่างไร เครื่องปฏิกรณ์แบบน้ำเดือด (BWR) และเครื่องปฏิกรณ์แบบน้ำแรงดันสูง (PWR) แตกต่างกันอย่างไร รวมถึงอนาคตและทิศทางของพลังงานไฟฟ้านิวเคลียร์ในประเทศต่างๆมีแนวโน้มเป็นอย่างไร

    เรียบเรียงโดย: WA

    แหล่งที่มา:

    1. kernenergie.de
    2. enbw.com
     
  • Ban Mai Thai เวลา 9:32:36 pm on Wednesday ที่ 7 December 2016 เพอมาลิงค์ | ตอบ

    โรคคือเพื่อนหรือคู่ชีวิต2 

    สวัสดีค่ะเพื่อนๆตูนมาต่อจากตอนแรกน่ะค่ะ

    หลังจากที่ตูนได้ผ่านหลายๆอย่างมา ณ.ตอนนี้ตูนมีอาการที่ดีขึ้นบ้างเพราะตูนใช้วิธีธรรมชาติบำบัด คือ ตื่นเช้ามา โยคะเบาๆตามหมอเขียว

    แล้วหลังจากนั้นทานสมุนไพรไทย ขับลม ในเส้น

    และที่สำคัญคุย ค่ะ คุยกับใครนั้นหร๋อค่ะ

    ตอบเลยคุยกับโรคจร้าาา  ว่า…

    วันนี้เพื่อนจะไม่เจ็บไม่ป่วยไม่ปวดน่ะค่ะ เพราะเราจะต้องอยู่ด้วยกันขอให้อยู่กันแบบเพื่อนรักน่ะ

     

    รู้ไหมค่ะว่าทำไมต้องพูดแบบนี้ เพราะ ชีวิตคนเราอะน่ะเกิดมาครั้งนึง ถ้าเรามัวแต่จมปักกับโรคเราก็จะทุกข์และทรมานจนไปตลอดและจะทำให้คนรอบข้างจมไปกับเราด้วย

    เพราะฉะนั้น เพื่อนๆที่มีโรคหรือไม่สบาย ยากให้ลองทำแบบตูนดูโรคอาจจะหนี้คุณไปเลยก็ได้ย่ะค่ะ   ขอบคุณเพื่อนๆที่ทนอ่านสิ่งที่ตูนเขียน อาจจะผิดพลาดไปบ้าง ต้องขออภัยด้วยน่ะค่ะ

     
  • Ban Mai Thai เวลา 4:22:28 pm on Monday ที่ 5 December 2016 เพอมาลิงค์ | ตอบ

    โรคคือเพื่อนหรือคู่ชีวิต

    สวัสดีค่ะเพื่อนๆ ขอแนะนำตัวก่อนน่ะค่ะ เราชื่อ “ตูน” อายุ25 ปี  FB_IMG_1480929532536

    หลายคนแอบสงสัยโรคคือเพื่อนหรือคู่ชีวิตเรายังไง ????→  เดี๋ยวตูนจะเล่าประสบการณ์ตรงจากชีวิตตูนให้อ่านกันน่ะค่ะ→↓
    (เพิ่มเติม … )

     
  • Mulia Mulyana เวลา 3:45:49 am on Thursday ที่ 10 November 2016 เพอมาลิงค์ | ตอบ

    งานแสดงภาพถ่าย ชมภาพยนตร์สารคดี และเสวนาชีวิตชาวโรฮิงยาในประเทศไทย 

    14925706_1338172736194008_237991440605136239_n
            เมื่อวันพุธ ที่ 9 พฤศจิกายน 2559 เวลา 13.00 – 17.00 น. ณ ห้อง LRC1 ชั้น 8 อาคารศูนย์ทรัพยากร การเรียนรู้ (LRC1) มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่  เครือข่ายสิทธิผู้ลี้ภัยและคนไร้รัฐ (CRSP) ร่วมกับ Asylum Access Thailand , ศูนย์สังคมพัฒนา มูลนิธิคาทอลิกสุราษฎร์ธานี , สภาเครือข่ายช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม สำนักจุฬาราชมนตรี , Mr. Greg Constantine ช่างภาพอิสระ, สถานทูตแคนาดา และ สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ จัดกิจกรรม “งานแสดงภาพถ่าย ชมภาพยนตร์สารคดี และเสวนาชีวิตชาวโรฮิงยาในประเทศไทย” ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้เข้าร่วมหลายกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มนักศึกษา บุคลากรมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ นักกฎหมาย ช่างภาพ ผู้สื่อข่าว กลุ่มสงขลาฟอรั่ม และบุคคลทั่วไป

                 ภายในงานมีกิจกรรมฉายภาพยนตร์สารคดี เรื่อง “Michael’s” ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ 19 th Thai Short Film & Video Festival 2015 , การถ่ายทอดประสบการณ์ในการเดินทางถ่ายภาพชาวโรฮิงยา“Exiled to Nowhere” โดย Mr. Greg Constantine และการเสวนาเรื่อง “ประสบการณ์ความร่วมมือในการช่วยเหลือแก่ผู้อพยพลี้ภัยชาวโรฮิงยาและอนาคต” โดย รศ.ดร.วิชัย กาญจนสุวรรณ ผู้อำนวยการสถาบันสันติศึกษา, น.ส.ชมฤดี นาทะศิริ หัวหน้าบ้านพักและครอบครัว จังหวัดสงขลา , นายอิสมาแอน หมัดอาดำ เครือข่ายช่วยเหลือชาวโรฮิงยา จังหวัดสงขลา, น.ส. พุทธณี กางกั้น กลุ่มฟอติฟายไรท์ และ พ.ต.ท.ธีระ วงศ์ราช สารวัตรสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดสงขลา โดย Mr. Shawn Friele เลขานุการโทและรองกงสุล, สถานทูตแคนาดาประจำประเทศไทยเป็นผู้สนับสนุนงานในครั้งนี้มองว่า “สังคมที่มีความหลากหลายไม่ใช่สังคมที่อ่อนแอ แต่เป็นสังคมที่เข้มแข็ง โดยเขาเห็นว่าในสังคมหนึ่ง ไม่จำเป็นต้องมีเพียงหนึ่งชาติพันธุ์ที่จะทำให้สังคมนั้นเข้มแข็ง”

    DSC01959

    15002521_1338934922784456_5010169081195051671_o

    การถ่ายทอดประสบการณ์ในการเดินทางถ่ายภาพชาวโรฮิงยา “Exiled to Nowhere”
    โดย Mr. Greg Constantine ช่างภาพอิสระ

    Mr. Greg Constantine ช่างภาพอิสระชาวอเมริกา ได้เล่าถึงความตั้งใจที่ได้จัดงานนี้ขึ้นมา ด้วยเหตุผลที่ว่า เพื่อเป็นการนำเสนอเรื่องราวของบุคคลไร้รัฐและสิ่งที่เกิดขึ้นกับคนเหล่านี้ ว่าเหตุใดเขาถึงได้อพยพออกจากบ้านเมืองของตัวเองมายังประเทศอื่น ๆ รวมถึงประเทศไทยด้วย” การเดินทางถ่ายภาพกลุ่มผู้ไร้รัฐจากทั่วโลกของเขานั้น เป็นโปรเจคที่มีชื่อว่า “Exiled to Nowhere” โดยเขาเดินทางถ่ายภาพกลุ่มผู้ไร้รัฐในประเทศต่างๆ เช่น ประเทศศรีลังกา บังกลาเทศ พม่า เลบานอน มาเลเซีย อินโดนีเซีย คูเวต เคนย่า ไอเวอรี่โคด อีตาลี ยูเครน โปแลนด์ รวมถึงประเทศไทย  นอกจากนี้ เขาได้อธิบายว่า “ผู้ไร้รัฐ หรือ คนไร้รัฐ” คือบุคคลที่ไม่ได้รับการรับรองจากประเทศใดประเทศหนึ่ง โดยมีปัจจัยและสาเหตุที่หลากหลายที่ทำให้คนกลุ่มนี้ไม่ได้รับการรับรองจากประเทศของตน ข้อมูลจากสหประชาชาติได้ระบุถึงจำนวนของคนไร้รัฐว่า มีจำนวนมากถึง 10,000,000 คนจากทั่วโลก ในประเทศบังกลาเทศ มีมากกว่า 300,000 คน ในขณะที่เนปาลมีมากถึง 1,000,000 ล้านคน และมีเด็กไร้รัฐประมาณ 30,000-50,000 คน ในประเทศมาเลเซีย รวมถึงศรีลังกา เลบานอน หรือ แถบตะวันออกกลาง และยังมีประเทศจำนวน 27 ประเทศในโลกที่ผู้หญิงไม่ได้รับสิทธิในการถ่ายทอดสัญชาติตัวเองไปสู่ลูก เช่น ในประเทศ คูเวต เคนย่า ไอเวอรี่โคด อีตาลี โปแลนด์ เซอร์เบีย เป็นต้น” ผู้ไร้รัฐส่วนใหญ่ไม่เคยได้รับสิทธิออกจากพื้นที่ของตัวเอง ปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ใช่เพราะพวกเขาไม่มีบ้าน แต่ที่ที่พวกเขาเรียกว่าบ้าน กลับปฏิเสธการมีอยู่ของเขา สาเหตุส่วนใหญ่ คือ การเลือกปฏิบัติที่ทำให้เขาสูญเสียความเป็นคนของรัฐ

    และด้วยเรื่องราวเหล่านี้ ทำให้ Greg สนใจที่ทำงานในเรื่องบุคคลไร้รัฐมาเป็นเวลา 10 กว่าปี ภาพที่นำมาแสดงในวันนี้ ส่วนใหญ่เป็นภาพชาวโรฮิงยาในพม่า บังกลาเทศ และในประเทศไทย ซึ่งชาวโรฮิงยา เป็นกลุ่มชนชาวมุสลิมขนาดใหญ่ ที่มีถิ่นฐานอยู่ร่วมกับชาวพุทธในบริเวณรัฐยะไข่หรืออารากันในประเทศเมียนมาร์ ประมาณ 1,000,000 คน โดยที่ชาวโรฮิงยาอาศัยอยู่ในพม่ามาหลายชั่วอายุคน แต่รัฐบาลพม่าไม่รับรองในการเป็นพลเมืองของประเทศ เขาได้นำเสนอภาพถ่ายเรื่องราวสถานการณ์ของชาวโรฮิงยาที่ได้รับการปฏิบัติเสมือนเป็นกลุ่มชนชั้นสองของประเทศ ที่มีผลมาจากการที่ไม่ได้รับสถานะการเป็นพลเมืองของประเทศ ทำให้ขาดโอกาสในการได้รับสวัสดิการต่างๆจากภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็นในด้านการศึกษา การรักษาพยาบาล ตลอดจนโอกาสในการทำงาน ส่งผลให้ชาวโรฮิงยาที่อยู่ในวัยทำงานต้องอพยพออกไปหางานทำในต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศมาเลเซียและอินโดนีเซีย นอกจากนั้นชาวโรฮิงยา ยังถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรงจากเจ้าหน้าที่ของรัฐในประเทศพม่าอีกด้วย Greg ยกตัวอย่างให้นักศึกษาฟังว่า “หากใครต้องการเดินทางจากสงขลาไปยังกรุงเทพฯ ด้วยเครื่องบิน แน่นอนว่าหลักฐานที่ต้องมีติดตัวคือ บัตรประชาชนเพื่อแสดงตัวตน แต่คนไร้รัฐจะไม่มีเอกสารที่แสดงถึงความเป็นบุคคลเลย ไม่มีแม้กระทั่งใบเกิดหรือแม้กระทั่งอิสรภาพ ยกตัวอย่างกรณีของเยาวชนโรฮิงยาเมื่อต้องการแต่งงานจะต้องขออนุญาตจากทางการถึงจะแต่งงานได้ ซึ่งกระบวนการที่กว่าจะแต่งงานได้นั้นใช้เวลายาวนานมาก นี่คือเหตุผลบางส่วนที่ทำให้เยาวชนหลายคนหนีไปอยู่บังกลาเทศ”

    Greg ได้ฉายสไลด์รูปถ่ายที่เป็นภาพศพของเด็กชายชาวโรฮิงยาที่ถูกห่อหุ้มด้วยผ้าสีขาว ซึ่งเสียชีวิตในขณะที่อพยพอยู่ในบังกลาเทศ และเขาได้มีโอกาสพูดกับพ่อของเด็กในรูป พ่อของเด็กเล่าว่า “ลูกของเขาเป็นเด็กร่าเริงและฉลาด แต่เขาเกิดที่พม่า ที่ที่เขาไม่เคยได้รับสถานะอะไรเลยและกลับต้องมาตายที่บังคลาเทศ ราวกับว่าเด็กคนนี้ไม่เคยเกิดมาในโลกใบนี้มาก่อนเลยจริงๆ” 

    นอกจากนี้ชาวโรฮิงยา เป็นกลุ่มที่ต้องทำงานหนักมาก เหตุเพราะพวกเขาไม่มีทางเลือกจึงต้องยอมถูกใช้เป็นแรงงานเพื่อที่จะหาเงินมาเลี้ยงครอบครัว ในความคิดของ Greg เขามองว่า “คนไร้รัฐ มีความมุ่งมั่นที่จะมีชีวิตอยู่และมีทางเลือกที่ไม่ใช่ทางเลือกของคนทั่วไป การที่พวกเขาออกจากบ้านเกิดเมืองนอน นั้นก็เป็นการแสวงหาความมั่นคงและความปลอดภัยในชีวิต แต่ในขณะเดียวกันพวกเขาก็ไม่มีแม้แต่โอกาสที่จะแสดงศักยภาพที่จะทำอะไรเพื่อชุมชนหรือสังคมของเขาได้เลย”

    รูปถ่ายของเด็กชายที่อาศัยอยู่ในกระท่อมของผู้ลี้ภัย ที่มีสภาพเก่าๆ และมีขนาดเล็กๆ ในทางภาคใต้ของบังคลาเทศ ซึ่งพ่อของเขาถูกทางการบังคลาเทศจับตัวไปคุมขัง  และมีแม่ที่ต้องทำทุกอย่างเพื่อเลี้ยงดูลูกๆ  Greg ได้เข้าไปนั่งในกระท่อมเพื่อพูดคุยกับแม่ของเด็กชายประมาณหนึ่งชั่วโมง   ในช่วงนั้น เป็นเวลาหกโมงเช้า  พระอาทิตย์สาดแสงลอดผ่านเข้ามาทางบานประตูซี่ไม่ไผเป็นเส้นๆ  และเขาก็เห็นเด็กชายคนนั้น พยายามเอามือไปจับแสงที่ลอดเข้ามา   ในวินาทีนั้น สำหรับเขาแล้วมันคือภาพที่แสดงให้เห็นถึง การเเอื้อมมือจับไปยังอนาคต  มันเปรียบเสมือนความหวัง ความฝันที่จะสัมผัสมันมาให้ได้  แต่ว่า…สำหรับเด็กไร้รัฐแล้ว บานประตูไม้ไผ่ที่เป็นซี่ๆ ก็เปรียบได้เหมือนกับตัวขวางกั้นที่จะนำเขา ไปสู่อิสรภาพอย่างแท้จริง

    รูปถ่ายรอยมือที่ปรากฏอยู่ตรงผนังโรงเรียนของกลุ่มคนไร้รัฐชาวเคนย่า ที่อาศัยอยู่ในชุมชนเล็กๆ มีผู้อาศัยประมาณห้าพันคน  สถานการณ์มีความคล้ายคลึงกับชาวโรฮิงยาตรงที่  พวกเขาอาศัยอยู่ในพื้นที่แห่งนี้มาหลายชั่วอายุคน  แต่รัฐบาลเคนย่ากลับมองว่า พวกเขาไม่ใช่คนเคนย่า แต่เป็นคนโซมาเลีย  ซึ่งทำให้ชุมชนนี้ต้องถูกถอนสันชาติเคนย่าไป  และยังถูกรัฐบาลสั่งให้หยุดการเรียนการสอน  พร้อมทั้งสั่งห้ามไม่ให้สร้างโรงเรียน อีกด้วย ทำให้เด็กๆกลุ่มนี้ ไม่มีแม้แต่โรงเรียนที่จะเรียนหนังสือ พวกเขาจึงเอามือจุ่มสี และติดที่กำแพงโรงเรียน อย่างที่ปรากฏในรูปถ่าย ซึ่งพวกเขาก็เหมือนกับเด็กโรฮิงยา หรือเด็กไร้รัฐในประเทศอื่นๆ

     

    ภาพที่ Greg ชอบที่สุด คือ รูปถ่ายของเด็กชายที่อาศัยอยู่ในกระท่อมเล็กๆของกลุ่มผู้ลี้ภัย มีสภาพเก่าๆ อยู่ทางใต้ของบังคลาเทศ ซึ่งพ่อของเขาถูกทางการบังคลาเทศจับตัวไปคุมขัง มีเพียงแต่แม่ที่ต้องทำทุกอย่างเพื่อเลี้ยงดูลูกๆ Greg ได้เข้าไปนั่งในกระท่อมลี้ภัยเพื่อพูดคุยกับแม่ของเด็กชาย  ในช่วงนั้นเป็นเวลาหกโมงเช้า พระอาทิตย์สาดแสงลอดผ่านเข้ามาทางบานประตูซี่ไม่ไผ่เป็นเส้นๆ และเขาก็เห็นเด็กชายคนนั้น พยายามเอามือไปจับแสง สำหรับGreg แล้ว “มันคือภาพที่แสดงให้เห็นถึงการเอื้อมมือไปยังอนาคต แสงเปรียบเสมือนกับความหวัง และความฝันที่จะสัมผัสมันมาให้ได้ แต่ว่า…สำหรับเด็กไร้รัฐแล้ว บานประตูไม้ไผ่ที่เป็นซี่ๆ ก็เปรียบได้เหมือนกับสิ่งที่ขวางกั้นเขาออกจากอิสรภาพที่แท้จริง”

    และอีกภาพที่น่าสนใจ คือ รูปถ่ายรอยมือที่ปรากฏอยู่บนผนังโรงเรียนของกลุ่มคนไร้รัฐชาวเคนย่าที่อาศัยอยู่ในชุมชนเล็กๆ มีประชากรประมาณ 5,000 คน  สิ่งที่คล้ายคลึงกับชาวโรฮิงยา คือ พวกเขาอาศัยอยู่ในพื้นที่แห่งนี้มาหลายชั่วอายุคนแต่รัฐบาลเคนย่ากลับมองว่าพวกเขาไม่ใช่คนเคนย่าแต่เป็นคนโซมาเลีย  ซึ่งทำให้ชุมชนนี้ต้องถูกถอนสันชาติเคนย่าไป  และถูกรัฐบาลสั่งให้หยุดการเรียนการสอนพร้อมทั้งสั่งห้ามไม่ให้สร้างโรงเรียนอีกด้วย ทำให้เด็กๆกลุ่มนี้ไม่มีแม้แต่โรงเรียนที่จะเรียนหนังสือ พวกเขาจึงเอามือจุ่มสีและประทับไปยังผนังโรงเรียนอย่างที่ปรากฏอยู่ในรูปถ่าย พวกเขาเองก็เหมือนกับเด็กโรฮิงยา หรือเด็กไร้รัฐอีกหลายๆประเทศในโลก และนี้ก็คือสิ่งที่ Mr. Greg Constantine ช่างภาพอิสระชาวอเมริกา พยายามที่จะนำเสนอภาพเหล่านี้เพื่อให้ทุกคนได้เห็นและรับรู้ถึงความเป็นไปที่เกิดขึ้นกับบุคคลไร้รัฐในโลกใบนี้

    DSC01908

    การเสวนาเรื่อง
    “ประสบการณ์ความร่วมมือในการช่วยเหลือแก่ผู้อพยพลี้ภัยชาวโรฮิงยาและอนาคต

    *****************************************

    สถานการณ์ของชาวโรฮิงยาที่เกิดขึ้นในประเทศไทย อินโดนีเซีย และมาเลเซีย

    คุณพุทธณี กางกั้น กลุ่มฟอติฟายไรท์  กล่าวว่า  การที่กลุ่มโรฮิงยาเข้ามาในประเทศไทยด้วยกระบวนการค้ามนุษย์ เนื่องจากชาวโรฮิงยาป็นคนไร้รัฐ ทำให้ไม่สามารถเข้ามายังประเทศอื่นๆได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ดังนั้น กลุ่มกระบวนการค้ามนุษย์จึงเป็นวงจรหนึ่ง ที่นำพวกเขาไปยังประเทศอื่นได้ด้วยการแลกกับค่าใช้จ่ายราว 60,000 -100,000 บาท เพื่อเป็นค่าน้ำมัน ค่าอาหาร ค่าเรือ และค่าใช้จ่ายอื่นๆ คำถามคือ ชาวโรฮิงยาเป็นกลุ่มคนจน ไม่มีสิทธิในการทำงาน แล้วพวกเขาเอาเงินมาจากไหน? แน่นอนว่าจะต้องมีคนมาจ่ายเงินให้เขา แต่ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นนั้นก็ย่อมผ่านกระบวนการที่ทำเป็นเครือข่าย และต้องได้กำไรจากกระบวนการเหล่านี้   ดังเช่นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในค่ายหรือแคมป์บนเขาแก้วตำบลปาดังเบซาร์  อำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา คือสถานที่ที่นายหน้าหรือกระบวนการกักตัวชาวโรฮิงยาไว้ก่อนที่จะส่งต่อ ณ ที่แห่งนั้นก็พบหลุมฝังศพของชาวโรฮิงยาหลายจุด และนี้ก็คือกระบวนการทั้งหมดที่เกิดขึ้น”

    คุณพุทธณี  เล่าต่อว่า “เมื่อพูดถึงโรฮิงยาที่อยู่ในบริเวณประเทศไทย  ยังมีชาวโรฮิงยาบางส่วนที่โชคดีที่ได้มีโอกาสย้ายถิ่นฐานไปยังประเทศโลกที่หนึ่งประเทศที่สาม แต่ยังมีชาวโรฮิงยาจำนวนหนึ่งที่อยู่ในพื้นที่ ประเทศมาเลเซีย และเมืองอาเจะห์  อินโดนีเซีย  แต่เนื่องจากเขาเป็นกลุ่มที่เป็นบุคคลผิดกฎหมาย  เมื่อตกอยู่ในกระบวนการค้ามนุษย์ รัฐบาลก็พยายามช่วยเหลือ ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายบ้านพักเด็กหรือฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐ แต่ก็ต้องยอมรับว่าสำหรับประเทศไทยแล้วประเด็นเรื่องความมั่นคงเป็นเรื่องที่รัฐบาลก็ต้องให้ความสำคัญ ดังนั้น การปฏิบัติต่อชาวโรฮิงยาของแต่ละประเทศจึงไม่เหมือนกัน  ในประเทศมาเลเซีย ชาวโรฮิงยาสามารถขอสิทธิการเป็นผู้ลี้ภัยได้ และมีสิทธิที่ได้รับการอนุญาตจาก UNHCR และรัฐบาลมาเลเซีย ในเรื่องการทำงานในประเทศมาเลเซียได้ในช่วงเวลาหนึ่ง  หรือในประเทศอินโดนีเซีย พวกเขาก็ได้รับการช่วยเหลือจากกลุ่มภาคประชาสังคม  แม้ว่ารัฐบาลอินโดนีเซีย ยังไม่มีนโยบายในเรื่องบ้านหรือที่พักสำหรับชาวโรฮิงยา และในส่วนของประเทศไทยเอง ก็มีหน่วยงานรัฐพยายามช่วยเหลือ  แต่ไทยก็ไม่มีพลังมากพอที่จะสุ่มเสี่ยงให้พวกเขาอยู่ได้อย่างอิสระ  เพราะฉะนั้น เด็กและผู้หญิงส่วนหนึ่งก็จะมาอยู่ที่บ้านพักสถานที่ที่ทางกระทรวงพัฒนาสังคมเป็นผู้ดูแล บางส่วนก็อยู่ที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง”

    “ทางฝ่ายของกลุ่มฟอติฟายไรท์ ก็ได้สัญญานที่ดีจากหลายฝ่ายในประเทศที่พยายามหาทางออกให้กับกลุ่มโรฮิงยา ซึ่งเราอาจจะต้องมีหนทางในการดำเนินงานต่อไป หากเกิดกรณีที่ชาวโรฮิงยาไม่สามารถเดินทางไปยังประเทศที่สาม หรือไม่สามารถกลับประเทศของเขาได้ ชีวิตของพวกเขาจะต้องอยู่ในสถานกักตัวของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองตลอดไปหรือไม่ ซึ่งจะต้องหาคำตอบว่า เราจะมีทิศทางอย่างไรและจะรับมือกับปัญหาระยะยาวต่อไปอย่างไร” และนี้คือสถานการณ์ของชาวโรฮิงยาที่เกิดขึ้นในประเทศไทย อินโดนีเซีย และมาเลเซีย

    บทบาทของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองต่อการช่วยเหลือผู้อพยพลี้ภัยชาวโรฮิงยา

    พ.ต.ท.ธีระ วงศ์ราช   สารวัตรสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดสงขลา  กล่าวว่า “สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองจะดูแลในส่วนของคนต่างด้าว  ในทางกฏหมายคนต่างด้าว คือ บุคคลธรรมดาที่ไม่มีสัญชาติไทย แต่ประเทศจะต้องให้สิทธิพลเมืองของตนดีกว่าคนประเทศอื่น  หน้าที่ของรัฐคือจะต้องปกป้องคนในรัฐ  เพราะฉะนั้นหากมีบุคคลเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาตก็จะมีความผิดทางกฏหมาย  ในกรณีของชาวโรฮิงยาที่ลักลอบเข้ามาก็ถือว่ามีความผิด หรือในอีกมิติหนึ่งพวกเขาก็เป็นผู้ที่หลบหนีภัยในถิ่นกำเนิดเพื่อมาหาที่พึ่งจากประเทศอื่น ๆ แต่ไม่ใช่แค่ประเทศไทยเท่านั้น ยังมีประเทศมาเลเซีย อินโดนีเซีย รวมถึงบังกลาเทศ ก็ปฏิเสธสิทธิที่จะให้โรฮิงยามาตั้งถิ่นฐานในประเทศ เพราะว่าเป็นภาระในส่วนของรัฐที่จะต้องไปรับผิดชอบทุกอย่าง

    ในส่วนของเจ้าหน้าที่ตม.ของประเทศไทย จะทำหน้าที่ที่เป็นทั้งตำรวจที่มีทั้งอำนาจจับกุม และเป็นตม.ที่มีอำนาจในการตรวจค้นตามกฎหมาย ตาม พรบ.ด้านการค้ามนุษย์และการค้าประเวณี  ซึ่งในบางประเทศจะทำหน้าที่แยกส่วนกัน ในกรณีเรื่องโรฮิงยานายกรัฐมนตรีของไทยก็ได้ประกาศให้ทุกฝ่ายให้ความช่วยเหลือด้านสิทธิมนุษยชนอย่างเต็มที่เท่าที่เราจะทำได้ และกรณีผู้นี้ก็ได้ถูกหยิบยกให้เป็นวาระแห่งชาติอีกด้วย ซึ่งทางตม.ก็ได้ช่วยเหลือในเรื่องของอาหาร แต่ทั้งนี้ก็ประสบปัญหาในเรื่องงบประมาณค่าใช้จ่าย สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช) ก็ต้องวิ่งเต้นหางบและดึงงบเร่งด่วนมาใช้ และนี้ก็เป็นเวลาประมาณ 2-3 ปีแล้วที่ชาวโรฮิงยากินข้าวอย่างนี้มาโดยตลอด ซึ่งที่ผ่านมาทางสถานทูตอเมริกาประจำประเทศไทยได้รับชาวโรฮิงยาจำนวน 18 คน ให้มีสิทธิไปตั้งถิ่นฐานในประเทศอเมริกา  เด็กสาวชาวโรฮิงยาคนหนึ่งซึ่งเป็นหนึ่งใน 18 คนที่เดินทางไปอเมริกาเล่าว่า
    “ฉันไม่อยากมีชีวิตช่วงวัยสาวในห้องขัง ฉันไม่รู้ว่าอเมริกาดีกว่ามาเลเซียอย่างไร แต่ฉันก็ตัดสินใจไปอเมริกา” จากประโยคนี้ทำให้เห็นว่า ชีวิตเขาไม่มีทางเลือกมากนัก หากไม่ไปอเมริกา ฃีวิตเขาก็ต้องอยู่ในสถานที่แห่งนี้ต่อไป ซึ่งไม่รู้ว่าจะได้ไปประเทศที่สามเมื่อไร และในส่วนของสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ก็มีนโยบายประกันตัว ในกรณีที่มีบุคคลต้องการรับชาวโรฮิงยาไปดูแลที่บ้านก็สามารถประกันตัวได้โดยมีค่าประกันหัวละ 50,000 บาท

    ปัจจุบันโรฮิงยาที่ถูกควบคุมตัวอยู่ที่ตม.สะเดา มีประมาณ 65 คน และเมื่อได้สอบถามและพุดคุยกับพวกเขาก็ทราบว่า จริง ๆ แล้วถ้าเลือกได้เขาไม่อยากอยู่ในประเทศไทย เพราะโดยพื้นฐานเขาเป็นคนมุสลิม และเข้มงวดเรื่องอาหารการกิน เขาจึงอยากไปอยู่กับพี่น้องมุสลิมอยู่ในที่ที่อาหารฮาลาลสามารถหากินได้ง่าย และเพื่อแสวงหาชีวิตที่ดีขึ้น  มาเลเซียและอินโดนีเซียจึงเป็นประเทศที่อยู่ในตัวเลือกของพวกเขา  คนโรฮิงยาก็เหมือนคนภาคอีสานของไทยหลายคนที่ไปทำงานและแสวงหาชีวิตที่ดีกว่าที่ประเทศซาอุดิอาระเบีย  ซึ่งในเมื่อประเทศที่เขาอยู่เกิดปัญหาและความขัดแย้ง จนทำให้บ้านที่เขาอยู่เกิดความวุ่นวาย มีการเผาบ้านเรือน เผามัสยิด มันจึงเป็นอะไรที่บีบคั้นเขามาก  และสิ่งนี้ก็คือแรงผลักดันที่ทำให้เขาต้องออกมาจากตรงนั้นเพื่อสิ่งที่ดีกว่า

     

    บทบาทของบ้านพักและครอบครัวในการช่วยเหลือผู้อพยพลี้ภัยชาวโรฮิงยา

              คุณชมฤดี นาทะศิริ  หัวหน้าบ้านพักและครอบครัว  อธิบายถึงภารกิจหลักของบ้านพักและครอบครัว ว่า เป็นหน่วยงานที่ให้ที่พักอาศัยชั่วคราวสำหรับผู้ที่ประสบปัญหาทางสังคมและจะรองรับผู้ที่เกิดเหตุตาม พรบ.คุ้มครองเด็ก พรบ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พรบ.ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ กรณีที่มีผู้ประสบปัญหาเป็นผู้ใหญ่ก็จะส่งไปยังสถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง กรณีของการรับชาวโรฮิงยามาดูแลก็ให้การช่วยเหลือมาตั้งแต่เดือน มกราคม – ธันวาคม ปี 2556

    ปัญหาและอุปสรรคที่พบ คือ  -ปัญหาด้านสถานที่และของใช้มีไม่เพียงพอ  เนื่องจากไม่เคยเจอเคสจำนวนมากมาก่อน จึงขาดแคลนในเรื่องสถานที่  ที่นอน ห้องน้ำ เสื่อ จานชาม วันแรกที่พวกเขามาก็ได้ยืมของใช้บางส่วนจากวัด หลังจากนั้นก็ได้รับการอนุเคราะห์ของใช้ประเภทผ้านวมจากศอ.บต. และขอความอนุเคราะห์ในเรื่องโต๊ะ เก้าอี้ จากสำนักงาน ตม.12   -ปัญหาด้านอาหาร เนื่องจากแม่ครัวเป็นคนไทยพุทธ พวกเขาจึงระแวงว่าจะมีหมูปะปน เลยแก้ปัญหาโดยการให้พวกเขาจัดเวรมาทำอาหารกันเอง   -ปัญหาด้านห้องน้ำที่มีไม่เพียงพอ ก็ได้รับการสนับสนุนรถสุขาจาก อบต. สงขลา และได้รับความอนุเคราะห์เรื่องแท่งน้ำจาก ศอ.บต. ในส่วนของเทศบาลก็ส่งน้ำมาให้   -ปัญหาเรื่องล่ามภาษา ช่วงแรกจะมีล่ามประจำมาช่วยสื่อสารภาษาโรฮิงยา แต่ภายหลังล่ามถูกเชิญออก เพราะทราบว่ามีส่วนกับกลุ่มกระบวนการค้ามนุษย์  จึงมีล่ามภาษาพม่ามาช่วย แต่ส่วนใหญ่กลุ่มเด็กๆ วัยรุ่นจะพูดภาษาพม่าเลยพอสื่อสารได้  เด็กบางคนก็สื่อสารภาษาอังกฤษได้ และสอนเรื่องระเบียบ และมรรยาทในการอยู่ร่วมกัน -ปัญหาความรุนแรงระหว่างกลุ่มชาวโรฮิงยา  จะมีการทะเลาะแบ่งพรรคแบ่งพวก เพราะพวกเขามาจากคนละหมู่บ้าน ถ้าเห็นอีกกลุ่มหนึ่งสนิทกับเจ้าหน้าที่เขาก้อจะระแวงกันภายใน และมีปากเสียงกัน จึงต้องส่งคนที่เป็นต้นเรื่องทะเลาะไปที่ ตม. เมื่อเห็นว่าเขาประพฤติตัวดีแล้ว ก็นำกลับมายังบ้านพัก  และปัญหาที่สำคัญอีกเรื่อง คือ มาตรการในการช่วยเหลือ ด้วยความที่ยังไม่มีมาตรการที่แน่ชัด จึงทำให้พวกเขาถามตลอดว่า “เขาต้องอยู่ที่นี่นานแค่ไหน ทางเราก็ไม่มีคำตอบให้เขา” และบ้านพักก็มีเจ้าหน้าที่หลักเพียง 2 คนที่ต้องดูแลชาวโรฮิงยา 120 คน และด้วยความที่บ้านพัก ไม่ใช่สถานที่กักขัง และมีช่องว่างที่ให้คนเข้า-ออกได้สะดวก จึงทำให้ชาวโรฮิงยาบางส่วนก็ทยอยกันหลบหนีไป  นอกจากนี้ ก็ยังได้รับการบริจาคจากชาวบ้าน จากหน่วยงานต่างๆ ในเรื่องของอาหาร น้ำดื่ม ผลไม้ ขนม ชุดเสื้อผ้า และก็ให้บริการในเรื่องสถานที่ละหมาด คัมภีร์อัลกุรอ่าน และชุดแต่งกายของมุสลิม แต่ปัญหาที่พบในเรื่องของบริจาค คือมีจำนวนมากจนไม่มีที่เก็บไว้ จึงแก้ไขโดยการส่งของบริจาคประเภทเสื้อผ้าไปยังอบต. และบริจาคให้กับกลุ่มผู้ยากไร้ในชุมชนและกลุ่มอุยกูร์

    ปัจจุบันทางบ้านพักเด็ก ก็ดูแลเด็กโรฮิงยาที่เหลือเพียงหนึ่งคนแล้ว เป็นเด็กที่รับเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา และก็พบว่าเป็นเคสเดิมที่เคยรับมาเมื่อปี 2556 ในตอนนั้นเด็กชายมากับแม่และพี่สาว แต่ว่าในตอนนั้นเขาหนีไปมาเลเซีย จนไปเจอพ่อที่มาเลเซีย ซึ่งปัจจุบันเขาก็ยังไม่มีมาตรการที่ให้เด็กได้อยู่กับพ่อแม่ หรือมาตรการที่จะให้เขาไปไหนต่อ จึงทำให้ค้างอยู่ตรงนี้ ทางบ้านพักก็ส่งเขาเรียนหนังสือที่โรงเรียนมุสลิม ตอนนี้อยู่ชั้นป.1 แล้ว แต่เด็กลืมภาษาของตัวเองจนไม่สามารถสื่อสารภาษาโรฮิงยากับพ่อของเขาแล้ว และถ้าในอนาคตมีเคสแบบนี้อีก ก็ไม่แน่ใจว่า บ้านพักเด็กจะรองรับได้อีกหรือไม่ ด้วยความที่มาตรการยังยืดเยื้อและยังไม่มีความชัดเจนในหลายๆเรื่อง  

     

    บทบาทการช่วยเหลือของกลุ่มเครือข่ายช่วยเหลือชาวโรฮิงยา จังหวัดสงขลา

               คุณอิสมาแอน หมัดอาดำ  องค์กรสภาเครือข่ายช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม   สำนักจุฬาราชมนตรี    กล่าวว่า สิ่งที่ทางกลุ่มเครือข่ายช่วยเหลือชาวโรฮิงยาดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2556 มาจนปัจจุบัน คือ ภารกิจเพื่อมนุษยธรรม ในฐานะที่เป็นมนุษย์ต้องมีความเป็นธรรม เราจะเห็นกลุ่มภาคประชาสังคมหรือกลุ่มต่างๆที่เข้ามาให้ความช่วยเหลือโดยที่ไม่ได้มาจากการถูกบังคับ แต่มันเป็นพลังที่มาจากคนทั่วไป สิ่งนี้ถือว่าเป็นสิ่งสำคัญ

    เมื่อหลายปีที่แล้ว พบชาวโรฮิงยาอพยพประมาณ 600 กว่าคน มีสภาพผอมโซไม่ต่างอะไรจากสัตว์ ไม่มีอะไรกิน ไม่มีอาหาร ซึ่งในตอนนั้นก็พบว่ามีพี่น้องชาวไทยบางส่วนมีการถกเถียงกันอย่างรุนแรงในสื่อโซเชียลในประเด็นที่ผู้สื่อข่าวเสนอเรื่องราวของชาวโรฮิงยา มีคอมเม้นต่างๆที่ถามว่า ทำไมต้องเอาโรฮิงยาเข้ามา ทำไมต้องไปช่วยเหลือ ซึ่งสิ่งนี้สะท้อนว่าเรามีคุณธรรมในจิตใจหรือไม่ “ในการให้ความช่วยเหลือครั้งนี้  เกิดการรวมตัวกันขององค์กรภาคศาสนา ไม่ว่าจะเป็นคริสต์ พุทธ อิสลาม แต่ละฝ่ายก็มาช่วยกัน โดยที่ไม่ได้ทะเลาะกัน  แต่คนที่ไม่ได้ช่วยกลับมาทะเลาะแทน”  เรามีการทำงานร่วมกันระหว่างองค์กรระดับชาติ  การทำงานลักษณะนี้จะต้องเข้าใจสภาพปัญหาที่เกิดขึ้น ในช่วงแรกมีเครือข่ายที่ช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมจำนวนมาก แต่เมื่อปัญหาที่เกิดมีระยะเวลายาวนานเกินไป ก็มีเพียงบางเครือข่ายที่ยังช่วยเหลืออยู่ เพราะคนที่จะทำงานด้านนี้จะต้องสละเวลา สละทรัพย์สิน สละแรงกาย เพราะเวลาที่เกิดเหตุงานอื่นบางครั้งสามารถเลือกเวลาได้ แต่การช่วยเหลือผู้ลี้ภัยเราต้องช่วยทันทีเพราะมีชีวิตของคนเป็นเดิมพัน และที่ผ่านมาก็มีชาวโรฮิงยาเสียชีวิตจำนวนมาก เพราะขาดสารอาหาร มีอาการแขนขาลีบ ทางกลุ่มก็คุยกันว่าเราจะแก้ปัญหาอย่างไร ที่จะไม่ให้เขาตายต่อหน้าเรา สิ่งนี้เป็นเรื่องของความเป็นมนุษยธรรม ทางเครือข่ายก็สนับสนุนเรื่องอาหาร ยารักษาโรคและเครื่องอุปโภคบริโภค และส่งเสริมการทำงานของเครือข่ายให้มีประสิทธิภาพ จากที่เป็นเครือข่ายช่วยเหลือโรฮิงยาระดับจังหวัดสงขลาก็เป็นเครือข่ายช่วยเหลือโรฮิงยาระดับประเทศ

    มีสิ่งหนึ่งที่เราต้องทำความเข้าใจก็คือ ชาวโรฮิงยาจะมีวัฒนธรรม วิถีชีวิต และความเชื่อของเขา ปัญหาหรือเหตุการณ์ต่างๆที่ชาวโรฮิงยาประท้วง ยกตัวอย่างกรณีการประท้วงที่สุราษฎร์ธานี เพราะพวกเขาต้องการถือศีลอดสุนัตก่อนเดือนรอมดอน และต้องการทานอาหารก่อนเวลาถือศีลอด แต่โรงครัวไม่เปิดในช่วงตีสี่ เจ้าหน้าที่ไม่เข้าใจจึงเกิดการประท้วง หรือแม้แต่การเรียกร้องเพื่อขอละหมาดอีดก็เช่นเดียวกัน ปัญหาที่เกิดขึ้นเพราะเราขาดล่ามในการสื่อสารและไม่ทำความเข้าใจในวัฒนธรรมของเขา “เมื่อใดก็ตามที่มีการทำลายความเชื่อ เขาก็จะเกิดการต่อต้าน” ดังนั้น จึงอยากให้หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องจัดอบรมเรื่องการสร้างความเข้าใจในประเด็นวัฒนธรรม วิถีชีวิต ความเชื่อในศาสนา เพื่อที่จะทำความเข้าใจและแก้ไข้ปัญหาได้ถูกต้อง

    โรฮิงยา คือบทเรียนที่สำคัญต่อประเทศไทย

    รองศาสตราจารย์ ดร.วิชัย กาญจนสุวรรณ ผู้อำนวยการสถาบันสันติศึกษา กล่าวว่า  ประเด็นโรฮิงยา ถือเป็นบทเรียนที่สำคัญโดยเฉพาะต่อประเทศไทย ในเรื่องของความเกลียดชังชาติและศาสนาที่นำไปสู่การใช้กำลังและความรุนแรง แต่ปัญหาที่ปะทุขึ้นมาในพม่ามีความซับซ้อน เพราะทางบังกลาเทศก็เห็นว่าโรฮิงยาไม่ใช่พลเมืองของตน และคนพม่าส่วนใหญ่ก็เป็นพม่าพุทธ และบ้านเราจำเป็นต้องเรียนรู้การอยู่ร่วมกัน อย่าให้ความ“รักชาติ” ที่เน้นชาตินิยม เป็นปัญหาต่อชนกลุ่มน้อยของสังคม และอย่าให้ปัญหาเรื่องศาสนามาเป็นข้ออ้างเพื่อที่จะทำลายผู้อื่น บทเรียนของโรฮิงยา คือ ปัญหาของคนอพยพที่ไม่มีสิทธิความเป็นพลเมือง (Non-citizens) หากมองในมิติความมั่นคงจะรู้สึกว่าเป็นภัยของชาติ แต่หากมองในมิติศาสนธรรม ก็เป็นเรื่องที่น่าเห็นใจ การแก้ปัญหา ควรเน้นที่ต้นเหตุของประเทศที่ก่อปัญหาดีกว่ามาแก้ที่ปลายเหตุ

     

     

    เรียบเรียงโดย : มุลยานา ดะอุแม,IPS

    DSC01854DSC01956 DSC01862 DSC0186314925305_1338178792860069_5246959233857723475_n 14962785_1338172836193998_5024578976301009584_n

     
c
เขียนโพสต์ใหม่
j
โพสต์ต่อไป / ความคิดเห็นต่อไป
k
โพสต์ก่อนหน้า / ความคิดเห็นก่อนหน้า
r
ตอบกลับ
e
แก้ไข
o
แสดง / ซ่อนความคิดเห็น
t
ไปที่ด้านบนสุด
l
เข้าสู่ระบบ
h
แสดง / ซ่อนความช่วยเหลือ
shift + esc
ยกเลิก