Updates from กันยายน, 2017 สลับแสดงความคิดเห็น

  • SomTeprada เวลา 4:03:05 pm on Monday ที่ 11 September 2017 เพอมาลิงค์ | ตอบ

    งานอดิเรกที่หายไปนาน 

    เมื่อสมัยวัยละอ่อน เคยจับเจ้างานอดิเรกชิ้นนี้อยู่พักนึง ได้กล่องจากต่างประเทศที่ป้าส่งมาให้กล่องหนึ่ง อ้อนแม่ซื้อให้สองสามกล่อง แต่ต่อได้ไม่เท่าไร ก็วางมือ

    เห็นคำว่าต่อ ใช่ มันคือ jigsaw นั่นแหละ สมัยก่อน หาลายสวยๆ ยากมาก ของต่างประเทศก็แพงเกินเด็กมัธยมจะซื้อมาต่อเองได้ เลยเลิกต่อมาเกือบสิบปี

    จนวันหนึ่งนึกยังไงไม่รู้ จู่ๆ เกิดคิดถึงขึ้นมา เลยค้นหาร้านที่ขายจากอากู๋ จนเจอร้านแถววังหิน ลาดพร้าว “ปัตโตะจัง” ได้มา 1000 ชิ้น อีกทีเจอพิกัดห้างเครือเซ็นทรัลที่แว่วว่ามีขายอยู่เหมือนกันในแผนกของเล่น ได้มา 1 กล่อง 500 ชิ้น

    กลับบ้านมาเลยจัด 500 ชิ้นก่อน ฟื้นทักษะซะหน่อย

    เออ ยังสนุกได้อยู่นะ —-

     
  • icez_theseries เวลา 9:47:24 pm on Sunday ที่ 11 June 2017 เพอมาลิงค์ | ตอบ

    ไม่รู้ว่าจะไปไหน? แนะนำให้ไป"น่าน"น่ะสิ 

    >>  หากว่าใครไม่รู้ว่า ปลายหน้าฝนนี้จะไปท่องเที่ยวที่ไหนดี ผมแนะนำ สถานที่ๆ แห่งหนึ่ง ซึ่งเงียบสงบ รายล้อมไปด้วยภูเขา และธรรมชาติ อยากให้พวกเราทุกคนลองไปสัมผัสกับบรรยากาศ อากาสหนาวเย็นกำลังดี เหมาะสำหรับคนที่ต้องการพาคนรักไปฮันนีมูน หรือต้องการไปพักผ่อนหน่อยใจ ลองไปที่จังหวัด “น่าน” นะสิ  รับรองว่า หลังจากที่คุณไปเที่ยวเมืองที่เงียบสงบเช่นนี้ จะต้องกลับไปเที่ยวอีกหลายๆครั้งแบบผมแน่นอน  <<

    และ!!!! หนึ่งในสถานที่ ที่ผมขอแนะนำคือ ‘ดอยเสมอดาว’ สถานที่แห่งนี้ ประกอบไปด้วยวิวทิวทัศน์ เหมาะสำหรับไปแบบครอบครัว หรือไปคนเดียว หรือไปแบบแพ็คคู่ แบบไหนแล้วแต่เราสะดวกเลยครับ แต่เจ้าของกระทู้นี้ ไปกับเพื่อนๆนะครับ การเดินทางสามารถนำรถส่วนตัวไป หรือจะหาเช่ามอเตอร์ไซต์ ในตัวเมืองก็สามารถเดินทางไปถึงสถานที่แห่งนี้ได้อย่างไม่ยากเย็นเท่าไหร่นัก  โดยการเดินทาง ผมจะขอพูดจากในตัวเมืองน่านนะครับ เราเดินทางจากตัวเมืองน่านไปทาง อำเภอนาน้อย จังหวัดน่าน นะครับ ระยะทางจาก ตัวเมืองไปอำเภอนาน้อย ประมาณ 65 กิโลเมตร  จากนั้นเมื่อเราถึง อำเภอนาน้อย เราก็ขับรถตามทางไปเรื่อยๆ จะเจอสามแยกที่เลยโรงเรียนนาน้อยไปนิดหน่อย ให้เราเลี้ยวซ้ายไปเลย แล้วขับตามถนนไปเรื่อยๆ ประมาณ 17 กิโลเมตร เราก็จะเจอทางเข้าไป ‘ดอยเสมอดาว’  ค่าเข้าชมนะตอนนั้น ตกคนละ 40 บาทนะครับ บนดอยเสมอดาวนั้น มีอาหารเตรียมพร้อมสำหรับเราอยู่ หรือใครจะเตรียมไปเองก็ได้ ส่วนในที่นี้้เอง ตัวเจ้าของกระทู้ ได้ชำระค่าบริการต่างๆ เหล่านี้  เต็นท์ 300 บาท นอนได้ 2-3 คน (แต่เจ้าของกระทู้นอนกัน 5 คน มันอบอุ่นดี 5555 )  เตาพร้อมอุปกรณ์ 300 บาท นอกจากนั้นยังมี ข้าว อาหารตามสั่ง ฯลฯ  จากนั้นทำการกางเต็นท์ หุงหาอาหารตามปกติ  จนกระทั่งดึกๆ ช่วงเวลา สี่ทุ่มเป็นต้นไป บรรยากาศหนาวเย็นกำลังดีได้มาเยือนเรา นั่นเป็นเวลาบอกว่าได้เวลานอนแล้ว พอถึงเวลา 05.00 เพื่อนๆ ก็ปลุกกันไปล้างหน้า บ้างก็ อาบน้ำ เพื่อที่จะได้มาถ่ายรูปกับทะเลหมอก แต่สุดท้ายวันนี้ ก็ผิดหวังเพราะ ไม่มีทะเลหมอกอย่างที่หวังไว้ แต่ก็ไม่วาย คว้ากล้องมาถ่ายรูปกันเป็นพัลวัน  พอสายๆหน่อย ก็ขับรถกลับออกจาก จังหวัดน่าน ผมหวังว่า กระทู้นี้จะเป็นแรงบันดาลใจของใครที่อยากเที่ยวสถานที่แห่งนี้ แล้วไม่เคยได้ลอง อยากให้คุณได้ไปสัมผัส แล้วคุณจะหลงรัก  ‘ดอยเสมอดาว’

     

     

     

    รูปเที่ยวน่าน

     

    (เพิ่มเติม … )

     
  • Samira Goyvaerts เวลา 10:39:48 pm on Thursday ที่ 29 December 2016 เพอมาลิงค์ | ตอบ

    อยากแชร์เพลงที่เล่นเอง 

    งานอดิเรกของเราคือเล่นดนตรีคีบอร์ด พอดีเล่นได้หลายเพลง ก็เลยเอามาแบ่งปัน เราเอาเพลงที่เล่นเองทำเป็นริงโทนด้วยง่ะ เท่ส์ ไม่หวงลิขสิทธิ์ มาดาวน์โหลดได้เลยค่ะ

     

     
  • Mee Wpw เวลา 8:55:29 pm on Thursday ที่ 1 December 2016 เพอมาลิงค์ | ตอบ

    โลกใบหนึ่ง 

    โลก หมุน รอบๆ

    เราเดินผ่านไปผ่านมา ผ่านไปแล้วเกือบล้านคน คนหนึ่งคนมหัศจรรย์มากมายเหลือเกิน เพราะ โลกเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ ให้เราได้รู้จัก เรียนรู้ ฝึกฝน ค้นคว้า พัฒนาสู่โลกแห่งความจริง จากโลกที่เราอยู่ทุกวันนี้มันมีอะไรเปลี่ยนไปตามกาลเวลาที่เราหลีกเลี่ยงไม่ได้ ความรู้สึก ความรัก การเจริญเติบโต ดำรงชีวิตความเป็นอยู่ของทุกๆวัน โลกสร้างโอกาสให้กับเรา เชื่อใจเรา เลยมอบชีวิตทั้งใบนี้ให้เราได้ดูแล แต่ทำไมเราถึงต้องทำลายคนที่ดีอย่างโลก โลกกลมๆใบหนึ่งที่มีน้ำ ต้นไม้ ดิน อากาศ มีทุกอย่างที่เป็นธรรมชาติ ก็เหมือนใจคน มีดี มีร้ายบ้างบางเวลา แต่คนทุกคนก็มีความดีอยู่ในใจ ภายใต้โลกใบนี้เราอาจไม่ทราบหรอว่าโลกเขามอบชีวิตให้กับเราแล้ว และถ้าเราทำลายโลกอย่างงี้ สักวันเขาอาจจะย้อนกลับมาทำลายเราเองก็ได้ โลกก็เปรียบเสมือนหัวใจ เรารักใครสักคนเราก็พร้อมที่จะดูแลเขาไปด้วยกัน โลกก็เช่นกัน เขารักเราเขาจึงมองสิ่งมหัศจรรย์ให้เราได้ดูแล รับไว้ตราบนานเท่านาน ไม่มีวันจางหายไป ถ้าเราอยู้กับมันด้วยใจ หันมาเอาใจใส่ซึ่งกันและกันเพราะ โลกเรายิ่งใหญ๋ เท่าใจคน เราคนเดียวดูแลอาจจะไว้แต่ถ้ามีคนช่วยกันเป็นหนึ่งเดียว ประชาธิปไตยกันโลกเราสักวันอาจจะเล็กลงเท่าใจคนให้เราุดูแลกันได้อย่างทั่วถึง

     
  • Mulia Mulyana เวลา 3:45:49 am on Thursday ที่ 10 November 2016 เพอมาลิงค์ | ตอบ

    งานแสดงภาพถ่าย ชมภาพยนตร์สารคดี และเสวนาชีวิตชาวโรฮิงยาในประเทศไทย 

    14925706_1338172736194008_237991440605136239_n
            เมื่อวันพุธ ที่ 9 พฤศจิกายน 2559 เวลา 13.00 – 17.00 น. ณ ห้อง LRC1 ชั้น 8 อาคารศูนย์ทรัพยากร การเรียนรู้ (LRC1) มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่  เครือข่ายสิทธิผู้ลี้ภัยและคนไร้รัฐ (CRSP) ร่วมกับ Asylum Access Thailand , ศูนย์สังคมพัฒนา มูลนิธิคาทอลิกสุราษฎร์ธานี , สภาเครือข่ายช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม สำนักจุฬาราชมนตรี , Mr. Greg Constantine ช่างภาพอิสระ, สถานทูตแคนาดา และ สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ จัดกิจกรรม “งานแสดงภาพถ่าย ชมภาพยนตร์สารคดี และเสวนาชีวิตชาวโรฮิงยาในประเทศไทย” ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้เข้าร่วมหลายกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มนักศึกษา บุคลากรมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ นักกฎหมาย ช่างภาพ ผู้สื่อข่าว กลุ่มสงขลาฟอรั่ม และบุคคลทั่วไป

                 ภายในงานมีกิจกรรมฉายภาพยนตร์สารคดี เรื่อง “Michael’s” ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ 19 th Thai Short Film & Video Festival 2015 , การถ่ายทอดประสบการณ์ในการเดินทางถ่ายภาพชาวโรฮิงยา“Exiled to Nowhere” โดย Mr. Greg Constantine และการเสวนาเรื่อง “ประสบการณ์ความร่วมมือในการช่วยเหลือแก่ผู้อพยพลี้ภัยชาวโรฮิงยาและอนาคต” โดย รศ.ดร.วิชัย กาญจนสุวรรณ ผู้อำนวยการสถาบันสันติศึกษา, น.ส.ชมฤดี นาทะศิริ หัวหน้าบ้านพักและครอบครัว จังหวัดสงขลา , นายอิสมาแอน หมัดอาดำ เครือข่ายช่วยเหลือชาวโรฮิงยา จังหวัดสงขลา, น.ส. พุทธณี กางกั้น กลุ่มฟอติฟายไรท์ และ พ.ต.ท.ธีระ วงศ์ราช สารวัตรสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดสงขลา โดย Mr. Shawn Friele เลขานุการโทและรองกงสุล, สถานทูตแคนาดาประจำประเทศไทยเป็นผู้สนับสนุนงานในครั้งนี้มองว่า “สังคมที่มีความหลากหลายไม่ใช่สังคมที่อ่อนแอ แต่เป็นสังคมที่เข้มแข็ง โดยเขาเห็นว่าในสังคมหนึ่ง ไม่จำเป็นต้องมีเพียงหนึ่งชาติพันธุ์ที่จะทำให้สังคมนั้นเข้มแข็ง”

    DSC01959

    15002521_1338934922784456_5010169081195051671_o

    การถ่ายทอดประสบการณ์ในการเดินทางถ่ายภาพชาวโรฮิงยา “Exiled to Nowhere”
    โดย Mr. Greg Constantine ช่างภาพอิสระ

    Mr. Greg Constantine ช่างภาพอิสระชาวอเมริกา ได้เล่าถึงความตั้งใจที่ได้จัดงานนี้ขึ้นมา ด้วยเหตุผลที่ว่า เพื่อเป็นการนำเสนอเรื่องราวของบุคคลไร้รัฐและสิ่งที่เกิดขึ้นกับคนเหล่านี้ ว่าเหตุใดเขาถึงได้อพยพออกจากบ้านเมืองของตัวเองมายังประเทศอื่น ๆ รวมถึงประเทศไทยด้วย” การเดินทางถ่ายภาพกลุ่มผู้ไร้รัฐจากทั่วโลกของเขานั้น เป็นโปรเจคที่มีชื่อว่า “Exiled to Nowhere” โดยเขาเดินทางถ่ายภาพกลุ่มผู้ไร้รัฐในประเทศต่างๆ เช่น ประเทศศรีลังกา บังกลาเทศ พม่า เลบานอน มาเลเซีย อินโดนีเซีย คูเวต เคนย่า ไอเวอรี่โคด อีตาลี ยูเครน โปแลนด์ รวมถึงประเทศไทย  นอกจากนี้ เขาได้อธิบายว่า “ผู้ไร้รัฐ หรือ คนไร้รัฐ” คือบุคคลที่ไม่ได้รับการรับรองจากประเทศใดประเทศหนึ่ง โดยมีปัจจัยและสาเหตุที่หลากหลายที่ทำให้คนกลุ่มนี้ไม่ได้รับการรับรองจากประเทศของตน ข้อมูลจากสหประชาชาติได้ระบุถึงจำนวนของคนไร้รัฐว่า มีจำนวนมากถึง 10,000,000 คนจากทั่วโลก ในประเทศบังกลาเทศ มีมากกว่า 300,000 คน ในขณะที่เนปาลมีมากถึง 1,000,000 ล้านคน และมีเด็กไร้รัฐประมาณ 30,000-50,000 คน ในประเทศมาเลเซีย รวมถึงศรีลังกา เลบานอน หรือ แถบตะวันออกกลาง และยังมีประเทศจำนวน 27 ประเทศในโลกที่ผู้หญิงไม่ได้รับสิทธิในการถ่ายทอดสัญชาติตัวเองไปสู่ลูก เช่น ในประเทศ คูเวต เคนย่า ไอเวอรี่โคด อีตาลี โปแลนด์ เซอร์เบีย เป็นต้น” ผู้ไร้รัฐส่วนใหญ่ไม่เคยได้รับสิทธิออกจากพื้นที่ของตัวเอง ปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ใช่เพราะพวกเขาไม่มีบ้าน แต่ที่ที่พวกเขาเรียกว่าบ้าน กลับปฏิเสธการมีอยู่ของเขา สาเหตุส่วนใหญ่ คือ การเลือกปฏิบัติที่ทำให้เขาสูญเสียความเป็นคนของรัฐ

    และด้วยเรื่องราวเหล่านี้ ทำให้ Greg สนใจที่ทำงานในเรื่องบุคคลไร้รัฐมาเป็นเวลา 10 กว่าปี ภาพที่นำมาแสดงในวันนี้ ส่วนใหญ่เป็นภาพชาวโรฮิงยาในพม่า บังกลาเทศ และในประเทศไทย ซึ่งชาวโรฮิงยา เป็นกลุ่มชนชาวมุสลิมขนาดใหญ่ ที่มีถิ่นฐานอยู่ร่วมกับชาวพุทธในบริเวณรัฐยะไข่หรืออารากันในประเทศเมียนมาร์ ประมาณ 1,000,000 คน โดยที่ชาวโรฮิงยาอาศัยอยู่ในพม่ามาหลายชั่วอายุคน แต่รัฐบาลพม่าไม่รับรองในการเป็นพลเมืองของประเทศ เขาได้นำเสนอภาพถ่ายเรื่องราวสถานการณ์ของชาวโรฮิงยาที่ได้รับการปฏิบัติเสมือนเป็นกลุ่มชนชั้นสองของประเทศ ที่มีผลมาจากการที่ไม่ได้รับสถานะการเป็นพลเมืองของประเทศ ทำให้ขาดโอกาสในการได้รับสวัสดิการต่างๆจากภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็นในด้านการศึกษา การรักษาพยาบาล ตลอดจนโอกาสในการทำงาน ส่งผลให้ชาวโรฮิงยาที่อยู่ในวัยทำงานต้องอพยพออกไปหางานทำในต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศมาเลเซียและอินโดนีเซีย นอกจากนั้นชาวโรฮิงยา ยังถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรงจากเจ้าหน้าที่ของรัฐในประเทศพม่าอีกด้วย Greg ยกตัวอย่างให้นักศึกษาฟังว่า “หากใครต้องการเดินทางจากสงขลาไปยังกรุงเทพฯ ด้วยเครื่องบิน แน่นอนว่าหลักฐานที่ต้องมีติดตัวคือ บัตรประชาชนเพื่อแสดงตัวตน แต่คนไร้รัฐจะไม่มีเอกสารที่แสดงถึงความเป็นบุคคลเลย ไม่มีแม้กระทั่งใบเกิดหรือแม้กระทั่งอิสรภาพ ยกตัวอย่างกรณีของเยาวชนโรฮิงยาเมื่อต้องการแต่งงานจะต้องขออนุญาตจากทางการถึงจะแต่งงานได้ ซึ่งกระบวนการที่กว่าจะแต่งงานได้นั้นใช้เวลายาวนานมาก นี่คือเหตุผลบางส่วนที่ทำให้เยาวชนหลายคนหนีไปอยู่บังกลาเทศ”

    Greg ได้ฉายสไลด์รูปถ่ายที่เป็นภาพศพของเด็กชายชาวโรฮิงยาที่ถูกห่อหุ้มด้วยผ้าสีขาว ซึ่งเสียชีวิตในขณะที่อพยพอยู่ในบังกลาเทศ และเขาได้มีโอกาสพูดกับพ่อของเด็กในรูป พ่อของเด็กเล่าว่า “ลูกของเขาเป็นเด็กร่าเริงและฉลาด แต่เขาเกิดที่พม่า ที่ที่เขาไม่เคยได้รับสถานะอะไรเลยและกลับต้องมาตายที่บังคลาเทศ ราวกับว่าเด็กคนนี้ไม่เคยเกิดมาในโลกใบนี้มาก่อนเลยจริงๆ” 

    นอกจากนี้ชาวโรฮิงยา เป็นกลุ่มที่ต้องทำงานหนักมาก เหตุเพราะพวกเขาไม่มีทางเลือกจึงต้องยอมถูกใช้เป็นแรงงานเพื่อที่จะหาเงินมาเลี้ยงครอบครัว ในความคิดของ Greg เขามองว่า “คนไร้รัฐ มีความมุ่งมั่นที่จะมีชีวิตอยู่และมีทางเลือกที่ไม่ใช่ทางเลือกของคนทั่วไป การที่พวกเขาออกจากบ้านเกิดเมืองนอน นั้นก็เป็นการแสวงหาความมั่นคงและความปลอดภัยในชีวิต แต่ในขณะเดียวกันพวกเขาก็ไม่มีแม้แต่โอกาสที่จะแสดงศักยภาพที่จะทำอะไรเพื่อชุมชนหรือสังคมของเขาได้เลย”

    รูปถ่ายของเด็กชายที่อาศัยอยู่ในกระท่อมของผู้ลี้ภัย ที่มีสภาพเก่าๆ และมีขนาดเล็กๆ ในทางภาคใต้ของบังคลาเทศ ซึ่งพ่อของเขาถูกทางการบังคลาเทศจับตัวไปคุมขัง  และมีแม่ที่ต้องทำทุกอย่างเพื่อเลี้ยงดูลูกๆ  Greg ได้เข้าไปนั่งในกระท่อมเพื่อพูดคุยกับแม่ของเด็กชายประมาณหนึ่งชั่วโมง   ในช่วงนั้น เป็นเวลาหกโมงเช้า  พระอาทิตย์สาดแสงลอดผ่านเข้ามาทางบานประตูซี่ไม่ไผเป็นเส้นๆ  และเขาก็เห็นเด็กชายคนนั้น พยายามเอามือไปจับแสงที่ลอดเข้ามา   ในวินาทีนั้น สำหรับเขาแล้วมันคือภาพที่แสดงให้เห็นถึง การเเอื้อมมือจับไปยังอนาคต  มันเปรียบเสมือนความหวัง ความฝันที่จะสัมผัสมันมาให้ได้  แต่ว่า…สำหรับเด็กไร้รัฐแล้ว บานประตูไม้ไผ่ที่เป็นซี่ๆ ก็เปรียบได้เหมือนกับตัวขวางกั้นที่จะนำเขา ไปสู่อิสรภาพอย่างแท้จริง

    รูปถ่ายรอยมือที่ปรากฏอยู่ตรงผนังโรงเรียนของกลุ่มคนไร้รัฐชาวเคนย่า ที่อาศัยอยู่ในชุมชนเล็กๆ มีผู้อาศัยประมาณห้าพันคน  สถานการณ์มีความคล้ายคลึงกับชาวโรฮิงยาตรงที่  พวกเขาอาศัยอยู่ในพื้นที่แห่งนี้มาหลายชั่วอายุคน  แต่รัฐบาลเคนย่ากลับมองว่า พวกเขาไม่ใช่คนเคนย่า แต่เป็นคนโซมาเลีย  ซึ่งทำให้ชุมชนนี้ต้องถูกถอนสันชาติเคนย่าไป  และยังถูกรัฐบาลสั่งให้หยุดการเรียนการสอน  พร้อมทั้งสั่งห้ามไม่ให้สร้างโรงเรียน อีกด้วย ทำให้เด็กๆกลุ่มนี้ ไม่มีแม้แต่โรงเรียนที่จะเรียนหนังสือ พวกเขาจึงเอามือจุ่มสี และติดที่กำแพงโรงเรียน อย่างที่ปรากฏในรูปถ่าย ซึ่งพวกเขาก็เหมือนกับเด็กโรฮิงยา หรือเด็กไร้รัฐในประเทศอื่นๆ

     

    ภาพที่ Greg ชอบที่สุด คือ รูปถ่ายของเด็กชายที่อาศัยอยู่ในกระท่อมเล็กๆของกลุ่มผู้ลี้ภัย มีสภาพเก่าๆ อยู่ทางใต้ของบังคลาเทศ ซึ่งพ่อของเขาถูกทางการบังคลาเทศจับตัวไปคุมขัง มีเพียงแต่แม่ที่ต้องทำทุกอย่างเพื่อเลี้ยงดูลูกๆ Greg ได้เข้าไปนั่งในกระท่อมลี้ภัยเพื่อพูดคุยกับแม่ของเด็กชาย  ในช่วงนั้นเป็นเวลาหกโมงเช้า พระอาทิตย์สาดแสงลอดผ่านเข้ามาทางบานประตูซี่ไม่ไผ่เป็นเส้นๆ และเขาก็เห็นเด็กชายคนนั้น พยายามเอามือไปจับแสง สำหรับGreg แล้ว “มันคือภาพที่แสดงให้เห็นถึงการเอื้อมมือไปยังอนาคต แสงเปรียบเสมือนกับความหวัง และความฝันที่จะสัมผัสมันมาให้ได้ แต่ว่า…สำหรับเด็กไร้รัฐแล้ว บานประตูไม้ไผ่ที่เป็นซี่ๆ ก็เปรียบได้เหมือนกับสิ่งที่ขวางกั้นเขาออกจากอิสรภาพที่แท้จริง”

    และอีกภาพที่น่าสนใจ คือ รูปถ่ายรอยมือที่ปรากฏอยู่บนผนังโรงเรียนของกลุ่มคนไร้รัฐชาวเคนย่าที่อาศัยอยู่ในชุมชนเล็กๆ มีประชากรประมาณ 5,000 คน  สิ่งที่คล้ายคลึงกับชาวโรฮิงยา คือ พวกเขาอาศัยอยู่ในพื้นที่แห่งนี้มาหลายชั่วอายุคนแต่รัฐบาลเคนย่ากลับมองว่าพวกเขาไม่ใช่คนเคนย่าแต่เป็นคนโซมาเลีย  ซึ่งทำให้ชุมชนนี้ต้องถูกถอนสันชาติเคนย่าไป  และถูกรัฐบาลสั่งให้หยุดการเรียนการสอนพร้อมทั้งสั่งห้ามไม่ให้สร้างโรงเรียนอีกด้วย ทำให้เด็กๆกลุ่มนี้ไม่มีแม้แต่โรงเรียนที่จะเรียนหนังสือ พวกเขาจึงเอามือจุ่มสีและประทับไปยังผนังโรงเรียนอย่างที่ปรากฏอยู่ในรูปถ่าย พวกเขาเองก็เหมือนกับเด็กโรฮิงยา หรือเด็กไร้รัฐอีกหลายๆประเทศในโลก และนี้ก็คือสิ่งที่ Mr. Greg Constantine ช่างภาพอิสระชาวอเมริกา พยายามที่จะนำเสนอภาพเหล่านี้เพื่อให้ทุกคนได้เห็นและรับรู้ถึงความเป็นไปที่เกิดขึ้นกับบุคคลไร้รัฐในโลกใบนี้

    DSC01908

    การเสวนาเรื่อง
    “ประสบการณ์ความร่วมมือในการช่วยเหลือแก่ผู้อพยพลี้ภัยชาวโรฮิงยาและอนาคต

    *****************************************

    สถานการณ์ของชาวโรฮิงยาที่เกิดขึ้นในประเทศไทย อินโดนีเซีย และมาเลเซีย

    คุณพุทธณี กางกั้น กลุ่มฟอติฟายไรท์  กล่าวว่า  การที่กลุ่มโรฮิงยาเข้ามาในประเทศไทยด้วยกระบวนการค้ามนุษย์ เนื่องจากชาวโรฮิงยาป็นคนไร้รัฐ ทำให้ไม่สามารถเข้ามายังประเทศอื่นๆได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ดังนั้น กลุ่มกระบวนการค้ามนุษย์จึงเป็นวงจรหนึ่ง ที่นำพวกเขาไปยังประเทศอื่นได้ด้วยการแลกกับค่าใช้จ่ายราว 60,000 -100,000 บาท เพื่อเป็นค่าน้ำมัน ค่าอาหาร ค่าเรือ และค่าใช้จ่ายอื่นๆ คำถามคือ ชาวโรฮิงยาเป็นกลุ่มคนจน ไม่มีสิทธิในการทำงาน แล้วพวกเขาเอาเงินมาจากไหน? แน่นอนว่าจะต้องมีคนมาจ่ายเงินให้เขา แต่ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นนั้นก็ย่อมผ่านกระบวนการที่ทำเป็นเครือข่าย และต้องได้กำไรจากกระบวนการเหล่านี้   ดังเช่นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในค่ายหรือแคมป์บนเขาแก้วตำบลปาดังเบซาร์  อำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา คือสถานที่ที่นายหน้าหรือกระบวนการกักตัวชาวโรฮิงยาไว้ก่อนที่จะส่งต่อ ณ ที่แห่งนั้นก็พบหลุมฝังศพของชาวโรฮิงยาหลายจุด และนี้ก็คือกระบวนการทั้งหมดที่เกิดขึ้น”

    คุณพุทธณี  เล่าต่อว่า “เมื่อพูดถึงโรฮิงยาที่อยู่ในบริเวณประเทศไทย  ยังมีชาวโรฮิงยาบางส่วนที่โชคดีที่ได้มีโอกาสย้ายถิ่นฐานไปยังประเทศโลกที่หนึ่งประเทศที่สาม แต่ยังมีชาวโรฮิงยาจำนวนหนึ่งที่อยู่ในพื้นที่ ประเทศมาเลเซีย และเมืองอาเจะห์  อินโดนีเซีย  แต่เนื่องจากเขาเป็นกลุ่มที่เป็นบุคคลผิดกฎหมาย  เมื่อตกอยู่ในกระบวนการค้ามนุษย์ รัฐบาลก็พยายามช่วยเหลือ ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายบ้านพักเด็กหรือฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐ แต่ก็ต้องยอมรับว่าสำหรับประเทศไทยแล้วประเด็นเรื่องความมั่นคงเป็นเรื่องที่รัฐบาลก็ต้องให้ความสำคัญ ดังนั้น การปฏิบัติต่อชาวโรฮิงยาของแต่ละประเทศจึงไม่เหมือนกัน  ในประเทศมาเลเซีย ชาวโรฮิงยาสามารถขอสิทธิการเป็นผู้ลี้ภัยได้ และมีสิทธิที่ได้รับการอนุญาตจาก UNHCR และรัฐบาลมาเลเซีย ในเรื่องการทำงานในประเทศมาเลเซียได้ในช่วงเวลาหนึ่ง  หรือในประเทศอินโดนีเซีย พวกเขาก็ได้รับการช่วยเหลือจากกลุ่มภาคประชาสังคม  แม้ว่ารัฐบาลอินโดนีเซีย ยังไม่มีนโยบายในเรื่องบ้านหรือที่พักสำหรับชาวโรฮิงยา และในส่วนของประเทศไทยเอง ก็มีหน่วยงานรัฐพยายามช่วยเหลือ  แต่ไทยก็ไม่มีพลังมากพอที่จะสุ่มเสี่ยงให้พวกเขาอยู่ได้อย่างอิสระ  เพราะฉะนั้น เด็กและผู้หญิงส่วนหนึ่งก็จะมาอยู่ที่บ้านพักสถานที่ที่ทางกระทรวงพัฒนาสังคมเป็นผู้ดูแล บางส่วนก็อยู่ที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง”

    “ทางฝ่ายของกลุ่มฟอติฟายไรท์ ก็ได้สัญญานที่ดีจากหลายฝ่ายในประเทศที่พยายามหาทางออกให้กับกลุ่มโรฮิงยา ซึ่งเราอาจจะต้องมีหนทางในการดำเนินงานต่อไป หากเกิดกรณีที่ชาวโรฮิงยาไม่สามารถเดินทางไปยังประเทศที่สาม หรือไม่สามารถกลับประเทศของเขาได้ ชีวิตของพวกเขาจะต้องอยู่ในสถานกักตัวของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองตลอดไปหรือไม่ ซึ่งจะต้องหาคำตอบว่า เราจะมีทิศทางอย่างไรและจะรับมือกับปัญหาระยะยาวต่อไปอย่างไร” และนี้คือสถานการณ์ของชาวโรฮิงยาที่เกิดขึ้นในประเทศไทย อินโดนีเซีย และมาเลเซีย

    บทบาทของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองต่อการช่วยเหลือผู้อพยพลี้ภัยชาวโรฮิงยา

    พ.ต.ท.ธีระ วงศ์ราช   สารวัตรสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดสงขลา  กล่าวว่า “สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองจะดูแลในส่วนของคนต่างด้าว  ในทางกฏหมายคนต่างด้าว คือ บุคคลธรรมดาที่ไม่มีสัญชาติไทย แต่ประเทศจะต้องให้สิทธิพลเมืองของตนดีกว่าคนประเทศอื่น  หน้าที่ของรัฐคือจะต้องปกป้องคนในรัฐ  เพราะฉะนั้นหากมีบุคคลเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาตก็จะมีความผิดทางกฏหมาย  ในกรณีของชาวโรฮิงยาที่ลักลอบเข้ามาก็ถือว่ามีความผิด หรือในอีกมิติหนึ่งพวกเขาก็เป็นผู้ที่หลบหนีภัยในถิ่นกำเนิดเพื่อมาหาที่พึ่งจากประเทศอื่น ๆ แต่ไม่ใช่แค่ประเทศไทยเท่านั้น ยังมีประเทศมาเลเซีย อินโดนีเซีย รวมถึงบังกลาเทศ ก็ปฏิเสธสิทธิที่จะให้โรฮิงยามาตั้งถิ่นฐานในประเทศ เพราะว่าเป็นภาระในส่วนของรัฐที่จะต้องไปรับผิดชอบทุกอย่าง

    ในส่วนของเจ้าหน้าที่ตม.ของประเทศไทย จะทำหน้าที่ที่เป็นทั้งตำรวจที่มีทั้งอำนาจจับกุม และเป็นตม.ที่มีอำนาจในการตรวจค้นตามกฎหมาย ตาม พรบ.ด้านการค้ามนุษย์และการค้าประเวณี  ซึ่งในบางประเทศจะทำหน้าที่แยกส่วนกัน ในกรณีเรื่องโรฮิงยานายกรัฐมนตรีของไทยก็ได้ประกาศให้ทุกฝ่ายให้ความช่วยเหลือด้านสิทธิมนุษยชนอย่างเต็มที่เท่าที่เราจะทำได้ และกรณีผู้นี้ก็ได้ถูกหยิบยกให้เป็นวาระแห่งชาติอีกด้วย ซึ่งทางตม.ก็ได้ช่วยเหลือในเรื่องของอาหาร แต่ทั้งนี้ก็ประสบปัญหาในเรื่องงบประมาณค่าใช้จ่าย สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช) ก็ต้องวิ่งเต้นหางบและดึงงบเร่งด่วนมาใช้ และนี้ก็เป็นเวลาประมาณ 2-3 ปีแล้วที่ชาวโรฮิงยากินข้าวอย่างนี้มาโดยตลอด ซึ่งที่ผ่านมาทางสถานทูตอเมริกาประจำประเทศไทยได้รับชาวโรฮิงยาจำนวน 18 คน ให้มีสิทธิไปตั้งถิ่นฐานในประเทศอเมริกา  เด็กสาวชาวโรฮิงยาคนหนึ่งซึ่งเป็นหนึ่งใน 18 คนที่เดินทางไปอเมริกาเล่าว่า
    “ฉันไม่อยากมีชีวิตช่วงวัยสาวในห้องขัง ฉันไม่รู้ว่าอเมริกาดีกว่ามาเลเซียอย่างไร แต่ฉันก็ตัดสินใจไปอเมริกา” จากประโยคนี้ทำให้เห็นว่า ชีวิตเขาไม่มีทางเลือกมากนัก หากไม่ไปอเมริกา ฃีวิตเขาก็ต้องอยู่ในสถานที่แห่งนี้ต่อไป ซึ่งไม่รู้ว่าจะได้ไปประเทศที่สามเมื่อไร และในส่วนของสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ก็มีนโยบายประกันตัว ในกรณีที่มีบุคคลต้องการรับชาวโรฮิงยาไปดูแลที่บ้านก็สามารถประกันตัวได้โดยมีค่าประกันหัวละ 50,000 บาท

    ปัจจุบันโรฮิงยาที่ถูกควบคุมตัวอยู่ที่ตม.สะเดา มีประมาณ 65 คน และเมื่อได้สอบถามและพุดคุยกับพวกเขาก็ทราบว่า จริง ๆ แล้วถ้าเลือกได้เขาไม่อยากอยู่ในประเทศไทย เพราะโดยพื้นฐานเขาเป็นคนมุสลิม และเข้มงวดเรื่องอาหารการกิน เขาจึงอยากไปอยู่กับพี่น้องมุสลิมอยู่ในที่ที่อาหารฮาลาลสามารถหากินได้ง่าย และเพื่อแสวงหาชีวิตที่ดีขึ้น  มาเลเซียและอินโดนีเซียจึงเป็นประเทศที่อยู่ในตัวเลือกของพวกเขา  คนโรฮิงยาก็เหมือนคนภาคอีสานของไทยหลายคนที่ไปทำงานและแสวงหาชีวิตที่ดีกว่าที่ประเทศซาอุดิอาระเบีย  ซึ่งในเมื่อประเทศที่เขาอยู่เกิดปัญหาและความขัดแย้ง จนทำให้บ้านที่เขาอยู่เกิดความวุ่นวาย มีการเผาบ้านเรือน เผามัสยิด มันจึงเป็นอะไรที่บีบคั้นเขามาก  และสิ่งนี้ก็คือแรงผลักดันที่ทำให้เขาต้องออกมาจากตรงนั้นเพื่อสิ่งที่ดีกว่า

     

    บทบาทของบ้านพักและครอบครัวในการช่วยเหลือผู้อพยพลี้ภัยชาวโรฮิงยา

              คุณชมฤดี นาทะศิริ  หัวหน้าบ้านพักและครอบครัว  อธิบายถึงภารกิจหลักของบ้านพักและครอบครัว ว่า เป็นหน่วยงานที่ให้ที่พักอาศัยชั่วคราวสำหรับผู้ที่ประสบปัญหาทางสังคมและจะรองรับผู้ที่เกิดเหตุตาม พรบ.คุ้มครองเด็ก พรบ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พรบ.ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ กรณีที่มีผู้ประสบปัญหาเป็นผู้ใหญ่ก็จะส่งไปยังสถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง กรณีของการรับชาวโรฮิงยามาดูแลก็ให้การช่วยเหลือมาตั้งแต่เดือน มกราคม – ธันวาคม ปี 2556

    ปัญหาและอุปสรรคที่พบ คือ  -ปัญหาด้านสถานที่และของใช้มีไม่เพียงพอ  เนื่องจากไม่เคยเจอเคสจำนวนมากมาก่อน จึงขาดแคลนในเรื่องสถานที่  ที่นอน ห้องน้ำ เสื่อ จานชาม วันแรกที่พวกเขามาก็ได้ยืมของใช้บางส่วนจากวัด หลังจากนั้นก็ได้รับการอนุเคราะห์ของใช้ประเภทผ้านวมจากศอ.บต. และขอความอนุเคราะห์ในเรื่องโต๊ะ เก้าอี้ จากสำนักงาน ตม.12   -ปัญหาด้านอาหาร เนื่องจากแม่ครัวเป็นคนไทยพุทธ พวกเขาจึงระแวงว่าจะมีหมูปะปน เลยแก้ปัญหาโดยการให้พวกเขาจัดเวรมาทำอาหารกันเอง   -ปัญหาด้านห้องน้ำที่มีไม่เพียงพอ ก็ได้รับการสนับสนุนรถสุขาจาก อบต. สงขลา และได้รับความอนุเคราะห์เรื่องแท่งน้ำจาก ศอ.บต. ในส่วนของเทศบาลก็ส่งน้ำมาให้   -ปัญหาเรื่องล่ามภาษา ช่วงแรกจะมีล่ามประจำมาช่วยสื่อสารภาษาโรฮิงยา แต่ภายหลังล่ามถูกเชิญออก เพราะทราบว่ามีส่วนกับกลุ่มกระบวนการค้ามนุษย์  จึงมีล่ามภาษาพม่ามาช่วย แต่ส่วนใหญ่กลุ่มเด็กๆ วัยรุ่นจะพูดภาษาพม่าเลยพอสื่อสารได้  เด็กบางคนก็สื่อสารภาษาอังกฤษได้ และสอนเรื่องระเบียบ และมรรยาทในการอยู่ร่วมกัน -ปัญหาความรุนแรงระหว่างกลุ่มชาวโรฮิงยา  จะมีการทะเลาะแบ่งพรรคแบ่งพวก เพราะพวกเขามาจากคนละหมู่บ้าน ถ้าเห็นอีกกลุ่มหนึ่งสนิทกับเจ้าหน้าที่เขาก้อจะระแวงกันภายใน และมีปากเสียงกัน จึงต้องส่งคนที่เป็นต้นเรื่องทะเลาะไปที่ ตม. เมื่อเห็นว่าเขาประพฤติตัวดีแล้ว ก็นำกลับมายังบ้านพัก  และปัญหาที่สำคัญอีกเรื่อง คือ มาตรการในการช่วยเหลือ ด้วยความที่ยังไม่มีมาตรการที่แน่ชัด จึงทำให้พวกเขาถามตลอดว่า “เขาต้องอยู่ที่นี่นานแค่ไหน ทางเราก็ไม่มีคำตอบให้เขา” และบ้านพักก็มีเจ้าหน้าที่หลักเพียง 2 คนที่ต้องดูแลชาวโรฮิงยา 120 คน และด้วยความที่บ้านพัก ไม่ใช่สถานที่กักขัง และมีช่องว่างที่ให้คนเข้า-ออกได้สะดวก จึงทำให้ชาวโรฮิงยาบางส่วนก็ทยอยกันหลบหนีไป  นอกจากนี้ ก็ยังได้รับการบริจาคจากชาวบ้าน จากหน่วยงานต่างๆ ในเรื่องของอาหาร น้ำดื่ม ผลไม้ ขนม ชุดเสื้อผ้า และก็ให้บริการในเรื่องสถานที่ละหมาด คัมภีร์อัลกุรอ่าน และชุดแต่งกายของมุสลิม แต่ปัญหาที่พบในเรื่องของบริจาค คือมีจำนวนมากจนไม่มีที่เก็บไว้ จึงแก้ไขโดยการส่งของบริจาคประเภทเสื้อผ้าไปยังอบต. และบริจาคให้กับกลุ่มผู้ยากไร้ในชุมชนและกลุ่มอุยกูร์

    ปัจจุบันทางบ้านพักเด็ก ก็ดูแลเด็กโรฮิงยาที่เหลือเพียงหนึ่งคนแล้ว เป็นเด็กที่รับเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา และก็พบว่าเป็นเคสเดิมที่เคยรับมาเมื่อปี 2556 ในตอนนั้นเด็กชายมากับแม่และพี่สาว แต่ว่าในตอนนั้นเขาหนีไปมาเลเซีย จนไปเจอพ่อที่มาเลเซีย ซึ่งปัจจุบันเขาก็ยังไม่มีมาตรการที่ให้เด็กได้อยู่กับพ่อแม่ หรือมาตรการที่จะให้เขาไปไหนต่อ จึงทำให้ค้างอยู่ตรงนี้ ทางบ้านพักก็ส่งเขาเรียนหนังสือที่โรงเรียนมุสลิม ตอนนี้อยู่ชั้นป.1 แล้ว แต่เด็กลืมภาษาของตัวเองจนไม่สามารถสื่อสารภาษาโรฮิงยากับพ่อของเขาแล้ว และถ้าในอนาคตมีเคสแบบนี้อีก ก็ไม่แน่ใจว่า บ้านพักเด็กจะรองรับได้อีกหรือไม่ ด้วยความที่มาตรการยังยืดเยื้อและยังไม่มีความชัดเจนในหลายๆเรื่อง  

     

    บทบาทการช่วยเหลือของกลุ่มเครือข่ายช่วยเหลือชาวโรฮิงยา จังหวัดสงขลา

               คุณอิสมาแอน หมัดอาดำ  องค์กรสภาเครือข่ายช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม   สำนักจุฬาราชมนตรี    กล่าวว่า สิ่งที่ทางกลุ่มเครือข่ายช่วยเหลือชาวโรฮิงยาดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2556 มาจนปัจจุบัน คือ ภารกิจเพื่อมนุษยธรรม ในฐานะที่เป็นมนุษย์ต้องมีความเป็นธรรม เราจะเห็นกลุ่มภาคประชาสังคมหรือกลุ่มต่างๆที่เข้ามาให้ความช่วยเหลือโดยที่ไม่ได้มาจากการถูกบังคับ แต่มันเป็นพลังที่มาจากคนทั่วไป สิ่งนี้ถือว่าเป็นสิ่งสำคัญ

    เมื่อหลายปีที่แล้ว พบชาวโรฮิงยาอพยพประมาณ 600 กว่าคน มีสภาพผอมโซไม่ต่างอะไรจากสัตว์ ไม่มีอะไรกิน ไม่มีอาหาร ซึ่งในตอนนั้นก็พบว่ามีพี่น้องชาวไทยบางส่วนมีการถกเถียงกันอย่างรุนแรงในสื่อโซเชียลในประเด็นที่ผู้สื่อข่าวเสนอเรื่องราวของชาวโรฮิงยา มีคอมเม้นต่างๆที่ถามว่า ทำไมต้องเอาโรฮิงยาเข้ามา ทำไมต้องไปช่วยเหลือ ซึ่งสิ่งนี้สะท้อนว่าเรามีคุณธรรมในจิตใจหรือไม่ “ในการให้ความช่วยเหลือครั้งนี้  เกิดการรวมตัวกันขององค์กรภาคศาสนา ไม่ว่าจะเป็นคริสต์ พุทธ อิสลาม แต่ละฝ่ายก็มาช่วยกัน โดยที่ไม่ได้ทะเลาะกัน  แต่คนที่ไม่ได้ช่วยกลับมาทะเลาะแทน”  เรามีการทำงานร่วมกันระหว่างองค์กรระดับชาติ  การทำงานลักษณะนี้จะต้องเข้าใจสภาพปัญหาที่เกิดขึ้น ในช่วงแรกมีเครือข่ายที่ช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมจำนวนมาก แต่เมื่อปัญหาที่เกิดมีระยะเวลายาวนานเกินไป ก็มีเพียงบางเครือข่ายที่ยังช่วยเหลืออยู่ เพราะคนที่จะทำงานด้านนี้จะต้องสละเวลา สละทรัพย์สิน สละแรงกาย เพราะเวลาที่เกิดเหตุงานอื่นบางครั้งสามารถเลือกเวลาได้ แต่การช่วยเหลือผู้ลี้ภัยเราต้องช่วยทันทีเพราะมีชีวิตของคนเป็นเดิมพัน และที่ผ่านมาก็มีชาวโรฮิงยาเสียชีวิตจำนวนมาก เพราะขาดสารอาหาร มีอาการแขนขาลีบ ทางกลุ่มก็คุยกันว่าเราจะแก้ปัญหาอย่างไร ที่จะไม่ให้เขาตายต่อหน้าเรา สิ่งนี้เป็นเรื่องของความเป็นมนุษยธรรม ทางเครือข่ายก็สนับสนุนเรื่องอาหาร ยารักษาโรคและเครื่องอุปโภคบริโภค และส่งเสริมการทำงานของเครือข่ายให้มีประสิทธิภาพ จากที่เป็นเครือข่ายช่วยเหลือโรฮิงยาระดับจังหวัดสงขลาก็เป็นเครือข่ายช่วยเหลือโรฮิงยาระดับประเทศ

    มีสิ่งหนึ่งที่เราต้องทำความเข้าใจก็คือ ชาวโรฮิงยาจะมีวัฒนธรรม วิถีชีวิต และความเชื่อของเขา ปัญหาหรือเหตุการณ์ต่างๆที่ชาวโรฮิงยาประท้วง ยกตัวอย่างกรณีการประท้วงที่สุราษฎร์ธานี เพราะพวกเขาต้องการถือศีลอดสุนัตก่อนเดือนรอมดอน และต้องการทานอาหารก่อนเวลาถือศีลอด แต่โรงครัวไม่เปิดในช่วงตีสี่ เจ้าหน้าที่ไม่เข้าใจจึงเกิดการประท้วง หรือแม้แต่การเรียกร้องเพื่อขอละหมาดอีดก็เช่นเดียวกัน ปัญหาที่เกิดขึ้นเพราะเราขาดล่ามในการสื่อสารและไม่ทำความเข้าใจในวัฒนธรรมของเขา “เมื่อใดก็ตามที่มีการทำลายความเชื่อ เขาก็จะเกิดการต่อต้าน” ดังนั้น จึงอยากให้หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องจัดอบรมเรื่องการสร้างความเข้าใจในประเด็นวัฒนธรรม วิถีชีวิต ความเชื่อในศาสนา เพื่อที่จะทำความเข้าใจและแก้ไข้ปัญหาได้ถูกต้อง

    โรฮิงยา คือบทเรียนที่สำคัญต่อประเทศไทย

    รองศาสตราจารย์ ดร.วิชัย กาญจนสุวรรณ ผู้อำนวยการสถาบันสันติศึกษา กล่าวว่า  ประเด็นโรฮิงยา ถือเป็นบทเรียนที่สำคัญโดยเฉพาะต่อประเทศไทย ในเรื่องของความเกลียดชังชาติและศาสนาที่นำไปสู่การใช้กำลังและความรุนแรง แต่ปัญหาที่ปะทุขึ้นมาในพม่ามีความซับซ้อน เพราะทางบังกลาเทศก็เห็นว่าโรฮิงยาไม่ใช่พลเมืองของตน และคนพม่าส่วนใหญ่ก็เป็นพม่าพุทธ และบ้านเราจำเป็นต้องเรียนรู้การอยู่ร่วมกัน อย่าให้ความ“รักชาติ” ที่เน้นชาตินิยม เป็นปัญหาต่อชนกลุ่มน้อยของสังคม และอย่าให้ปัญหาเรื่องศาสนามาเป็นข้ออ้างเพื่อที่จะทำลายผู้อื่น บทเรียนของโรฮิงยา คือ ปัญหาของคนอพยพที่ไม่มีสิทธิความเป็นพลเมือง (Non-citizens) หากมองในมิติความมั่นคงจะรู้สึกว่าเป็นภัยของชาติ แต่หากมองในมิติศาสนธรรม ก็เป็นเรื่องที่น่าเห็นใจ การแก้ปัญหา ควรเน้นที่ต้นเหตุของประเทศที่ก่อปัญหาดีกว่ามาแก้ที่ปลายเหตุ

     

     

    เรียบเรียงโดย : มุลยานา ดะอุแม,IPS

    DSC01854DSC01956 DSC01862 DSC0186314925305_1338178792860069_5246959233857723475_n 14962785_1338172836193998_5024578976301009584_n

     
  • Toomtam Toomtam Toomtam เวลา 10:12:23 pm on Monday ที่ 10 October 2016 เพอมาลิงค์ | ตอบ

    card game 

    Card game หรือ Boardgame

    IMG_25591010_192349

     

    ผู้อ่านคิดอย่างไรกับCard game?

    -คิดว่ามันไร้สาระ

    -คิดว่ามันเสียเวลา เสียเงิน

    -คิดว่าโตแล้วจะเล่นทำไม มันของเด็กเล่น

    แต่ว่าคุณยังไม่รู้นะครับว่า card game นั้นมีข้อดีมากกว่าที่คุณคิดครับ ในกรณีนี้ผมจะยกตัวอย่างของ card game หนึ่งชนิดมาครับ และยังเป็น card game ที่นิยมในปัจจุบันที่สุดอีกด้วยครับ นั้นคือ cardfight vanguard ครับ

    VANGUARD_LOGO_FROM_G_ityjko

     

    ทำไมต้อง card game นี้?

    -เป็นเกมส์การ์ดที่ผมเล่นประจำครับ

    -การเล่นเข้าถึงเด็กๆ และให้ความสนุกสนานครับ

    ถ้าพูดถึงแวนการ์ดเป็นการ์ดเกมส์ที่กล่าวถึงตัวเราซึ่งคือผู้นำกองทัพ ได้สร้างกองทัพเพื่อไปต่อสู้กับฝ่ายตรงงข้าม ต้องมีการวางกลยุทธ์ พัฒนาตนเอง เพื่อเอาชนะฝ่ายตรงข้าม

    แล้ว Vanguard มันดีอย่างไร?

    -ได้ฝึกด้านการคิดเลขเร็ว ซึ่งในการเล่นจะใช้ตัวเลขเป็นพลังจำเป็นต้องนำพลังมาบวกกัน เพราะฉะนั้นจะได้ความรู้ด้านคิดเลขเร็วมากขึ้นครับ

    -ทำให้รู้จักวางแผน เพราะการเล่นเราต้องมีการวางแผน คำนวน คาดการ์ณ ถึงแม้จะไม่เท่าหมากรุก แต่ต้องมีไหวพริบในการเล่นพอควร เพื่อนำไปสู่ชัยชนะ

    -ได้รู้จักกับผู้คนมากขึ้น เพราะการเล่นเกมส์การ์ดนี้จำเป็นต้องเล่นกับผู้เล่นอีกคน จึงทำให้ผมปะกับผ้คนได้หลากหลายวัยมากขึ้น

    cfv-logo

    แล้ว Vanguard มีข้อเสียไหม?

    มีครับคือ

    -ทำให้เวลาของเราที่จะไปใช้ในการทำอย่างอื่นเสียไปกับการเล่น

    -ในการใช้การ์ดเล่น จำเป็นต้องมีค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้าง เพราะฉะนั้นเด็กๆ จึงจำเป็นต้องยืมเงินจากผู้ปกครองเพื่อซื้อ จึงเป็นการใช้จ่ายฟุ่มเฟื่อยได้เหมือนกันครับ

    -อาจจะทำให้ผู้เล่นเสียการเรียนจากการเล่นโดยไม่คำนึงถึงเวลาว่าเวาไหนควรเล่น

    Cardfight_Vanguard_G_logo

    แล้วจะมีวิธีแก้ไหม?

    แล้วแต่ตัวของบุคคลครับ

    -อย่างกรณีแรกแค่เราแบ่งเวลาให้ถูกเราก็สามารถเล่นได้อย่างสบายใจครับ

    -ในการใช้จ่ายนั้น ท่าทางการ์ดไทยจะมีการแยบ่งเกรดการ์ดคับ เพราะฉะนั้นควรซื้อให้เหมาะกับตัวของเราครับ ไม่ควรยืมเงินผู้ปกครองครับ ควรใช้แต่เงินของตัวเราเอง เพราะจะได้เป็นการควบคุมการใช้เงินของเราอีกด้วย

    -ในข้อสุดท้ายแก้เหมือนข้อแรกครับ

    โดยสรุปแล้ว card game มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ขึ้นอยู่กับผู้เล่นว่าจะทำให้มันเป็นข้อดีหรือข้อเสีย การเล่นจึงเล่นแต่พอเหมาะ ไม่ควรเล่นมากเกินเวลาของตน ควบคุมเวลาให้พอเหมาะ แล้วแบ่งเวลาให้ครอบครัวด้วยครับ 😀  😀  😀  😀

     
  • Carys

    Carys เวลา 1:23:17 am on Monday ที่ 10 October 2016 เพอมาลิงค์ | ตอบ

    ทฤษฏีดนตรีแบบง่ายๆ ก่อนเริ่มเล่นดนตรี 

    สวัสดีค่ะทุกคน ครั้งนี้เป็นครั้งแรกเลยนะที่ตั้งใจเขียนบล็อกอย่างจริงจัง แรงบันดาลใจที่ทำให้เขียนบล็อกมันก็ … เริ่มมาจาก

    การสิงสถิตย์อยู่ในเวบบอร์ดต่างๆโดยเฉพาะบอร์ดเกี่ยวกับดนตรี แล้วเห็นมือใหม่มาตั้งกระทู้ถามปัญหาเกี่ยวกับดนตรีเยอะแยะมากมาย

    ส่วนใหญ่เรื่องที่มือใหม่ถามๆกันก็เป็นเรื่อง basic มีคนตอบบ้าง ไม่มีคนตอบบ้าง ก็เลยอยากจะแชร์ความรู้เท่าที่มีเกี่ยวกับดนตรี ให้คนอื่น

    เก็บเอาไว้ก็ตายไปกับตัวซะเปล่าๆ เลยตัดสินใจเขียนบล็อกเป็นเรื่องเป็นราวดีกว่า …. ก็นั้นละค่ะ ที่มาที่ไป

    แต่บอกไว้ก่อนว่าเราก็ไม่ใช่เซียนขั้นเทพอะไรมากมาย คืนครูไปบ้าง หายไปกับสายลมบ้าง ที่เขียนนี่ก็เหมือนได้รื้อฟื้นไปในตัว


    cyberscooty-music-notes

    ถ้าพูดทฤษฏีดนตรี คงต้องมีใครส่ายหน้ากันบ้างล่ะ เพราะรู้สึกว่ามันเป็นของที่น่าปวดหัวเสียนี่กระไร อืม … แต่ก็ถูกอะนะ

    เพราะว่าเอาเข้าจริงๆยิ่งศึกษาลึกลงไปเท่าไหร่ ก็ยิ่งน่าปวดหัว แต่ของง่ายๆสำหรับมือใหม่ ก็มีนะ และควรจะต้องรู้ไว้บ้าง

    ในครั้งนี้จะเขียนเรื่องเบสิค เบสิค อย่างเรื่องของ โน้ตดนตรี


    NOTE : โน้ตคืออะไร?
    โน้ต คือ “สัญลักษณ์” ทางดนตรีที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเอาไว้ใช้ในการบันทึกเสียง พูดให้เข้าใจง่ายๆก็คือ ดนตรีเนี่ยมันเป็นสิ่งที่เรา ไม่สามารถมองเห็นมันได้ จับต้องไม่ได้ เค้าจึงสร้างโน้ตขึ้นมาเพื่อใช้บันทึกเสียง แทนเสียงของดนตรี เพื่อให้เราเนี่ยสามารถจับต้องมันได้
    ซึ่งไอ้เจ้าโน้ตดนตรีแต่ละเสียงจะมีชื่อเรียกประจำของมันเองในแต่ละภาษา เช่น โด-เร-มี-ฟา-ซอล-ลา-ที แบบที่เราเรียนกันมาตั้งแต่ประถมนั้นแหละค่ะ และในบางครั้งอาจเขียน A – G แทนโน้ตดนตรี
     
  • atima2016 เวลา 8:01:21 pm on Friday ที่ 30 September 2016 เพอมาลิงค์ | ตอบ

    ประสบการณ์ part-time barista at Starbucks 

    สวัสดีค่ะ นี่เป็นกระทู้แรก ขอแนะนำตัวก่อนนะคะ เราชื่อแจมค่ะ ตอนนี้เรียนปี 4 มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา

    เราเป็น barista ที่สาขาท่ามหาราช อายุทำงาน 1 ปีกว่า จุดประสงค์ที่อยากเล่าเรื่องนี้ เพราะปีหน้าคือ พ.ศ.2557 เราจะลาออกไปฝึกงานต่อที่ต่างจังหวัดแล้วค่ะ ถ้าคุณอ่านไป อาจยังไม่จบ ขอให้ติดตามต่อไปเผื่อคนที่อยากทำงานที่นี่นะคะ

    การทำงาน part time ที่นี่ ได้ชั่วโมงเยอะกว่าทั่วไป ไม่ใช่เพราะแค่ต้องบริการให้ดี แต่การเป็น barista ต้องทำงานได้ทุกอย่าง ไม่ว่าจะคิดเงิน จัดขนม เก็บขนม อุ่นขนม ทำเครื่องดื่ม เปิดบาร์ เก็บบาร์ เก็บกวาด ถูพื้น ล้างจาน แล้วแต่ช่วงเวลาและตำแหน่งที่เขาจัดให้ในแต่ละสัปดาห์ รวมไปถึงคุณจะได้เรียนการบริการต่อลูกค้า คนในร้าน และคนที่สาขาอื่นๆ การสาธิตการชิมกาแฟโดยต้องใช้ความรู้ที่เรียนและศึกษาเพิ่มเติมมา เป็นงานที่ไม่ได้ยาก แต่ต้องมีใจรักกาแฟ และบริการด้วยเช่นกัน

    ช่วงที่แจมทำงานแรกๆ ไม่ใช่คนที่ดื่มกาแฟเลย แต่สามารถดื่มได้เพราะเราเปิดใจกับมันค่ะ

    การทำงานที่แห่งนี้ทำให้แจมกล้าคุยกับชาวต่างชาติมากขึ้น ภาษาดีขึ้นตาม ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับที่ตัวเรา ต้องไปฝึกภาษาเพิ่ม พูดประโยคอะไรเพิ่มดี ลองพูดประโยคแบบนี้ดูบ้างดีกว่า บางครั้งนึกเป็นประโยคไม่ออก ก็ลองกลับมาแต่งประโยคดู

    การทำงานกับเพื่อนร่วมงาน เรารักเพื่อนร่วมงานมากค่ะ รักจนบางครั้งวันหยุดก็มานั่งเล่น เหมือนเป็นครอบครัวใหญ่ๆเลยล่ะค่ะ มีด่ากันทุกวันค่ะ เสีงดังกว่าลูกค้าอีก แต่รักกันดีค่ะ 5555

    ที่นี่มีแต่ลูกค้าน่ารัก เราชอบงานบริการเพราะได้เห็นรอยยิ้มของลูกค้าเป็นอันดับแรก มีทั้งลูกค้าประจำ ชาวต่างชาติ นักศึกษา คนที่แวะมาแถวนี้บ้าง ตั้งใจมาแถวนี้บ้าง starbucks สอนให้เรารู้จักความเท่าเทียมกันมากขึ้น ความมีน้ำใจของเพื่อนร่วมงาน นี่ใช่ไหมคะที่เขาลือกันว่าฝรั่งเขาจะเท่าเทียมกันไม่ว่าใครจะใหญ่กว่าใคร แต่ต้องเคารพซึ่งกันและกัน พยายามให้ลูกทีมตัวเองพัฒนา ไม่ใช่เหยียบกันแย่งตำแหน่ง โดยการถ้าพาร์ทเนอร์มีงานส่วนไหนที่ไม่ถนัด รุ่นพี่ๆสามารถสอนให้ได้ค่ะ อายุน้อยกว่าก็สามารถขยับไปตำแหน่งสูงได้ ถ้าความสามารถถึง มีคนอายุน้อยกว่าซึ่งเขามีตำแหน่งเป็นซุปคะ นับถือจริงๆที่ต้องมาแบกภาระงานมากกว่าเรา และในปี 2016 ผู้จัดการเราถูกย้ายให้ไปเปิดร้านใหม่ซึ่งเขาได้เปิดร้านใหญกว่าเดิม สิ่งนี้คือหน้าที่ของเขาที่จะได้ก้าวหน้า และมีผู้จัดการจากสาขาอื่นได้มาจัดการที่ร้านเราแทนค่ะ วันไหนไม่มีเรียน มักจะได้เข้ากะเช้า และมักจะได้เป็นแคชเชียร์บ่อยๆ ในตอนแรกเรากลัวมากในการเปิดร้าน เพราะยังจัดขนมไม่เป็น แต่ก็ได้ถ่ายรูปของรุ่นพี่ที่เขาจัดบ่อยๆ ถ่ายเก็บไว้ แล้วดูเป็นตัวอย่าง กลัวการที่จะมาร์คข้างแก้วให้ลูกค้าผิด การคิดเงินผิดๆ คิดเงินช้า บลาๆๆๆ แต่เราสามารถผ่านมันไปได้ค่ะ เพราะผู้จัดการเชื่อในตัวเรา

    -ขอจบแค่นี้ก่อนนะคะ เดี๋ยวมาเล่าให้ฟังใหม่-
    [edit 2 oct 2016]

     
  • Thapanon Barnpro-two เวลา 9:32:44 pm on Monday ที่ 22 August 2016 เพอมาลิงค์ | ตอบ

    วันเปิดสำนักงานใหม่ ณัฐสินี 

    22 สิงหาคม 2559 : วันนี้ได้มีส่วนเข้าร่วมในการทานอาหารกลางวันกับผู้ใหญ่ของบริษัท ได้ร่วมพิธีเปิดสำนักงาน ในส่วนของเครือวิคตอเรีย กับ 20 หน่วยรวมกันในสำนักงาน “ณัฐสินี” มีความยินดีที่ได้ร่วมงานกับพี่ที่เก่ง ๆ พี่ที่มีน้ำใจ หยิบยื่นโอกาส ความรู้ ความปรารถนาดีให้เรามาอย่างต่อเนื่อง

    จะพยายามเป็นหน่วยเล็ก ๆ ให้ทีมงานที่แข็งแกร่งเพื่อเป็นกำลังอีกส่วนหนึ่งในสำนักงานต่อไปครับ

    image image

    ภาพประกอบสำหรับวันนี้ แล้วผมจะทยอยเขียนงานที่ผมทำ ที่ผมดูแลลูกค้าของผม และสิ่งที่ผมได้รับกลับมานะครับ

     

     

     
  • Toomtam Toomtam Toomtam เวลา 1:58:50 pm on Sunday ที่ 21 August 2016 เพอมาลิงค์ | ตอบ

    ความรู้สึกที่ได้เข้าร่วมกิจกรรมปฐมนิเทศของมหาลัยเนชั่นบบางนา-ลำปาง 

    ในการเดินทางครั้งนี้เป็นการเดินทางไปปฐมนิเทศของนักศึกษามหาวิทยาลัยเนชั่นบางนา-ลำปาง

    ในดารเดินทางไปลำปางเพื่อปฐมนิเทศของมหาลัยวิทยาลัยเนชั่นบางนาของปีหนึ่ง ในวันพุธ ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2559เดินทางโดยรถไฟ จุดนัดพบกับรุ่นพี่คือ สถานีรถไฟฟ้าหัวลำโพง ในการขึ้นรถไฟจำนวนคนเยอะกว่าจำนวนที่นั่งจึงต้องมีคนที่นั่งเก้าอี้ และนั่งพื้น(ผมนั่งพื้นคับ) เริ่มเดินทางเวลา 13.45น. อาหารเย็นที่แจกให้กินตอนเย็นคือข้าวผัดกระเพราไข่ดาวคับ ในการนอนบนรถไฟ พอน้องๆเริ่มหาที่นอนรุ่นพีก็ได้ประชุมสำหรับทำกิจกรรมให้น้องๆแล้วแจ้งเกี่ยวกับตาราง ในวันต่อไปรถไฟมาถึงลำปางในเวลา03.00น. แล้วนั่งรถสองแถวของลำปางเพื่อไปที่มหาลัยต่อมาถึงหมาลัยเนชั่นลำปางเวลา03.45น. แล้วก็ได้แบ่งห้องให้นักศึกษาเข้าห้องของตัวเอง แล้วให้นักศึกษาแยกย้ายอาบน้ำ กินข้าว ข้าวที่ทางมหาลัยเลี้ยงก็คือข้าวต้มคับ ตอนนั้นเป็นเวลาตี4กว่าๆของวันใหม่ พอทุกคนเสร็จธุระก็ปล่อยให้นอนรอทำกิจกรรมตอนเที่ยงต่อครับ จบวันพุธ ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2559(เดินทางถึงวันพฤหัสบดี ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2559)

     

     

     

    ส่วนภาพเหล่านี้คือภาพของมหาวิทยาลัยเนชั่นลำปางบางส่วนนะคับ  :-)  :-)  :-)  :-)

     

    IMG_25590818_090823

    IMG_25590818_090957

    IMG_25590818_091248

    IMG_25590818_093435

    IMG_25590818_123814

    IMG_25590819_061639

    IMG_25590819_061708

    IMG_25590819_064020

    IMG_25590818_090350

    IMG_25590818_090430

    IMG_25590818_090443

    IMG_25590818_090806

     

     

    ในวันพฤหัสบดี ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2559ช่วงแรกมีกิจกรรม Walk Rally เข้ากิจกรรมแต่ละฐาน แล้วให้แยกย้ายไปอาบน้ำล้างหน้าหลังจากกิจกรรมแล้วมารวมตัวกันอีกครั้ง ในตอนเย็นทางรุ่นพี่ได้จัดกิจกรรมสัสทนาการ โดยให้นักศึกษาของทางลำปางกับพวกผมเข้าร่วมกิจกรรมด้วยกัน พอเสร็จกิจกรรมก็ปล่อยเข้านอน เนื่องจากในวันนี้มีกิจกรรมที่เปียกน้ำผมเลยฝากโทรศัพท์ไว้กับรุ่นพี่ ทำให้ไม่ได้ถ่ายรูปมาเพราะกลัวโทรศัพท์เปียกครับ 😳

    ในเช้าวันศุกร์ ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2559ห้องผมได้ตื่นนอนตอนเช้ามืด อากาศที่ลำปางตอนเช้าดีมากเย็นสบายแต่พอดี ช่วงเช้าจะให้รุ่นน้องแต่ละคณะของลำปางแล้วก็บางนาไปพบกับรุ่นพี่ในคณะ แล้วในช่วงบายคืองานขันโตกแล้วก็บายสีสู่ขวัญ และให้ชมโชว์และการแสดงรวมไปถึงการลอยโคมไฟ ซึ่งทางภาคเหนือเชื่อว่าเป็นการลอยทุกข์โศก(เจ้าของเรื่องไม่ได้ลอยขี้เกียจ 55555) เสร็จแล้วจึงแยกย้ายไปนอน

    IMG_25590819_103924

    IMG_25590819_151914

    IMG_25590819_163038

    IMG_25590819_190418

    IMG_25590819_191624

    IMG_25590819_195052

    IMG_25590819_200942

    IMG_25590818_090430
    ในวันเสาร์ ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2559 เป็นการเดินขึ้นดอยพระบาท ใช้ระยะทางในการเดินไปโดยประมาณ 7-8กิโลเมตร ซึ่งในการเดินขึ้นดอยวันนี้มีอุปสรรค์เกิดขึ้นก็คือฝนตก พวกผมเลยต้องเดินลุยฝนกันไปนะครับ พอไปถึงวัดสามัคคีบุญญารามทางรุ่นพี่ได้ปล่อยให้ไปพักกันตามอัธยาศัย แล้วถึงมารวมตัวกันเพื่อทำพิธีก่อนจะเริ่มปลูกฝ้าย พอเสร็จกิจกรรมปลูกฝ้ายทางรุ่นพี่ได้ให้พวกผมขึ้นไปบนวัดเพื่อสวดมนต์ และนั่งสมาธิ แล้วฟังธรรมนิดหน่อยคับ หลังจากนั้นเป็นกิจกรรมวิ่งขึ้นเขา ทางรุ่นพี่ให้วิ่งกันเป็นคณะรวมลำปางแล้วก็บางนา พอเสร็จก็กลับลงมาจากดอย(ลงมาโดยรถบัส) แล้วทางรุ่นพี่ก็ปล่อยให้ไปเก็บสัมภาระของแต่ละคน เพื่อเตรียมตัวกลับกรุงเทพ และในระหว่างทางกลับก็ได้มีการแวะตลาดเพื่อซื้อของกันก่อนกลับIMG_25590820_070749

    IMG_25590820_073926

    IMG_25590820_091919

    IMG_25590820_100928

    IMG_25590820_100943

    IMG_25590820_102031

    IMG_25590820_105436

     

    IMG_25590820_141833

    ในวันอาทิตย์ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2559 ทางพวกผมก็ได้เดินทางกลับมาถึงมหาลัยของพวกผม ณ เวลา 7.00น. โดยประมาณ แล้วแยกย้ายกันกลับบ้าน

    ส่วนนี้คือรูปภาพขณะนั่งรถไฟ

    IMG_25590817_184725 IMG_25590817_194844 IMG_25590817_194850 IMG_25590817_135045 IMG_25590817_142424 IMG_25590817_151222 IMG_25590817_151622 IMG_25590817_152236 IMG_25590817_152245 IMG_25590817_152450 IMG_25590817_152628 IMG_25590817_152921 IMG_25590817_153540 IMG_25590817_153607 IMG_25590817_153838 IMG_25590817_154226 IMG_25590817_154619 IMG_25590817_154839 IMG_25590817_154937 IMG_25590817_154943 IMG_25590817_155106 IMG_25590817_155523 IMG_25590817_160201 IMG_25590817_160626 IMG_25590817_160841 IMG_25590817_161007 IMG_25590817_161411 IMG_25590817_161528 IMG_25590817_161834 IMG_25590817_163649 IMG_25590817_184715

    จากการที่ผมได้ไปปฐมนิเทศครั้งนี้ ความรู้สึกของผมอย่างแรกนั้นคือ ผมได้นั่งรถไฟครั้งแรกในชีวิตผมรู้สึกตื่นเต้น มีวิวสวยๆ และลมเย็นเป็นช่วงๆ (หลังจากออกจากกรุงเทพ) อีกทั้งยังมีการพบปะกับเพื่อนใหม่ สถานที่ใหม่ๆ การเดินขึ้นดอย การเต้น และกิจกรรมอีกมากมาย อย่างที่สอง ผมรู้สึกสนุกสนานกับการมาปฐมนิเทศครั้งนี้ เนื่องด้วยทั้งทางรุ่นพี่ที่ลำปางและทางบางนาต่างฝ่ายต่างทำเพื่อให้รุ่นน้องสนุกแล้วยังทำกันสุดความพยายาม เลยทำให้กิจกรรมทั้งหมดเกิดความสนุกขึ้นมา อย่างที่สาม รู้สึกผ่อนคลายมาก เนื่องด้วยผมเป็นเด็กกรุงเทพ ไม่ค่อยจะได้ไปต่างจังหวัดบ่อยๆ จึงคิดว่าที่มหาวิทยาลัยเนชั่นลำปางค่อนข้างสวยงาม อีกทั้งยังร่มรื่นด้วยธรรมชาติอีก ช่วยทำให้ผ่อนคลายอีกด้วย ถ้าพูดโดยสรุปจากทั้งหมดแล้ว ทางผมคิดว่าไม่เสียใจที่มากิจกรรมครั้งนี้ครับ กิจกรรครั้งนี้ได้เปลี่ยนทั้งตัวผม แล้วก็ให้อะไรหลายๆอย่างกับผม ทางผมจึงคิดว่าถ้ากิจกรรมแบบนี้มีทุกปีจะดีมาก แล้วให้ทางศูนย์ลำปางมาเจอกับบางนาเพื่อสานสัมพันธ์ให้คงอยู่ตลอดไปด้วยครับ

     
c
เขียนโพสต์ใหม่
j
โพสต์ต่อไป / ความคิดเห็นต่อไป
k
โพสต์ก่อนหน้า / ความคิดเห็นก่อนหน้า
r
ตอบกลับ
e
แก้ไข
o
แสดง / ซ่อนความคิดเห็น
t
ไปที่ด้านบนสุด
l
เข้าสู่ระบบ
h
แสดง / ซ่อนความช่วยเหลือ
shift + esc
ยกเลิก